ล้อไม้เฟอร์นิเจอร์ เปลี่ยน ‘พิการ’ เป็น ‘โอกาส’

ล้อไม้เฟอร์นิเจอร์  เปลี่ยน ‘พิการ’ เป็น ‘โอกาส’

ต้นแบบการสร้างคุณค่าและอาชีพคนพิการ ที่เริ่มจากการให้โอกาสไม่ใช่ความสงสาร

 

เมื่อเห็นผู้พิการขายของ หลายคนควักเงินจากกระเป๋าช่วยซื้อสินค้าจากผู้พิการด้วยความรู้สึกสงสาร ทั้งที่ไม่ได้มีความต้องการหรืออยากซื้อ เกษราภรณ์ หลวงจันทร์ ผู้ก่อตั้งศูนย์ล้อไม้เฟอร์นิเจอร์ จังหวัดขอนแก่น สถานที่ทำงานของผู้พิการ ที่ปัจจุบันจ้างงานผู้พิการอยู่กว่า 10 คน สะท้อนว่า หากผู้พิการใช้ชีวิตโดยพึ่งพึงกับความเมตตากรุณาของผู้อื่นเพียงอย่างเดียว ย่อมไม่สามารถสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนให้กับชีวิตได้ ผู้พิการจึงต้องมีความเชื่อมั่นและศรัทธาในตัวเอง ลงมือทำในสิ่งที่ตนเองถนัด แล้วทำให้คนหันมาซื้อผลงานจากความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่เพียงแค่ความสงสาร

เธอบอกว่าความเมตตากรุณาเป็นเรื่องที่ดี แต่ในกรณีนี้ก็เป็นดาบสองคมด้วยเช่นกัน เกษราภรณ์ เคยเป็นหนึ่งในผู้พิการที่เข้าร่วมโครงการกับโรงพยาบาลอุบลรัตน์ โรงพยาบาลประจำอำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ที่ที่ทำให้เธอได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างโอกาส

“ตอนเข้าร่วมโครงการกับโรงพยาบาลอุบลรัตน์เมื่อปี 2555 เราไปร่วมประชุมก็รู้สึกดีใจที่เห็นเพื่อนผู้พิการเหมือนๆ กับเรา แต่พอมองไปในแววตาของเขา มันไม่ต่างจากตัวเองเมื่อก่อนที่เคยนอนติดเตียง ไม่มีความหวัง ตอนนั้นคิดกับตัวเองว่าจะช่วยพวกเขาอย่างไรดี ทำอย่างไรให้พวกเขาเปลี่ยนความคิดให้ได้

เกษคิดว่าผู้พิการไม่ได้ขาดโอกาส แต่ขาดความเชื่อมั่นและศรัทธาในตัวเอง ขาดการเห็นคุณค่าในตัวเอง ทำอย่างไรให้เขามีตรงนี้ คนเราไม่ว่าจะเดินได้หรือเดินไม่ได้ ถ้าขาดความเชื่อมั่นแล้ว อะไรก็ทำไม่ได้ เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีตัวตน หรือคิดว่าตัวเองเป็นบุคคลชั้นสอง”

เกษราภรณ์ ประสบอุบัติเหตุเมื่อปี 2541 จนกลายเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตให้ต้องนั่งวีลแชร์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เธอไม่ได้แข็งแกร่งและมีวิธีคิดแบบนี้มาตั้งแต่แรก เคยเป็นผู้ป่วยนอนติดเตียงให้ทางบ้านดูแลอยู่ถึง 4 ปี อยู่ไปวันๆ แบบไม่มีความหวังและไม่คิดว่าจะทำอะไรได้อีก ขณะที่ในทุกๆ วันทางบ้านก็ยังต้องแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งมาเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อดูแลเธอ

