วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม 2569

Login
Login

กฟผ. เร่ง 3 โรงไฟฟ้าพลังน้ำสูบกลับ 2,480 เมกะวัตต์ ดัน 'แบตเตอรี่พลังน้ำ' รับพลังงานหมุนเวียน

กฟผ.เดินหน้าพลังน้ำสูบกลับ 3 โครงการ รวม 2,480 เมกะวัตต์ ในร่าง PDP 2026 เสริมระบบกักเก็บพลังงาน รองรับไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน เพิ่มความมั่นคงโครงข่าย

กฟผ. เดินหน้าขยาย “โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ” รวม 2,480 เมกะวัตต์ บรรจุในร่าง PDP 2026 จำนวน 3 โครงการ หวังยกระดับระบบกักเก็บพลังงานรองรับการเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน หลังแผนใหม่เพิ่มโซลาร์อีก 24,300 เมกะวัตต์ และลม 2,700 เมกะวัตต์ ด้าน กฟผ.เตรียมเสนอ “เขื่อนจุฬาภรณ์” 800 เมกะวัตต์ เข้าครม. เดินหน้าก่อสร้างทันทีหลัง PDP มีผลปลายปี 2569

ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานทั่วโลกสู่พลังงานสะอาด การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม กลายเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของการบริหารจัดการระบบไฟฟ้า เนื่องจากพลังงานทั้งสองประเภทมีข้อจำกัดด้านความผันผวนและไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง

ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเพิ่ม “ระบบกักเก็บพลังงาน” เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างช่วงเวลาที่มีไฟฟ้าส่วนเกินกับช่วงที่ระบบมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง โดยหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญคือ “โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ” หรือ PSH ซึ่งเปรียบเสมือน “แบตเตอรี่พลังน้ำขนาดใหญ่” ของระบบไฟฟ้า

กฟผ. เร่ง 3 โรงไฟฟ้าพลังน้ำสูบกลับ 2,480 เมกะวัตต์ ดัน 'แบตเตอรี่พลังน้ำ' รับพลังงานหมุนเวียน

PSH เสริมSmart Grid

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบโครงข่ายสมาร์ทกริดของประเทศไทย ระยะปานกลาง ปี 2565-2574 เพื่อเป็นกรอบให้หน่วยงานด้านไฟฟ้ากำหนดแผนพัฒนาและการลงทุนให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายพลังงานของประเทศ

แนวทางดังกล่าวกำลังถูกนำมาบูรณาการกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ หรือ PDP 2026 ซึ่งคาดว่าจะเสนอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 หลังจากร่างแผนผ่านกระบวนการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สำหรับระบบ Smart Grid นั้น โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการบริหารจัดการระบบไฟฟ้า โดยอยู่ในเสาหลักที่ 4 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการระบบไฟฟ้าและการเพิ่มความยืดหยุ่นของโครงข่าย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของแหล่งผลิตไฟฟ้าในอนาคต

หัวใจสำคัญคือการนำพลังงานไฟฟ้าส่วนเกินในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำมาใช้ในการสูบน้ำขึ้นไปเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำระดับบน ก่อนนำกลับมาผลิตไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง หรือในช่วงที่พลังงานหมุนเวียนไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เต็มศักยภาพ

จึงทำให้ PSH ทำหน้าที่คล้าย “Power Bank” ขนาดใหญ่ของระบบไฟฟ้า สามารถกักเก็บพลังงานไว้ในช่วงเวลาหนึ่งและนำกลับมาใช้ในอีกช่วงเวลาหนึ่ง ช่วยลดความผันผวนของระบบและเพิ่มความมั่นคงในการจ่ายไฟฟ้า

กฟผ. เร่ง 3 โรงไฟฟ้าพลังน้ำสูบกลับ 2,480 เมกะวัตต์ ดัน 'แบตเตอรี่พลังน้ำ' รับพลังงานหมุนเวียน

PDP 2026 เพิ่ม PSH 2,480 เมกะวัตต์

ข้อมูลจากร่าง PDP 2026 ซึ่งผ่านการเปิดรับฟังความคิดเห็นแล้ว เบื้องต้นได้บรรจุโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำนวน 3 โครงการ กำลังผลิตรวม 2,480 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียนในระบบไฟฟ้าของประเทศ ประกอบด้วย

1. โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ กำลังผลิต 800 เมกะวัตต์ กำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ปี 2577

2. โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี กำลังผลิต 900 เมกะวัตต์ กำหนด COD ปี 2579

3. โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเขื่อนกระทูน จ.นครศรีธรรมราช กำลังผลิต 780 เมกะวัตต์ คาดว่าจะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2580

การเพิ่มกำลังผลิต PSH ดังกล่าวสอดรับกับโครงสร้างระบบไฟฟ้าในอนาคตที่กำลังเปลี่ยนจากระบบผลิตไฟฟ้าแบบโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่และเชื้อเพลิงฟอสซิล ไปสู่ระบบที่มีแหล่งผลิตพลังงานหมุนเวียนกระจายตัวมากขึ้น

โดยร่าง PDP 2026 มีเป้าหมายเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ประมาณ 24,300 เมกะวัตต์ และพลังงานลมอีกประมาณ 2,700 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580 ขณะที่ปี 2568 ประเทศไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทุกประเภทรวมประมาณ 16,458 เมกะวัตต์

"ระบบไฟฟ้าจำเป็นต้องมีแหล่งกักเก็บพลังงานที่มีขนาดใหญ่และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของระบบได้อย่างรวดเร็ว โดย PSH จึงเข้ามามีบทบาทในการทำหน้าที่เป็นแบตเตอรี่ขนาดใหญ่เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว"

กฟผ.มี PSH เดิม 3 แห่ง กว่า 1,531 เมกะวัตต์

ปัจจุบัน กฟผ. มีโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับที่เดินเครื่องอยู่แล้ว 3 แห่ง ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี กำลังผลิต 360 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเขื่อนภูมิพล จ.ตาก กำลังผลิต 171 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา จ.นครราชสีมา กำลังผลิต 1,000 เมกะวัตต์ รวมกว่า 1,531 เมกะวัตต์

เมื่อรวมกำลังผลิตเดิมกับโครงการใหม่ที่อยู่ในร่าง PDP 2026 จะสะท้อนการขยายบทบาทของ PSH ในระบบไฟฟ้าไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการรองรับการเพิ่มขึ้นของไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม

ทั้งนี้ PSH ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงโรงไฟฟ้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้า แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับบริหาร “เวลา” ของพลังงาน กล่าวคือ ช่วยนำไฟฟ้าที่ผลิตได้ในช่วงที่มีมากเกินความต้องการไปจัดเก็บไว้ และนำกลับมาใช้ในช่วงที่ระบบต้องการไฟฟ้ามากขึ้น

หลักการทำงานเหมือนแบตเตอรี่ยักษ์

โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับมีอ่างเก็บน้ำ 2 ระดับ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำตอนบนและอ่างเก็บน้ำตอนล่าง โดยในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำ หรือในช่วงที่ระบบมีไฟฟ้าส่วนเกิน ระบบจะนำไฟฟ้าที่มีอยู่ไปใช้เดินเครื่องสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำตอนล่างขึ้นไปยังอ่างเก็บน้ำตอนบน น้ำจึงทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการ “เก็บพลังงาน”

เมื่อถึงช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือเกิดกรณีที่พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามคาด ระบบจะปล่อยน้ำจากอ่างตอนบนไหลลงมาตามอุโมงค์ ผ่านกังหันเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าและส่งกลับเข้าสู่ระบบ

สำหรับจุดเด่นสำคัญของ PSH คือสามารถตอบสนองต่อความต้องการของระบบได้รวดเร็ว โดยสามารถเริ่มเดินเครื่องและจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบได้ภายในเวลาไม่ถึง 5 นาที ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลบางประเภทอาจต้องใช้เวลาเตรียมการประมาณ 2-4 ชั่วโมง

ความรวดเร็วในการตอบสนองจึงมีความสำคัญอย่างมากต่อระบบไฟฟ้าที่มีพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนสูง เพราะสามารถเข้ามาชดเชยกำลังผลิตที่หายไปได้อย่างรวดเร็ว และช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของการผลิตไฟฟ้า

นอกจากนี้ PSH ยังช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถบริหารจัดการไฟฟ้าในช่วง Peak Demand ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำพลังงานที่จัดเก็บไว้มาเสริมระบบในช่วงเวลาที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น

จ่อเสนอ “จุฬาภรณ์ 800 เมกะวัตต์” เข้าครม.

