Climate Change ไม่ได้สร้างแค่ภัยแล้ง น้ำท่วม หรือไฟป่า แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงโรคอุบัติใหม่จากการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ เวที SX2026 ชวนผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุขเจาะผลกระทบ พร้อมแนวทางเฝ้าระวังและรับมือก่อนเกิดการระบาด
เมื่อพูดถึง Climate Change เรามักนึกถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้น ภัยแล้ง ไฟป่า หรือน้ำท่วมที่รุนแรงกว่าเดิม ทว่า ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของสิ่งแวดล้อม เพราะเมื่อระบบนิเวศเปลี่ยนแปลง ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ สัตว์ และเชื้อโรคก็เปลี่ยนตาม นำมาสู่ความเสี่ยงของ "โรคอุบัติใหม่" ที่คนส่วนใหญ่ต้องเผชิญ
ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในเวทีเสวนา "ตั้งรับก่อนระบาด : เมื่อภัยพิบัติธรรมชาติปลุกโรคอุบัติใหม่" ภายในงาน Sustainability Expo 2026 (SX2026) โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ทั้ง ดร.สนธิ คชวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ, พญ.อลิสา ยาณะสาร จากองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย (WHO Thailand) และศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จากโลกเดือดสู่โลกรวน ภัยพิบัติไม่ได้กระทบแค่สิ่งแวดล้อม
ดร.สนธิ คชวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ อธิบายภาพรวมสถานการณ์ว่าโลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงจาก ภาวะโลกร้อน ที่พัฒนาไปสู่สภาพอากาศแปรปรวนรุนแรง หรือ Extreme Weather ทั้งอุณหภูมิที่สูงขึ้น การละลายของน้ำแข็งขั้วโลก ภัยแล้ง ไฟป่า และฝนตกหนักผิดปกติ ซึ่งล้วนส่งผลต่อสมดุลของระบบนิเวศ
หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญ คือ เมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง สิ่งมีชีวิตบางชนิดอาจขยายพื้นที่อยู่อาศัยหรืออพยพถิ่นฐาน ขณะที่อุณหภูมิที่สูงขึ้นยังเอื้อต่อการเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ของแมลงซึ่งเป็นพาหะนำโรค เช่น ยุงลาย ยุงก้นปล่อง ทำให้โรคที่เคยจำกัดอยู่ในบางพื้นที่มีโอกาสขยายไปยังพื้นที่ใหม่
นอกจากนี้ สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กังวลและเป็นอีกประเด็นที่ต้องจับตา คือกรณีเชื้อโรคโบราณฟื้นคืนชีพจากการละลายของชั้นดินเยือกแข็ง (Permafrost) เนื่องจากอาจทำให้เชื้อโรคหรือสปอร์ของเชื้อที่ถูกกักเก็บอยู่ในชั้นดินกลับมาสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมอีกครั้ง โดย ดร.สนธิ ยกตัวอย่างกรณีเชื้อแอนแทรกซ์ในแถบไซบีเรีย
บทเรียนจากไวรัสนิปาห์ เมื่อไฟป่าเปลี่ยนเส้นทางของโรค
หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างภัยพิบัติ ระบบนิเวศ และโรคอุบัติใหม่ได้ชัดเจน คือการระบาดของ "ไวรัสนิปาห์ (Nipah virus)" ในประเทศมาเลเซียเมื่อปี 2541 ซึ่ง ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยกขึ้นมาอธิบายถึงความสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อม สัตว์ป่า และกิจกรรมของมนุษย์
เหตุการณ์ดังกล่าวมีจุดเชื่อมโยงกับไฟป่ารุนแรงในอินโดนีเซีย จากปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" ครั้งใหญ่ที่ส่งผลให้สภาพอากาศร้อนแล้งจนเกิดไฟป่าและหมอกควันอย่างรุนแรง ระบบนิเวศและแหล่งอาหารของสัตว์ป่าได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะ "ค้างคาว" ซึ่งเป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติของไวรัสนิปาห์ ได้เคลื่อนย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรม และนำเชื้อโรคเข้าสู่ห่วงโซ่การเลี้ยงปศุสัตว์
ในครั้งนั้นค้างคาวที่มีเชื้อไวรัสนิปาห์กินผลไม้และทิ้งสิ่งปนเปื้อนลงในบริเวณคอกหมู ทำให้หมูได้รับเชื้อ ก่อนแพร่ต่อไปยังผู้เลี้ยงและผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับหมู เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 คน และต้องกำจัดหมูราว 1.2 ล้านตัวเพื่อควบคุมการระบาด กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าโรคอุบัติใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่มีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของถิ่นอาศัยสัตว์ป่า การทำเกษตรกรรม และโอกาสที่มนุษย์จะสัมผัสกับสัตว์หรือสิ่งแวดล้อมที่มีเชื้อโรค
WHO เตือน Climate Change คือวิกฤติใหญ่ในวงการสาธารณสุข
ในมุมขององค์การอนามัยโลก พญ.อลิสา ยาณะสาร จากองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย (WHO Thailand) ชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นวิกฤติทางสาธารณสุข (Public Health Crisis) ไม่ใช่แค่วิกฤติสิ่งแวดล้อม เพราะสุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก
โดยกลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ แม่และเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว รวมถึงคนทำงานกลางแจ้งที่ต้องเผชิญอุณหภูมิสูงเป็นเวลานาน เช่น ไรเดอร์ ตำรวจจราจร และคนที่ทำงานกลางแจ้ง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อภาวะเครียดจากความร้อน (Heat Stress) และโรคลมแดด (Heat Stroke)
ผลกระทบยังขยายไปถึงระบบบริการสุขภาพ เมื่อเกิดภัยพิบัติ โรงพยาบาลและสถานพยาบาลอาจได้รับความเสียหายหรือไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ ประชาชนจึงอาจเข้าถึงการรักษาได้ยากขึ้น ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องเข้าไปช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ต่างๆ ดังนั้น การเตรียมพร้อมด้านสุขภาพจึงต้องครอบคลุมมากกว่าการรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่รวมถึงการดูแลกลุ่มเสี่ยง การป้องกันโรค การสร้างความรู้ให้ประชาชน และการทำให้ระบบสาธารณสุขสามารถดำเนินงานต่อไปได้แม้เกิดภัยพิบัติ
บทเรียนโควิด-19
สำหรับบทเรียนจากโรคระบาดในอดีต ศ.นพ.ยง มองว่า มนุษย์มีความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวผ่านวิกฤติได้ พร้อมยกตัวอย่างการระบาดของโรคครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ในทุกๆ ร้อยปี ตั้งแต่กาฬโรค อหิวาตกโรค ไข้หวัดใหญ่สเปน จนถึงโควิด-19 ซึ่งแต่ละยุคสะท้อนให้เห็นพัฒนาการของความรู้ทางการแพทย์และการควบคุมโรค
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน คือเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัย ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์สามารถตรวจสอบสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสได้โดยตรง เมื่อประเทศต้นทางถอดรหัสพันธุกรรมและเผยแพร่ข้อมูล ห้องปฏิบัติการในประเทศอื่นก็สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เชื้อเดินทางมาถึงก่อน
อย่างไรก็ตาม ศ.นพ.ยง เน้นย้ำบทเรียนสำคัญจากการรับมือโรคระบาดว่า ความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล เป็นหัวใจของการควบคุมโรค เพราะข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็วจะช่วยให้ประเทศต่างๆ ประเมินความเสี่ยง พัฒนาการตรวจคัดกรอง และเตรียมมาตรการรับมือได้ทันท่วงที
"ธรรมชาติของไวรัส ไวรัสที่มีความรุนแรงสูงมากมักไม่ระบาดข้ามโลก เช่น เชื้ออีโบลาที่ทำให้ผู้ป่วยทรุดหนักทันทีจนไม่สามารถขึ้นเครื่องบินไปแพร่เชื้อที่อื่นได้ แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าธรรมชาติคือเชื้อโรคที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ โดยเฉพาะเมื่อมีเทคโนโลยีและ AI" ศ.นพ.ยง กล่าว
ตั้งรับก่อนระบาด ต้องเริ่มจากทั้งประชาชนและภาครัฐ
ในช่วงท้ายของการเสวนา ผู้เชี่ยวชาญฝากข้อคิดที่สะท้อนว่า การรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงต้องอาศัยความร่วมมือหลายระดับ
"ทุกภัยพิบัติและการระบาดนำมาซึ่งความสูญเสียเสมอ โดยเฉพาะกับกลุ่มเปราะบาง ดังนั้น ทุกคนต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรง ออกกำลังกาย ฉีดวัคซีนป้องกันโรค เพื่อไม่ให้ตนเองกลายเป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ซึ่งจะช่วยลดการสูญเสียได้มากที่สุด" พญ.อลิสา กล่าวสรุป
ขณะที่ ดร.สนธิ เน้นการปรับตัวให้เท่าทันสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป เช่น หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งในช่วงที่อากาศร้อนจัด พร้อมเสนอให้ภาครัฐมีมาตรการรองรับกลุ่มผู้ใช้แรงงานกลางแจ้ง เช่น ห้องหลบร้อน ควบคู่กับการเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนพลังงานสะอาด เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
ส่วน ศ.นพ.ยง ฝากข้อคิดว่า สิ่งหนึ่งที่ทำได้...คือยิ้มเข้าไว้ พร้อมมองว่ามนุษย์มีความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัว จึงไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไป แต่ควรเตรียมพร้อมด้วยความรู้และข้อมูลที่ถูกต้อง
ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่าวิกฤติ Climate Change ไม่ใช่เพียงเรื่องของอุณหภูมิหรือภัยพิบัติทางธรรมชาติอีกต่อไป แต่เป็นความท้าทายที่เชื่อมโยงไปถึงความมั่นคงทางสุขภาพ การป้องกันโรคอุบัติใหม่ในอนาคตจึงต้องเริ่มตั้งแต่การดูแลระบบนิเวศ ลดปัจจัยเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อม พัฒนาระบบเฝ้าระวังโรค และสร้างความพร้อมให้ระบบสาธารณสุข เพราะในโลกที่ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การตั้งรับก่อนเกิดการระบาดย่อมสำคัญกว่าการรอแก้ไขเมื่อความสูญเสียเกิดขึ้นแล้ว





