วันจันทร์ ที่ 14 กันยายน 2569

Login
Login

นครศรีธรรมราช วางระบบผันน้ำอ้อมเมือง 18 กม. รับมืออุทกภัย-สำรองน้ำเพื่อเกษตร

"นครศรีธรรมราช" วางระบบผันน้ำอ้อมเมือง 18 กิโลเมตร เพื่อรับมวลน้ำหลากจากพื้นที่ต้นน้ำและระบายอ้อมเขตเมืองลงสู่อ่าวไทยโดยตรง ตั้งเป้าลดความเสี่ยงน้ำท่วมในเขตเทศบาลนครฯ 90%

สืบสานพระราชดำริการบริหารจัดการน้ำสู่ ระบบไฮดรอลิก ผันน้ำอ้อมเมือง 18 กิโลเมตร ป้องเขตเศรษฐกิจนครแห่งสองธรรม ลดความเสียหาย อุทกภัย 90% พร้อมกักเก็บน้ำสำรอง 5.5 ล้าน ลบ.ม. ค้ำจุนภาคเกษตรยามแล้งอย่างยั่งยืน

นครแห่งสองธรรม บนชัยภูมิที่ต้องแลกด้วยความเสี่ยง

จังหวัดนครศรีธรรมราช หรือที่รู้จักกันในนาม "นครแห่งสองธรรม" (ธรรมะและธรรมชาติ) เป็นดินแดนที่เปี่ยมด้วยความรุ่มรวยทางอารยธรรม ประวัติศาสตร์อันยาวนาน และความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ตั้งแต่ผืนป่าเทือกเขานครศรีธรรมราชไปจนถึงชายฝั่งอ่าวไทย แต่ภายใต้ความอุดมสมบูรณ์ดังกล่าว นครศรีธรรมราชกลับต้องเผชิญกับเงื่อนไขทางกายภาพที่เป็นจุดอ่อนสำคัญ นั่นคือ ชัยภูมิของตัวเมืองที่ตั้งอยู่บนเส้นทางไหลผ่านของน้ำตามธรรมชาติ

เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูมรสุมของทุกปี ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะพัดนำความชื้น และฝนตกหนักถึงหนักมากมาตกบริเวณเทือกเขานครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำสายต่างๆ มวลน้ำมหาศาลจะไหลทะลักลงมาตามความลาดชันของภูมิประเทศ ผ่านลำน้ำธรรมชาติเดิม เช่น คลองท่าดี คลองวังวัว มุ่งหน้าเข้าสู่เขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และการแพทย์ของจังหวัด ก่อนที่จะไหลออกสู่ชายฝั่งอ่าวไทย

ด้วยขีดความสามารถของลำน้ำธรรมชาติเดิมที่แคบและมีความตื้นเขิน เมื่อเกิดฝนตกหนักสะสมเป็นเวลานาน มวลน้ำป่าจึงไม่สามารถระบายออกสู่ทะเลได้ทัน ส่งผลให้เกิดน้ำไหลทะลักเอ่อล้นตลิ่ง เข้าท่วมพื้นที่ชุมชนและเขตเมืองอย่างรวดเร็วและรุนแรง กลายเป็นมหาอุทกภัยซ้ำซากที่สร้างความสูญเสียอย่างหนักหน่วงแก่ประชาชนในพื้นที่ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

บาดแผลจากมหาอุทกภัยปี 2531 จุดเปลี่ยนสำคัญแห่งการเรียนรู้

นายกานต์ แก้วของแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 15 กล่าวว่า หากย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ของ เมืองนครศรีธรรมราช เหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2531 เป็นบาดแผลทางสังคมและเศรษฐกิจที่เด่นชัดที่สุดครั้งหนึ่ง ฝนที่ตกหนักติดต่อกันหลายวันบนเทือกเขาส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลทะลักและโคลนทับถมในหลายอำเภอ มวลน้ำหลากพุ่งเข้าถล่มเขตตัวเมืองนครศรีธรรมราชโดยที่ประชาชนไม่ทันตั้งตัว