แหล่งข่าวจาก กฟผ. เปิดเผยว่า ภายหลังร่าง PDP 2026 มีผลบังคับใช้ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2569 กฟผ.เตรียมนำโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ กำลังผลิต 800 เมกะวัตต์ เสนอกระทรวงพลังงาน เพื่อผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบการก่อสร้าง

โครงการดังกล่าวมีความพร้อมในระดับหนึ่ง เนื่องจากที่ผ่านมา กฟผ.ได้ศึกษาความเหมาะสมของโครงการ รวมทั้งจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้ว

สำหรับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเขื่อนจุฬาภรณ์ แบ่งโครงสร้างหลักออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ โครงสร้างบนพื้นดิน และโครงสร้างใต้ดิน รวมถึงโครงสร้างบางส่วนที่อยู่ในน้ำ

ส่วนโครงสร้างบนพื้นดิน ประกอบด้วย อาคารรับน้ำบริเวณริมอ่างเก็บน้ำเขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนน้ำสุ อ่างเก็บน้ำน้ำสุ ถนนเข้าสู่พื้นที่โครงการ พื้นที่ชั่วคราวสำหรับการขุดเจาะอุโมงค์แนวดิ่ง พื้นที่จัดการวัสดุจากการขุดอุโมงค์ ตลอดจนพื้นที่สำนักงานภาคสนาม ที่พักคนงาน และพื้นที่จัดเก็บวัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องจักร

ขณะที่โครงสร้างใต้ดินและโครงสร้างที่อยู่ในน้ำ ประกอบด้วย อาคารรับน้ำบริเวณริมอ่างเก็บน้ำเขื่อนจุฬาภรณ์ ซึ่งบางส่วนเป็นโครงสร้างในน้ำ อุโมงค์ชักน้ำ โรงไฟฟ้าใต้ดิน อุโมงค์สายส่งไฟฟ้า อุโมงค์ทางเข้าโรงไฟฟ้า และอุโมงค์ระบายน้ำท้ายน้ำ

3 โครงการใหม่ ปูทางระบบไฟฟ้ายืดหยุ่น

การบรรจุ PSH ใหม่ 3 โครงการ รวม 2,480 เมกะวัตต์ ในร่าง PDP 2026 สะท้อนทิศทางการวางโครงสร้างระบบไฟฟ้าไทยที่ไม่ได้มุ่งเพิ่มเฉพาะกำลังผลิต แต่ให้ความสำคัญกับ “ความยืดหยุ่น” และ “ความสามารถในการบริหารจัดการระบบ” มากขึ้น

โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยต้องรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้ไฟฟ้าสูง รวมถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล ศูนย์ข้อมูล และการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ซึ่งล้วนเพิ่มความต้องการระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพและสามารถตอบสนองได้รวดเร็ว

PSH จึงกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่เชื่อมระหว่าง “การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน” กับ “ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า” โดยมีเป้าหมายให้การเพิ่มพลังงานสะอาดไม่กลายเป็นข้อจำกัดต่อเสถียรภาพของโครงข่าย

จากโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเดิม 3 แห่ง สู่การเตรียมลงทุนโครงการใหม่ 3 แห่ง กฟผ.กำลังขยายบทบาทจากผู้ผลิตไฟฟ้าไปสู่การเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการบริหาร “ระบบกักเก็บพลังงาน” ของประเทศ

ทั้งหมดนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน Smart Grid และ PDP 2026 เพื่อให้โครงข่ายไฟฟ้าไทยสามารถรองรับพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น พร้อมรักษาความมั่นคง ความเชื่อถือได้ และความยืดหยุ่นของระบบในระยะยาว

จึงทำให้ PSH ทำหน้าที่คล้าย “Power Bank” ขนาดใหญ่ของระบบไฟฟ้า สามารถกักเก็บพลังงานไว้ในช่วงเวลาหนึ่งและนำกลับมาใช้ในอีกช่วงเวลาหนึ่ง ช่วยลดความผันผวนของระบบและเพิ่มความมั่นคงในการจ่ายไฟฟ้า

ข้อมูลจากร่าง PDP 2026 ซึ่งผ่านการเปิดรับฟังความคิดเห็นแล้ว เบื้องต้นได้บรรจุโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำนวน 3 โครงการ กำลังผลิตรวม 2,480 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียนในระบบไฟฟ้าของประเทศ ประกอบด้วย

1. โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ กำลังผลิต 800 เมกะวัตต์ กำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ปี 2577

2. โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี กำลังผลิต 900 เมกะวัตต์ กำหนด COD ปี 2579

3. โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเขื่อนกะทูน จ.นครศรีธรรมราช กำลังผลิต 780 เมกะวัตต์ คาดว่าจะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2580

การเพิ่มกำลังผลิต PSH ดังกล่าวสอดรับกับโครงสร้างระบบไฟฟ้าในอนาคตที่กำลังเปลี่ยนจากระบบผลิตไฟฟ้าแบบโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่และเชื้อเพลิงฟอสซิล ไปสู่ระบบที่มีแหล่งผลิตพลังงานหมุนเวียนกระจายตัวมากขึ้น

โดยร่าง PDP 2026 มีเป้าหมายเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ประมาณ 24,300 เมกะวัตต์ และพลังงานลมอีกประมาณ 2,700 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580 ขณะที่ปี 2568 ประเทศไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทุกประเภทรวมประมาณ 16,458 เมกะวัตต์

ปัจจุบัน กฟผ.มีโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับที่เดินเครื่องอยู่แล้ว 3 แห่ง ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี กำลังผลิต 360 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเขื่อนภูมิพล จ.ตาก กำลังผลิต 171 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา จ.นครราชสีมา กำลังผลิต 1,000 เมกะวัตต์ รวมกว่า 1,531 เมกะวัตต์

เมื่อรวมกำลังผลิตเดิมกับโครงการใหม่ที่อยู่ในร่าง PDP 2026 จะสะท้อนการขยายบทบาทของ PSH ในระบบไฟฟ้าไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการรองรับการเพิ่มขึ้นของไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม

PSH ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงโรงไฟฟ้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้า แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับบริหาร “เวลา” ของพลังงาน กล่าวคือ ช่วยนำไฟฟ้าที่ผลิตได้ในช่วงที่มีมากเกินความต้องการไปจัดเก็บไว้ และนำกลับมาใช้ในช่วงที่ระบบต้องการไฟฟ้ามากขึ้น

โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับมีอ่างเก็บน้ำ 2 ระดับ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำตอนบนและอ่างเก็บน้ำตอนล่าง โดยในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำ หรือในช่วงที่ระบบมีไฟฟ้าส่วนเกิน ระบบจะนำไฟฟ้าที่มีอยู่ไปใช้เดินเครื่องสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำตอนล่างขึ้นไปยังอ่างเก็บน้ำตอนบน น้ำจึงทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการ “เก็บพลังงาน”

เมื่อถึงช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือเกิดกรณีที่พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามคาด ระบบจะปล่อยน้ำจากอ่างตอนบนไหลลงมาตามอุโมงค์ ผ่านกังหันเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าและส่งกลับเข้าสู่ระบบ

จุดเด่นสำคัญของ PSH คือตอบสนองต่อความต้องการของระบบได้รวดเร็ว สามารถเริ่มเดินเครื่องและจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบได้ภายในเวลาไม่ถึง 5 นาที ชดเชยกำลังผลิตที่หายไปได้อย่างรวดเร็ว และช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของการผลิตไฟฟ้า อีกทั้ง ยังช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถบริหารจัดการไฟฟ้าในช่วง Peak Demand ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำพลังงานที่จัดเก็บไว้มาเสริมระบบในช่วงเวลาที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น

ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลบางประเภทอาจต้องใช้เวลาเตรียมการประมาณ 2-4 ชั่วโมง  

แหล่งข่าวจาก กฟผ. เปิดเผยว่า หากร่าง PDP 2026 มีผลบังคับใช้ กฟผ.เตรียมนำโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ กำลังผลิต 800 เมกะวัตต์ เสนอกระทรวงพลังงาน เพื่อผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบการก่อสร้าง

โครงการดังกล่าวมีความพร้อมในระดับหนึ่ง เนื่องจากที่ผ่านมา กฟผ.ได้ศึกษาความเหมาะสมของโครงการ รวมทั้งจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้ว

สำหรับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเขื่อนจุฬาภรณ์ แบ่งโครงสร้างหลักออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ โครงสร้างบนพื้นดิน และโครงสร้างใต้ดิน รวมถึงโครงสร้างบางส่วนที่อยู่ในน้ำ

ส่วนโครงสร้างบนพื้นดิน ประกอบด้วย อาคารรับน้ำบริเวณริมอ่างเก็บน้ำเขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนน้ำสุ อ่างเก็บน้ำน้ำสุ ถนนเข้าสู่พื้นที่โครงการ พื้นที่ชั่วคราวสำหรับการขุดเจาะอุโมงค์แนวดิ่ง พื้นที่จัดการวัสดุจากการขุดอุโมงค์ ตลอดจนพื้นที่สำนักงานภาคสนาม ที่พักคนงาน และพื้นที่จัดเก็บวัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องจักร

ขณะที่โครงสร้างใต้ดินและโครงสร้างที่อยู่ในน้ำ ประกอบด้วย อาคารรับน้ำบริเวณริมอ่างเก็บน้ำเขื่อนจุฬาภรณ์ ซึ่งบางส่วนเป็นโครงสร้างในน้ำ อุโมงค์ชักน้ำ โรงไฟฟ้าใต้ดิน อุโมงค์สายส่งไฟฟ้า อุโมงค์ทางเข้าโรงไฟฟ้า และอุโมงค์ระบายน้ำท้ายน้ำ