จนกระทั่งวันหนึ่ง บทสนทนาของตัวละครในโฆษณาทางโทรทัศน์ ทำให้เธอฉุกคิด

เกษราภรณ์ ย้ำว่า แค่เปลี่ยนวิธีคิด ชีวิตก็เปลี่ยนได้จริงๆ

“ในโฆษณาเป็นกลุ่มเพื่อนกำลังสังสรรค์กันอยู่ เพื่อนคนหนึ่งพูดว่า “กินไปหมดตั้งครึ่ง” กับอีกคนที่เดินมาตบไหล่เพื่อน แล้วบอกว่า ”มองโลกในแง่ดีหน่อยสิ เหลืออีกตั้งครึ่ง” ตอนที่เราดูโฆษณาอยู่ เรารู้สึกเหมือนกับว่า เพื่อนคนนั้นเดินมาตบไหล่แล้วพูดแบบนั้นกับเรา จำได้เลยว่าเรานอนมองเพดาน แล้วพูดกับตัวเองว่า ใช่...มันเหลือตั้งครึ่ง”

 

IMG_6235

 

กับดักของ ‘เมตตามาร์เก็ตติ้ง

'กระจกพ่นทราย' เป็นโปรเจคแรกที่เกษราภรณ์ดึงผู้พิการที่เคยร่วมอบรมและเข้ารับการฟื้นฟูจากโรงพยาบาลอุบลรัตน์มาทำกิจกรรมร่วมกันในชุมชน เมื่อเวลาผ่านไปราว 1 ปี สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น

“พี่ครับผมไม่ชอบงานกระจกเลย ก่อนผมพิการผมเคยเป็นช่างเฟอร์นิเจอร์ครับ”

“พี่เกษครับผมไม่ชอบงานกระจกเลย ก่อนผมพิการผมเป็นช่างเชื่อมครับ” เป็นคำพูดที่สื่อสารอย่างตรงไปตรงมาจากเพื่อนร่วมงานของเธอ

เกษราภรณ์ บอกว่า การที่ใครสักคนหนึ่งเดินมาบอกหัวหน้าว่าตนเองชอบหรือไม่ชอบงานที่กำลังทำอยู่ แต่ยืนยันชัดเจนว่าสามารถทำงานอีกอย่างหนึ่งได้ คนๆ นั้น (โดยเฉพาะผู้พิการ) จะต้องมีความเชื่อมั่นในตัวเองระดับหนึ่งแล้วจึงกล้าเอ่ยปากบอก

“เกษจะไม่ตัดสินว่าเขาทำได้หรือไม่ได้ เพราะเขาต้องคิดมาดีแล้วถึงเข้ามาคุยกับเรา แต่จะตื่นเต้นทุกครั้งที่มีใครเดินเข้ามาบอกว่าทำอะไรได้”

 

IMG_6209

ชะลอมไม้ สินค้าในโปรเจคล้อไม้เฟอร์นิเจอร์

 

จากความต้องการและไอเดียของสมาชิกในกลุ่ม นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘ล้อไม้เฟอร์นิเจอร์’ ในปี 2555 ที่มีสมาชิกเพียง 5 คนมาระดมฝีมือทดลองทำชิ้นงานจนนำมาจำหน่ายทดลองตลาด การตลาดของพวกเขาเริ่มจากการบอกปากต่อปากขายกันภายในกลุ่มคนรู้จัก จนเมื่อเป็นที่รู้จักมากขึ้นจึงเปิดหน้าร้านและขายผ่านทางเฟซบุ๊คใช้ชื่อว่า งานฝีมือคนพิการบ้านทรัพย์สมบูรณ์

ปัจจุบัน หน้าร้านล้อไม้เฟอร์นิเจอร์เป็นสินค้าโอท็อปผู้พิการ เป็นที่ต้องการของตลาด ด้วยการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์สอดรับกับความต้องการของผู้ซื้อ (made to order) ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ เตียง เก้าอี้ กล่องไม้ กระเช้า และอื่นๆ อีกมากมาย บริการส่งทั้งในและต่างประเทศ มีอาคารอเนกประสงค์สำหรับให้ความรู้และชวนผู้ที่สนใจเข้ามาทดลองทำกิจกรรม และมีแปลงผักปลอดสารพิษ ไว้เก็บกินต้อนรับผู้ที่มาเยี่ยมเยือน