นครศรีธรรมราช วางระบบผันน้ำอ้อมเมือง 18 กม. รับมืออุทกภัย-สำรองน้ำเพื่อเกษตร

เสียงสะท้อนจากชาวบ้านในพื้นที่ที่เคยผ่านพ้นวิกฤติครั้งนั้น ได้ฉายภาพความเสียหายไว้อย่างเด่นชัดว่า ทรัพย์สิน บ้านเรือน พืชผลทางการเกษตร ตลอดจนสัตว์เลี้ยงอันเป็นเครื่องมือทำมาหากินของเกษตรกร ทั้งฝูงหมูและฝูงวัว ต้องจมหายไปกับสายน้ำเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างแสนสาหัส ไม่เพียงแต่ในช่วงที่น้ำทะลักเข้าท่วมเท่านั้น แต่ยังต้องเผชิญกับสภาวะ "น้ำท่วมขังยาวนาน" เนื่องจากขีดความสามารถในการระบายน้ำออกจากตัวเมืองเป็นไปอย่างเชื่องช้าและยากลำบาก

มหาอุทกภัยในปีพ.ศ. 2531 จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ภัยธรรมชาติธรรมดา แต่กลายเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ที่ชี้ให้เห็นว่า ระบบการบริหารจัดการน้ำแบบเดิมไม่สามารถรองรับการเติบโตของเมืองและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้อีกต่อไป และจำเป็นต้องมี "นวัตกรรมเชิงโครงสร้าง" เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

นครศรีธรรมราช วางระบบผันน้ำอ้อมเมือง 18 กม. รับมืออุทกภัย-สำรองน้ำเพื่อเกษตร

แนวพระราชดำริ ร.9 สู่การผันน้ำอ้อมเมือง

จากความเดือดร้อนแสนสาหัสของราษฎรในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) ทรงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดด้วยความห่วงใย และในปี พ.ศ. 2531 พระองค์ได้พระราชทานแนวพระราชดำริสำคัญในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเมืองนครศรีธรรมราชอย่างยั่งยืน

หลักการหัวใจสำคัญตามแนวพระราชดำริ คือ "การผันน้ำส่วนเกินอ้อมเมือง" พระองค์ทรงวิเคราะห์ว่า ในเมื่อลำน้ำธรรมชาติเดิมที่ตัดผ่านใจกลางเมืองไม่สามารถขยายขนาดให้กว้างขึ้นได้ เนื่องจากมีการขยายตัวของชุมชนและสิ่งก่อสร้างปิดทับทางน้ำ ดังนั้น วิธีการที่เป็นไปได้และเกิดผลลัพธ์ดีที่สุด คือการสร้าง "เส้นทางน้ำสายใหม่" ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ "ตัดยอดน้ำหลาก" (Flood Peak Discharge) ก่อนที่มวลน้ำจะไหลเข้าสู่ตัวเมือง แล้วบังคับทิศทางให้มวลน้ำนั้นไหลอ้อมเขตเทศบาลนครฯ ลงสู่อ่าวไทยโดยตรง

นครศรีธรรมราช วางระบบผันน้ำอ้อมเมือง 18 กม. รับมืออุทกภัย-สำรองน้ำเพื่อเกษตร

นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า พื้นที่เขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ตั้งอยู่ในลุ่มน้ำท่าดี โดยมีต้นน้ำสำคัญมาจากเทือกเขาหลวงในอำเภอลานสกา ไหลผ่านคลองท่าดีเข้าสู่ตัวเมืองและกระจายลงสู่คลองสาขาหลัก 5 สาย ได้แก่ คลองท่าซัก, คลองนครน้อย, คลองป่าเหล้า, คลองสวนหลวง และคลองคูพาย

