บางจากฯ กับแนวคิด Carbon Footprint และ Carbon Handprint: จากการลดผลกระทบเชิงลบ สู่การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสภาพภูมิอากาศ
ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่น่าจะคุ้นเคยกับคำว่า Carbon Footprint หรือปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ องค์กร หรือกิจกรรมหนึ่งๆ แต่ยังมีอีกคำที่ได้ยินกันไม่บ่อยนักคือ Carbon Handprint
องค์กรที่ให้ความสำคัญกับการรับมือกับ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action) ไม่ได้วัดเพียงว่าตนปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าใด แต่ยังต้องพิจารณาด้วยว่าสามารถช่วยให้ผู้อื่นลดการปล่อยได้มากเพียงใด
แนวคิด Carbon Handprint ในฐานะวิธีวัดผลกระทบเชิงบวกด้านสภาพภูมิอากาศ มีจุดกำเนิดในประเทศฟินแลนด์ โดย VTT Technical Research Centre of Finland และ LUT University ร่วมกันพัฒนาขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2559–2561 และเผยแพร่คู่มือฉบับแรกใน พ.ศ. 2561 อย่างไรก็ดี ปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานกลางฉบับเดียวที่ใช้ร่วมกันในทุกอุตสาหกรรม การนำไปใช้จึงต้องระบุวิธีคำนวณ ขอบเขต และกรณีฐานให้ชัดเจน
Carbon Footprint ตอบคำถามว่า “เราปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าใด” ส่วน Carbon Handprint ตอบว่า “ผลิตภัณฑ์ บริการ หรือนวัตกรรมของเรา ช่วยให้ผู้อื่นลดหรือหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เท่าใด”
ตัวอย่างเช่น บริษัทผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ย่อมมี Carbon Footprint จากการผลิตอุปกรณ์ การก่อสร้าง การขนส่ง และการดำเนินงาน ขณะเดียวกันก็สร้าง Carbon Handprint เมื่อผู้ใช้เปลี่ยนจากไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์
การประเมิน Carbon Handprint จึงเป็นการเปรียบเทียบผลกระทบตลอดวงจรชีวิตของทางเลือกใหม่กับทางเลือกเดิมที่ทำหน้าที่เดียวกัน เพื่อดูว่าผู้ใช้ลดการปล่อยได้เท่าใด ผลลดนี้เป็นคนละตัวเลขกับ Carbon Footprint ของผู้ผลิตและต้องรายงานแยกจากกัน
สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับการประเมิน Carbon Footprint ขององค์กร อาจสงสัยว่า Carbon Handprint ต่างจาก Scope 3 อย่างไร เพราะทั้งสองเรื่องเกี่ยวข้องกับกิจกรรมตลอดห่วงโซ่คุณค่า
Scope 3 คือการปล่อยทางอ้อมทั้งก่อนและหลังการดำเนินงานขององค์กร เช่น การจัดหาวัตถุดิบ การขนส่ง และการนำผลิตภัณฑ์ที่ขายไปใช้งาน จึงยังเป็นส่วนหนึ่งของ Carbon Footprint ขององค์กร ส่วน Carbon Handprint ไม่ใช่ Scope ที่เพิ่มขึ้นมาอีกประเภท แต่เป็นผลลดที่เกิดขึ้นเมื่อผู้ใช้เลือกผลิตภัณฑ์หรือบริการของเราแทนทางเลือกเดิม
พูดง่ายๆ Scope 3 บอกว่า “ในห่วงโซ่คุณค่าของเรามีการปล่อยเท่าใด” ในขณะที่ Carbon Handprint บอกว่า “ทางเลือกของเราช่วยให้การปล่อยลดลงจากเดิมเท่าใด” แม้ผลลดนั้นจะเกิดขึ้นในห่วงโซ่คุณค่า แต่ต้องรายงานแยกจาก Scope 1, 2 และ 3 และไม่สามารถนำมาหักออกจาก Carbon Footprint ขององค์กรได้
นอกจากนี้ Carbon Handprint ยังไม่เหมือนกับ Carbon Offset หากองค์กรมี Carbon Footprint 100 หน่วย และผลิตภัณฑ์ขององค์กรช่วยให้ลูกค้าลดการปล่อยได้ 20 หน่วย ไม่ได้หมายความว่า Carbon Footprint จะเหลือ 80 หน่วย หากจะรายงานต้องแยกว่า มี Carbon Footprint 100 หน่วย และ Carbon Handprint 20 หน่วย ส่วน Carbon Offset คือการชดเชยการปล่อยที่ยังเหลืออยู่ด้วยคาร์บอนเครดิตตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ขณะที่ Carbon Handprint ไม่ใช่คาร์บอนเครดิตและนำมาใช้ชดเชยการปล่อยขององค์กรไม่ได้