“สิ่งที่ทำอยู่นี้ทำให้เราได้ความสุข ได้เห็นคนที่ใครๆ บอกว่าด้อยโอกาส มีโอกาสทำงานตามความสามารถของตัวเอง เรามีกลุ่มเพื่อน ได้ช่วยคนอื่น ทำให้คนที่เคยรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า เห็นคุณค่าของตัวเอง และมีความกล้าที่จะทำสิ่งใหม่ๆ ด้วยตัวเอง”

 

IMG_6197  

พวงกุญแจ หนึ่งในงานฝีมือจากผู้พิการบ้านทรัพย์สมบูรณ์

 

ทางเลือกและทางรอด

“การขับเคลื่อนโรงพยาบาลรัฐให้เป็นที่พึ่งของประชาชนได้ จำเป็นต้องมีกำลังคนที่เพียงพอและมีคุณภาพ มีงบประมาณสำหรับการทำงานเพื่อสร้างระบบที่มีความยั่งยืน แต่โรงพยาบาลรัฐขาดทั้งสองอย่าง ปีที่ผ่านมาโรงพยาบาลทั่วประเทศกว่าแปดร้อยแห่ง ขาดทุนกว่าห้าร้อยแห่ง รวมแล้วราวหนึ่งหมื่นสามพันล้านบาท” นายแพทย์อภิสิทธิ์ ธำรงวรางกูร ประธานมูลนิธิโรงพยาบาลอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ชี้ให้เห็นวิกฤติด้านการสาธารณสุขในประเทศไทย

ปี 2553 – 2555 โรงพยาบาลอุบลรัตน์ โรงพยาบาลประจำอำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก เนื่องจากปริมาณผู้ป่วยที่มีจำนวนมากแต่ได้รับงบประมาณไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย หลายครั้งเกิดขึ้นจากข้อจำกัดด้านบุคลากรของโรงพยาบาลเองที่มีไม่เพียงพอและไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านการเก็บข้อมูล ทำให้การบันทึกข้อมูลผู้ป่วยที่เข้ามารักษาตัวในโรงพยาบาลตกหล่น จนไม่สามารถทำการเบิกจ่ายจากกองทุนต่างๆ ที่สนับสนุนได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

นายแพทย์อภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า วิกฤติของโรงพยาบาล ณ ขณะนั้นย่ำแย่ ประสบปัญหาการขาดสภาพคล่องระดับ 7 หรือเรียกได้ว่าอยู่ในระดับวิกฤิตตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข ถึงขนาดที่บริษัทยายืนกรานไม่ยอมส่งยาให้กับโรงพยาบาลอีกต่อไป เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ต่างจากสถานการณ์ที่โรงพยาบาลรัฐอีกกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ทั่วประเทศกำลังเผชิญอยู่

แต่ทุกอย่างมีทางออก!

ทุกวันนี้โรงพยาบาลอุบลรัตน์กอบกู้วิกฤติกลับมาผงาดยืนบนขาของตัวเองได้อย่างแข็งแรง สามารถบริหารงบประมาณและเงินบำรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล ด้วยการสร้างโอกาสให้ผู้พิการ และทำความเข้าใจความต้องการของชุมชน นำมาสู่การบริหารจัดการและสร้างความร่วมมือบนพื้นฐานของความพอเพียงที่เพียงพอ

ผักและผลไม้ปลอดสารเคมีตามฤดูกาลสำหรับคนไข้ในโรงพยาบาลกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ มาจากแปลงผักที่มีผู้พิการดูแลเพียง 2 คน นอกจากนี้ ผู้พิการยังรับหน้าที่หลักดูแลจัดการงานบันทึกข้อมูล งานลงทะเบียนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ งานทำความสะอาด บริการนวดหรือแม้แต่การบริการตัดผมให้ผู้ป่วยในโรงพยาบาล ทั้งหมดเป็นบทบาทที่ผู้พิการมีส่วนร่วมรับผิดชอบ จนกลายเป็นกำลังสำคัญของครอบครัว โรงพยาบาลอุบลรัตน์