ในเชิงวิศวกรรม ชุมชนเมืองแห่งนี้ต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงทางธรรมชาติมาโดยตลอด เนื่องจากคลองธรรมชาติทั้ง 5 สาย สามารถรองรับปริมาณน้ำไหลผ่านรวมกันได้เพียงประมาณ 268 ลบ.ม./วินาที เท่านั้น แต่จากสถิติปริมาณน้ำหลากสูงสุดเมื่อปี 2559 พบว่า มีปริมาณน้ำไหลผ่านสูงถึง 723 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้มีปริมาณน้ำส่วนเกินมหาศาลกว่า 455 ลบ.ม./วินาที เอ่อล้นตลิ่งทะลักเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจ และชุมชนเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คลองผันน้ำ ประตูระบายน้ำ และการเชื่อมโยง

กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำแนวพระราชดำริมาสนองตอบ ผ่านการศึกษาวิจัยทางวิศวกรรมชลประทาน สำรวจสภาพภูมิประเทศ และวางผัง "โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ" ซึ่งถือเป็นแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำที่ใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดของจังหวัด โดยเริ่มดำเนินโครงการตามมติคณะรัฐมนตรีในปีพ.ศ. 2560 ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง โดยมีการปรับแผน และขยายเวลา คาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ประมาณปี พ.ศ. 2573 ด้วยวงเงินงบประมาณรวม 15,920 ล้านบาท

โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การขุดคลองระบายน้ำธรรมดา แต่เป็นการสร้างระบบเครือข่ายไฮดรอลิก (Hydraulic Network) ที่เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์แบบ ประกอบด้วย โครงสร้างทางวิศวกรรมชลประทานที่สำคัญ ดังนี้

คลองระบายน้ำสายใหม่ 3 สาย ความยาวรวมกันกว่า 18 กิโลเมตร ได้แก่ คลองระบายน้ำ สาย 1, สาย 2 และสาย 3 ซึ่งขุดขึ้นเพื่อทำหน้าที่รับมวลน้ำหลากจากสายน้ำธรรมชาติบริเวณ ขอบเมือง แล้วผันน้ำไปตามเส้นทางใหม่ที่กว้างและมีความลาดชันเหมาะสมต่อการไหลของน้ำ

การปรับปรุงคลองเดิม ทำการขุดขยายและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของคลองธรรมชาติเดิม เช่น คลองวังวัว และคลองท่าเรือ-หัวตรุด เพื่อให้สามารถรองรับอัตราการไหลของน้ำได้เต็มศักยภาพ

นครศรีธรรมราช วางระบบผันน้ำอ้อมเมือง 18 กม. รับมืออุทกภัย-สำรองน้ำเพื่อเกษตร

ประตูระบายน้ำ (Penstock และอาคารบังคับน้ำ) 7 แห่ง : ติดตั้งไว้ ณ จุดยุทธศาสตร์ของระบบ เพื่อทำหน้าที่ควบคุม ปรับระดับ และจัดสรรปริมาณน้ำอย่างแม่นยำ ในช่วงน้ำหลาก ประตูระบายน้ำจะทำหน้าที่เบี่ยงทิศทางน้ำเข้าสู่คลองผันน้ำอ้อมเมือง แต่ในสภาวะปกติหรือฤดูแล้งประตูระบายน้ำจะทำหน้าที่กักเก็บน้ำไว้ในลำคลองเพื่อใช้ประโยชน์

กลไกการทำงานของระบบนี้ คือ เมื่อมวลน้ำป่าไหลมาจากเทือกเขา ระบบจะทำการ "แบ่งน้ำ" โดยปล่อยให้ปริมาณน้ำในระดับที่ตัวเมืองสามารถรับได้ไหลผ่านลำน้ำเดิมไปตามปกติ ส่วนมวลน้ำส่วนเกินมหาศาลจะถูกผันเข้าสู่คลองระบายน้ำสายใหม่ทันที มวลน้ำส่วนเกินนี้จะเดินทางไปตามคลองผันน้ำ ที่วางแนวไว้รอบนอกตัวเมือง และระบายออกสู่ชายฝั่งอ่าวไทยได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เศรษฐกิจใจกลางเมืองแม้แต่น้อย