สำหรับ กลุ่มบริษัทบางจาก ตัวอย่างของ Carbon Handprint คือการนำค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์จากกระบวนการกลั่น 5 ประเภทที่ได้รับการรับรอง Carbon Footprint of Product จาก อบก. ได้แก่ น้ำมันเตา ก๊าซปิโตรเลียมเหลว น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว น้ำมันแก๊สโซลีนพื้นฐาน และน้ำมันก๊าดหรือน้ำมันเครื่องบิน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศไทย 13–39% มาใช้คำนวณปริมาณการลดการปล่อยจากน้ำมันสำเร็จรูปที่สมาชิกเติม และแสดงผลผ่านฟีเจอร์ “ต้นไม้ของฉัน” ใน Bangchak Mobile App สำหรับสมาชิกบางจากกรีนไมลส์
ภาพแสดงหน้าจอแอปฯ ของสมาชิกบางจากกรีนไมลส์รายหนึ่ง ซึ่งในการเติมน้ำมันครั้งล่าสุดได้เติม Bangchak Hi Premium + Plus โดยแอปแสดงว่าสามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 5,188 กรัม ขณะที่ยอดลดสะสมอยู่ที่ 185,920 กรัม หรือเสมือนช่วยปลูกต้นไม้แล้ว 15 ต้น
นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำอย่างน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ SAF และกรีนดีเซล HVO ที่ช่วยให้ผู้ใช้ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ กลุ่มบริษัทบางจาก ได้นำ HVO ที่ผลิตจากหน่วยผลิต SAF ณ โรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง จำนวน 1,000 ลิตร มาใช้กับรถรับส่งผู้เข้าชมงานลาดกระบังนิทรรศน์ 2569 แทนน้ำมันดีเซล โดยประเมินว่าสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 2.65 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ผลลดดังกล่าวถือเป็น Carbon Handprint ที่เกิดจากการใช้ HVO แต่ไม่ได้นำไปหักออกจาก Carbon Footprint ของกลุ่มบริษัทบางจาก
ในขณะที่ SAF ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักในการลดคาร์บอนของอุตสาหกรรมการบิน สามารถช่วย ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดวัฏจักรชีวิตได้ประมาณ 80% เมื่อเทียบกับน้ำมันเครื่องบินแบบดั้งเดิม
นอกจากการ ลดการปล่อยคาร์บอน ผ่านผลิตภัณฑ์แล้ว กลุ่มบริษัทบางจากยังสร้าง Carbon Handprint ผ่านโครงการด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น Fry to Fly ที่นำน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วกลับมาเป็นวัตถุดิบในการผลิต SAF การนำแก้วอินทนิลกลับมารีไซเคิล โครงการอนุรักษ์ป่าชุมชนร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ การปลูกป่ารักษาต้นน้ำภูหลง การศึกษาและฟื้นฟูหญ้าทะเล เครือข่ายสหกรณ์ลดโลกร้อน รวมถึง Carbon Markets Club ซึ่งเปิดโอกาสให้เกษตรกร ชุมชน ภาคธุรกิจ ประชาชน และสถาบันการศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมสร้างผลเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
บางโครงการช่วยลดการปล่อยโดยตรง บางโครงการเพิ่มการดูดซับคาร์บอน และบางโครงการสร้างระบบหรือความร่วมมือที่ช่วยให้ผู้อื่นลงมือได้สะดวกขึ้น วิธีวัดผลจึงแตกต่างกัน แต่ล้วนเริ่มจากคำถามเดียวกันว่า สิ่งที่เราทำช่วยให้ผลลัพธ์ดีขึ้นจากทางเลือกเดิมได้เพียงใด
สำหรับผู้ดำเนินธุรกิจ Carbon Footprint ทำให้เรารู้ว่าต้องลดผลกระทบจากการดำเนินงานอย่างไร ส่วน Carbon Handprint ชวนให้มองต่อไปว่า ผลิตภัณฑ์ บริการ และความร่วมมือของเราจะช่วยให้ผู้อื่นลดการปล่อยได้อีกเท่าใด
เป้าหมายคือการลดผลกระทบเชิงลบให้เหลือน้อยที่สุด และสร้างผลกระทบเชิงบวกให้ได้มากที่สุด รอยเท้าต้องเล็กลง รอยมือต้องเพิ่มขึ้น แต่ทั้งสองต้องวัดและรายงานแยกจากกัน ไม่สามารถนำมาหักกลบลบกันได้