 

IMG_6227

แปลงผักปลอดสารเคมีสำหรับผู้ป่วยโรงพยาบาลอุบลรัตน์

 

ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 มาตรา 33 ระบุว่านายจ้างหรือสถานประกอบการที่มีพนักงาน 100 คน ต้องจ้างพนักงานที่เป็นผู้พิการ 1 คน แต่หากนายจ้างหรือสถานประกอบการใดไม่ประสงค์จ้างเองได้ มีมาตรา 34 เปิดช่องไว้ให้สามารถสมทบทุนเข้ากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ปีละประมาณ 1 แสนบาท หรือมีมาตรา 35 ที่ระบุว่าให้สมทบวันละ 300 บาท หรือประมาณปีละ 1 แสนบาท เพื่อให้หน่วยสาธารณประโยชน์หรือให้โรงพยาบาลจ้างคนพิการเข้ามาดำเนินงาน

นพ.อภิสิทธิ์ กล่าวว่า ผู้พิการเป็นผู้มีความสามารถไม่ต่างจากคนปกติ การให้โอกาสผู้พิการเข้ามาทำงานเป็นสร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำ ทั่วประเทศมีประชากรผู้พิการราว 4 ล้าน 8 แสนคน จังหวัดขอนแก่นกว่า 5 หมื่นคน และเฉพาะอำเภออุบลรัตน์ประมาณ 1 พันกว่าคน ด้วยเหตุนี้โรงพยาบาลอุบลรัตน์จึงประสานความร่วมมือกับบริษัทเอกชน (สอดรับกับ Corporate Social Responsibility : CSR หรือ นโยบายความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของบริษัทเอกชน ) ตามมาตรา 35 เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรของโรงพยาบาล

ปัจจุบันผู้พิการมีตำแหน่งงานอยู่ในโรงพยาบาลจังหวัดขอนแก่น 51 ตำแหน่ง (21 ตำแหน่งประจำที่โรงพยาบาลอุบลรัตน์ 18 ตำแหน่งประจำที่โรงพยาบาลประจำตำบล และอีก 12 ตำแหน่งประจำที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์และโรงพยาบาลอื่นๆ)

“กลุ่มผู้พิการเมื่อมีงานทำที่โรงพยาบาล เขามีความรู้สึกดีเพราะได้ทำงานช่วยผู้อื่น มีรายได้ดูแลครอบครัวและรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เราเห็นตัวอย่างของผู้พิการที่ทำงานที่นี่แล้วมีเงินเก็บสะสมหลักแสน หรือบางคนมีเงินไปซื้อที่ดินเป็นของตัวเองได้”

เมื่อผู้พิการลุกขึ้นมาสร้างโอกาสจากโอกาสที่ได้รับ ความเปลี่ยนแปลงและความภาคภูมิใจในตัวเองจึงเกิดขึ้น ทุกวันนี้ศูนย์ล้อไม้เฟอร์นิเจอร์ยังมีเสียงเครื่องเลื่อยเครื่องจักรดังอยู่ไม่ขาดสาย อีกด้านหนึ่งการบริหารจัดการโรงพยาบาลด้วยการสร้างโอกาสให้แก่ผู้พิการและสร้างความร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่ในรูปแบบของการพึ่งพาอาศัยและเกื้อกูลกัน ช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความสัมพันธ์ในชุมชน ทำให้โรงพยาบาลอุบลรัตน์ดำเนินงานต่อเนื่องได้อย่างมีคุณภาพ บนพื้นฐานความพอเพียงและมีงบประมาณที่เพียงพอ ทั้งหมดเป็นการสร้างทางเลือกและทางรอดจากการพึ่งพาตัวเองอย่างยั่งยืน