ความคืบหน้ากว่า 57% และผลประโยชน์เชิงประจักษ์

ปัจจุบัน โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีความคืบหน้าภาพรวมอยู่ที่ประมาณ 57.532% สาเหตุที่ความคืบหน้าล่าช้ากว่าแผนเดิม เนื่องจากกรมชลประทานจำเป็นต้องยกเลิกสัญญาจ้างกับผู้รับจ้างรายแรกที่ดำเนินงานล่าช้ากว่ากำหนดอย่างมาก และได้จัดหาผู้รับจ้างรายใหม่เข้ามาดำเนินงานแทน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเร่งรัดขั้นตอนการก่อสร้างอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม แม้การก่อสร้างจะยังไม่สมบูรณ์เต็ม 100% แต่ในช่วงฤดูน้ำหลากที่ผ่านมา กรมชลประทาน ได้นำโครงสร้างคลองผันน้ำบางส่วนมาใช้บริหารจัดการน้ำจริง เพื่อช่วยผันน้ำและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่นครศรีธรรมราชไปแล้วระดับหนึ่ง

มิติการบริหารจัดการน้ำเป้าหมายและผลลัพธ์

โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชนี้ มีขีดความสามารถการ ผันน้ำอ้อมเมือง ได้สูงสุด 750 ลบ.ม./วินาที ตัดยอดน้ำหลากไม่ให้ท่วมเมืองการคุ้มครองพื้นที่เศรษฐกิจลดความเสี่ยงและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมขังในเขตเทศบาลนครฯ ได้สูงถึง 90% การกักเก็บน้ำยามแล้งเปลี่ยนคลองผันน้ำเป็นแก้มลิงกักเก็บน้ำดิบสำรองได้ 5.5 ล้าน ลบ.ม. การสนับสนุนภาคเกษตรกรรมส่งน้ำครอบคลุมพื้นที่ทำการเกษตรและไร่นามากกว่า 17,400 ไร่

ความหวังและคุณภาพชีวิตใหม่ของชาวนครศรีธรรมราช

นอกเหนือจากมิติในการป้องกันภัยพิบัติแล้ว โครงการนี้ยังตอบโจทย์การบริหารจัดการน้ำในมิติของ "ความยั่งยืนและการกักเก็บ" ตามแนวทางพระราชดำริได้อย่างสมบูรณ์ โดยคลองผันน้ำและประตูระบายน้ำทั้งหมดจะทำหน้าที่เป็น "แก้มลิง" หรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ไปในตัว ปริมาณน้ำกักเก็บ 5.5 ล้านลูกบาศก์เมตร จะถูกส่งต่อไปยังพื้นที่เกษตรกรรมโดยรอบ ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ลดความเสี่ยงผลผลิตเสียหาย และยกระดับรายได้ของเกษตรกรให้มีความมั่นคงตลอดทั้งปี

จากการรวบรวมฟังเสียงสะท้อนจากเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ แสดงให้เห็นถึงความหวังและภาพสะท้อนคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ชาวบ้านต่างตระหนักว่าโครงการนี้ไม่ได้เพียงแค่ช่วย "หักลบล้างปัญหาน้ำท่วม" แต่ยังนำพา "โอกาสในการทำมาหากิน" มาสู่ชุมชน การไม่ต้องหวาดระแวงกับปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบ้านเรือนและการสูญเสียปศุสัตว์ ทำให้ประชาชนสามารถวางแผนชีวิตและพัฒนาอาชีพได้อย่างมั่นใจ

นครศรีธรรมราช วางระบบผันน้ำอ้อมเมือง 18 กม. รับมืออุทกภัย-สำรองน้ำเพื่อเกษตร