กรมชลฯ เฝ้าระวังฝนตกหนักทั่วไทย เร่งสำรองน้ำ 4 เขื่อนหลักรับมือเอลนีโญ พร้อมส่งเครื่องจักร 5,000 หน่วย ลุยช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย
กรมชลประทาน เดินหน้าติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด ประเมินปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศยังรองรับน้ำได้อีกกว่า 22,000 ล้าน cubic meters (ลบ.ม.) พร้อมวางมาตรการบริหารจัดการน้ำรัดกุม เร่งเก็บกักน้ำสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้ง โดยให้ความสำคัญกับน้ำอุปโภคบริโภคเป็นลำดับแรก ควบคู่กับการเตรียมเครื่องจักรกลกว่า 5,000 หน่วย ลุยช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยทั่วประเทศ
ชี้ภาคใต้ฝนตกสะสมสูงสุด เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก
นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ชั้น 3 อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน ว่า กรมชลประทานได้เฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง
จากรายงานล่าสุด พบว่าร่องมรสุมกำลังพาดผ่านภาคใต้ตอนบน ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณประเทศเวียดนามตอนกลาง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามันตอนล่าง ภาคใต้ตอนล่าง และอ่าวไทยตอนล่าง ลักษณะเช่นนี้ส่งผลให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขณะที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ มีฝนตกหนักบางพื้นที่
สำหรับปริมาณฝนตกสะสมสูงสุดในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ โดยสถานีวัดฝนที่มีปริมาณฝนสูงสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่
- ตำบลบ้านใต้ อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี 111.5 มิลลิเมตร
- ตำบลมายอ อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี 95.0 มิลลิเมตร
- ตำบลสินปุน อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ 94.0 มิลลิเมตร
กรมชลประทานได้กำชับให้หน่วยงานในพื้นที่เฝ้าระวังพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ที่มีน้ำสะสมอยู่เดิมเป็นพิเศษ เพื่อบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมและป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน
สรุปสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ และ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา
ภาพรวมสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ณ วันที่ 14 กันยายน 2569 ปัจจุบันมีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 54,000 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 71 ของความจุอ่างฯ รวมกัน ทั้งนี้ยังคงมีพื้นที่ว่างสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 22,000 ล้าน ลบ.ม.
ในส่วนของ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล, เขื่อนสิริกิติ์, เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 16,000 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 65 ของความจุอ่างฯ รวมกัน โดยยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 8,000 ล้าน ลบ.ม. ส่งผลให้สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำสำคัญส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติและต่ำกว่าตลิ่ง
สำหรับพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างภาคตะวันออก (EEC) ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำรวมประมาณ 460 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 61 ของความจุรวม ซึ่งกรมชลประทานได้วางแผนจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับความต้องการของทุกภาคส่วน ทั้งภาคอุตสาหกรรม การเกษตร และการอุปโภคบริโภค
คาดการณ์สิ้นสุดฤดูฝน ปริมาณน้ำรวมร้อยละ 80 เตรียมรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญ
จากการประเมินแนวโน้มปริมาณน้ำ คาดว่าเมื่อสิ้นสุดฤดูฝน ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 อ่างเก็บน้ำทั่วประเทศจะมีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 61,064 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 80 ของความจุอ่างฯ ซึ่งมีปริมาณน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
สาเหตุหลักมาจากอิทธิพลของ ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ที่ส่งผลให้ปริมาณฝนสะสมทั่วประเทศต่ำกว่าค่าปกติประมาณร้อยละ 10 โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันออกที่มีปริมาณฝนตกต่ำกว่าค่าปกติค่อนข้างมาก
เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว กรมชลประทานได้วางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างรอบคอบและรัดกุม โดยเน้นการเก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำให้ได้มากที่สุดในช่วงปลายฤดูฝน เพื่อสำรองไว้เป็นน้ำต้นทุนสำหรับใช้ในฤดูแล้งถัดไป โดยจัดลำดับความสำคัญของการใช้น้ำ ดังนี้:
- น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค (ความสำคัญลำดับแรก)
- น้ำเพื่อการรักษาระบบนิเวศ
- น้ำเพื่อการเกษตรกรรม
- น้ำเพื่อภาคอุตสาหกรรมและการผลิต
ระดมเครื่องจักรกลกว่า 5,000 หน่วย ลงพื้นที่ 55 จังหวัด ช่วยเหลืออุทกภัย
ด้านการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยและน้ำหลาก กรมชลประทานได้จัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์สนับสนุนรวมกว่า 5,000 หน่วย ประกอบด้วย เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ รถบรรทุกน้ำ และเครื่องจักรกลสนับสนุนประเภทต่างๆ
ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 จนถึงปัจจุบัน ได้มีการส่งเครื่องจักรเครื่องมือเข้าไปปฏิบัติงานในพื้นที่ประสบภัยแล้ว 55 จังหวัด รวม 647 หน่วย เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ซึ่งขณะนี้หลายพื้นที่ได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติเรียบร้อยแล้ว
ขานรับนโยบายกระทรวงเกษตรฯ เสริมความมั่นคงด้านน้ำยั่งยืน
นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเน้นย้ำเพิ่มเติมว่า ได้สั่งการให้สำนักงานชลประทานที่ 1–17 และสำนักเครื่องจักรกล เพิ่มความถี่ในการติดตามสภาพอากาศและปริมาณน้ำท่าอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการติดตามปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพื่อปรับแผนการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง
การดำเนินงานทั้งหมดเป็นไปตามแนวทางการบริหารจัดการน้ำของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การขับเคลื่อนของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง พร้อมสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้แก่ประชาชนและภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน





