สปสช. เดินหน้าหนุน "บัญชีนวัตกรรมไทย" ใช้งบบัตรทองสร้างเศรษฐกิจ จัดซื้อผลิตภัณฑ์การแพทย์ไทย 100% ดัน AI และนวัตกรรมเข้าสู่ระบบสุขภาพ ลดนำเข้าอุปกรณ์แพทย์ มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมไทย
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ใช้กลไกบริหาร “กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” หรือ “กองทุนบัตรทอง” สนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยยกระดับจาก “การจ่ายชดเชยค่าบริการ สู่การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อสร้างรากฐานเศรษฐกิจไทย” ผ่านการเพิ่มสัดส่วนการใช้อุปกรณ์ ครุภัณฑ์ทางการแพทย์ และยาที่ผลิตในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงปีละ 16,000 ล้านบาท ปัจจุบันมีการเบิกจ่ายผลิตภัณฑ์ในบัญชีนวัตกรรมไทยแล้วรวมกว่า 3,400 ล้านบาท
ในการดูแลผู้มีสิทธิบัตรทอง สปสช. จ่ายชดเชยค่ารักษาพยาบาลให้แก่สถานพยาบาลภายใต้งบเหมาจ่ายรายหัว ครอบคลุมทั้งบริการผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ ครุภัณฑ์ทางการแพทย์ และยาบางรายการมีลักษณะและความจำเป็นเฉพาะ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ในบัญชีนวัตกรรมไทย สปสช. จึงพัฒนากลไกการบริหารจัดการให้เหมาะสม เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่จำเป็น ควบคู่กับการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศ อันจะช่วยส่งเสริมศักยภาพด้านการแพทย์ของไทยให้ทัดเทียมสากล พร้อมสร้างตลาดและโอกาสเชิงพาณิชย์ให้แก่ผู้ประกอบการนวัตกรรมไทย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
หนุนจัดซื้อผลิตภัณฑ์ในบัญชี "นวัตกรรมไทย" 100%
จากแนวทางดังกล่าว ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า ในแต่ละปีประเทศไทยมีมูลค่าการนำเข้าอุปกรณ์ ครุภัณฑ์ทางการแพทย์ถึง 16,000 ล้านบาท สปสช. จึงเพิ่มบทบาทในการเป็น “ผู้ซื้อรายใหญ่” โดยร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาคีเครือข่าย ทั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รวมถึงหน่วยงานด้านการวิจัยของประเทศ อาทิ สวทช. สกสว. และ วช. เพื่อนำผลงานวิจัยที่มีศักยภาพของนักวิจัยไทยมาต่อยอดเชิงพาณิชย์และผลักดันเข้าสู่ “บัญชีนวัตกรรมไทย” ปัจจุบันมีอุปกรณ์และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ในบัญชีนวัตกรรมไทยที่ได้รับการบรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทองแล้ว 8 รายการ
เพื่อสร้างตลาดรองรับอย่างชัดเจน และเพิ่มขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันกับต่างประเทศได้ สปสช. ได้นำกลไกตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่ ซึ่งเปิดโอกาสให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อผลิตภัณฑ์ในบัญชีนวัตกรรมไทยด้วย “วิธีเฉพาะเจาะจง” มาปรับใช้ โดยคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีมติให้จัดซื้อผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่อยู่ในบัญชีนวัตกรรมไทยในสัดส่วน 100%
"กฎหมายทั่วไปกำหนดให้หน่วยงานราชการจัดซื้อผลิตภัณฑ์ในบัญชีนวัตกรรมไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของวงเงินจัดซื้อในแต่ละครั้ง แต่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีมติให้จัดซื้อผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับระบบของ สปสช. และได้รับการบรรจุในบัญชีนวัตกรรมไทยในสัดส่วน 100% เพื่อสร้างอุปสงค์รองรับที่มั่นคงและชัดเจน ช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันในระดับสากล โดยกลไกนี้ช่วยประหยัดงบประมาณของประเทศได้แล้วกว่า 3,400 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา" ทพ.อรรถพร กล่าว
หนุนนวัตกรรมขั้นสูงเข้าสู่ระบบ "บัตรทอง"
นอกจากการสนับสนุนอุปกรณ์ ครุภัณฑ์ และยาที่ผลิตในประเทศแล้ว สปสช. ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนา “นวัตกรรมด้านบริการ” หรือ Service Innovation ซึ่งเป็นอีกกลไกสำคัญในการยกระดับระบบสาธารณสุขไทย โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการตรวจคัดกรองโรค
เพื่อขยายการใช้นวัตกรรมดังกล่าวให้ครอบคลุมบริการที่หลากหลายมากขึ้น สปสช. จึงเปิดรับความร่วมมือจากพันธมิตร ทั้งกลุ่มสตาร์ทอัป (Startup) และบริษัทเทคโนโลยีขั้นสูง (Tech Company) เข้ามาร่วมพัฒนา AI สำหรับการตรวจคัดกรองโรคในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
“สปสช. พร้อมเปิดรับความร่วมมือในการพัฒนา AI สำหรับตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม มะเร็งตับ รวมถึงระบบอ่านผลเอกซเรย์กระดูกหัก เพื่อเตรียมผลักดันเข้าสู่บัญชีนวัตกรรม และขยายผลเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพในอนาคตอันใกล้”
สร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมการแพทย์ไทย
การสนับสนุนทั้งผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมด้านบริการเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมการแพทย์ไทย โดยรองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า นับจากนี้ สปสช. จะเข้ามามีบทบาทเป็น “ผู้ซื้อรายใหญ่” หรือ Big Buyer ร่วมกำหนดทิศทางและสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมส่งต่อโจทย์ความต้องการ (Demand) ของระบบสุขภาพไปยังผู้ผลิตและนักวิจัยโดยตรง เพื่อให้การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนามีตลาดรองรับ และสามารถนำผลงานมาใช้ประโยชน์ต่อประชาชนได้จริง
“หากกลุ่มสตาร์ทอัป ผู้ประกอบการไทย หรือบริษัทเทคโนโลยี มีผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ นวัตกรรมบริการ หรือ AI ที่ได้มาตรฐานและตอบโจทย์ความต้องการของระบบ สปสช. พร้อมร่วมผลักดันให้นวัตกรรมเหล่านั้นเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของประเทศ” รองเลขาธิการ สปสช. กล่าว
รายการยาและวัคซีนบัญชีนวัตกรรมไทยในระบบบัตรทอง
ประกอบด้วย ยาไลเนโซลิด (linezolid) ยาดีเฟอราซิรอก (deferasirox) ยาฮิวแมนโคแอกกูเลชันแฟกเตอร์ VIII (human coagulation factor VIII) ยาฮิวแมนอิมมูโนโกลบูลิน (IVIG) ยาโซฟอสบูเวียร์และเวลพาทาสเวียร์ (sofosbuvir and velpatasvir) ยาโดลูทีกราเวียร์ (dolutegravir) วัคซีนป้องกันโรคไอกรนชนิดไร้เซลล์ (aP vaccine) ยาดารูนาเวียร์ (darunavir) ยาสูตรผสมโดลูทีกราเวียร์ ลามิวูดีน และทีโนโฟเวียร์ ไดโซพรอกซิล (TLD) และยาเอ็มไตรไซทาบีนร่วมกับทีโนโฟเวียร์ อะลาฟีนาไมด์ (TAF-EM)
รายการอุปกรณ์ทางการแพทย์บัญชีนวัตกรรมไทยในระบบบัตรทอง
ประกอบด้วย รากฟันเทียมสำหรับรองรับฟันเทียมทั้งปาก ถุงทวารเทียมและแป้นปิดรอบลำไส้ทั้งชนิดถุงเดี่ยวและถุงคู่ ชุดยางรัดเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร (EVL) อุปกรณ์เท้าเทียมไดนามิก แผ่นปิดกะโหลกศีรษะไทเทเนียม บริการอ่านภาพถ่ายรังสีเอกซเรย์ทรวงอกด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI Chest) และชุดตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับในปัสสาวะ (OV-ATK) เป็นต้น


