COPEL THAILAND นำ Academic Learning แดนปลาดิบบุกไทย

สร้างการเรียนรู้สมดุลสมอง ซ้าย-ขวา พัฒนาสมองเด็กเล็ก เปิดสาขาแรกที่ห้างสรรพสินค้าเอ็มควอเทียร์ ขยายสาขาใน กทม. ให้ได้ 7 สาขาภายใน 4 ปี
“กอบสุข แต่โสภาพงษ์” CEO COPEL THALAND ปักธงลุยตลาดสถาบันพัฒนาสมองเด็กเล็กในไทย ตอบโจทย์พ่อแม่ที่ต้องการเน้นการเรียนการสอน แบบ Academic learning เปิดสาขาแรกที่ห้างสรรพสินค้าเอ็มควอเทียร์ จับกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมี่ยม มองเป้าขยายสาขาใน กทม. ให้ได้ 7 สาขาภายใน 4 ปี และภายใน 10 ปี จะมีสาขาทั่วประเทศ 15 สาขา
คุณกอบสุข แต่โสภาพงษ์ CEO COPEL THAILAND เล่าถึงที่มาของการซื้อแฟรนไชน์สถาบันพัฒนาสมองเด็กเล็กแบรนด์ COPEL จากประเทศญี่ปุ่นว่า เกิดจากการเป็นคุณแม่ลูกสองที่มีความสนใจทางด้านการพัฒนาสมองเด็กเล็กเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมาเคยพาลูกไปเรียนตามสถาบันพัฒนาสมองเด็กเล็กในไทยหลายแห่ง แต่ไม่มีที่ใดสามารถตอบโจทย์ของตัวเองและลูกได้ จึงเกิดแนวคิดที่จะมองหาธุรกิจสถาบันพัฒนาสมองเด็กเล็กมาเปิดเอง โดยได้เดินทางไปดูสถาบันพัฒนาสมองเด็กเล็กในหลายๆ ประเทศ ทั้งอเมริกา อังกฤษ ฟินแลนด์ สวีเดน อิสราเอล และญี่ปุ่น ก็ค้นพบว่าสถาบันพัฒนาสมองเด็กเล็กที่ญี่ปุ่นมีความน่าสนใจ เพราะทฤษฎีของญี่ปุ่นตอบโจทย์คนเอเชียมากกว่า
“ในเมืองไทยเรามีสถาบันพัฒนาสมองเด็กเล็กหลายแห่ง ส่วนใหญ่จะมาจากตะวันตกซึ่งกลุ่มนี้จะเน้นเรื่อง Play Based Learning หรือกระบวนการเรียนรู้ผ่านการเล่น ในขณะที่ของเอเชียจะเน้นเรื่อง Academic Learning เป็นการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาสมองโดยตรงซึ่งตอบโจทย์ที่ชัดเจน และมีงานวิจัยรองรับด้วย”
ประกอบกับประเทศญี่ปุ่นเป็นเจ้าทฤษฏีด้านสมองอยู่แล้ว ตลอด 30 ปี อุตสาหกรรมการศึกษาของญี่ปุ่นและนานาชาติมีการเสนอทฤษฎีด้านสมองอยู่ 2 ทฤษฎี โดยทฤษฎีแรกว่าด้วยการพัฒนาสมองซีกซ้ายเพื่อฝึกการใช้ตรรกะ ฝึกเรื่องตัวเลข ในขณะที่อีกทฤษฎีว่าด้วยการพัฒนาสมองซีกขวาเพื่อพัฒนาวิธีการฝึกความเป็นอัจฉริยะด้วยการอ่าน การจดจำ และจินตนาการ แต่ศาสตราจารย์ Nobuyuki Otsubo CEO ของ COPEL World
ซึ่งเป็นอาจารย์กิตติมศักดิ์เกี่ยวกับสมองและการพัฒนาของเด็กเล็กให้กับมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศญี่ปุ่น และยังเป็นประธานสมาคมการศึกษาและอบรมด้านการศึกษาแห่งประเทศญี่ปุ่น และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ให้กับสมาคมจิตวิทยาแห่งประเทศญี่ปุ่น (ในด้านจิตวิทยาเด็กเล็ก) เชื่อว่าเด็กทุกคนควรได้รับการพัฒนาสมองทั้งสองข้างไปพร้อม ๆ กันเพื่อให้เกิดนิวรอน ยิ่งนิวรอนมากเท่าใดยิ่งทำให้เด็กฉลาดมากเท่านั้น
“งานวิจัยของญี่ปุ่นยังพบว่า อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ มีนิวรอนมากกว่าคนปกติ 1.5 เท่า การสร้างนิวรอนที่ดีในเด็กสามารถทำได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปี เพราะสมองจะเติบโตประมาณ 90% เมื่อเด็กอายุได้ 6 ขวบค่ะ พฤติกรรมของเด็กก็จะถูกพัฒนาในช่วงอายุนี้ด้วย”
คุณกอบสุข กล่าวต่อว่า ก่อนที่ COPEL JAPAN จะตัดสินใจอนุญาตให้เปิดในประเทศไทย ต้องมีการรวบรวมข้อมูลการตลาดในไทย การนำเสนอแผนและกลยุทธ์การตลาดให้กับ COPEL JAPAN ในขณะที่ COPEL JAPAN ต้องเข้ามาสำรวจการตลาดและดูศักยภาพในการเติบโตในประเทศไทยด้วย ทั้งหมดนี้ใช้เวลากว่า 9 เดือน โดย COPEL THAILAND สาขาแรกเปิดที่ห้างสรรพสินค้าเอ็มควอเทียร์เป็นสาขาที่ 300 ของ COPEL ทั่วโลก ซึ่งย่านนี้เป็นย่านกลุ่มเป้าหมายของ COPEL THAILAND อยู่แล้ว โดยเฉพาะลูกค้าญี่ปุ่นเขาเห็นแบรนด์เขาสนใจทันที เพราะแบรนด์ COPEL JAPAN มีชื่อเสียงมากตามหัวเมืองใหญ่ของญี่ปุ่น โดยเม็ดเงินในการลงทุนเบื้องต้น สำหรับสาขาแรกและค่าสิทธิ์อยู่ที่ 50 ล้านบาท
สำหรับแผนการขยาย COPEL THAILAND ในฐานะมาสเตอร์แฟรนไชน์นั้น คุณกอบสุข ตั้งเป้าขยายสาขาในกรุงเทพฯ ให้ได้ 7 สาขาภายใน 4 ปีโดยมาสเตอร์แฟรนไชน์เป็นคนเปิดเองทั้งหมด โลเคชั่นในการเปิดสถาบันจะมุ่งไปยังห้างสรรพสินค้าระดับไฮเอ็นด์ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายเป็นระดับบีบวกถึงเอบวกทั้งเด็กไทยและเด็กต่างชาติ ส่วนในต่างจังหวัดจะใช้กลยุทธ์การขายแฟรนไชน์ไปตามหัวเมืองใหญ่ อย่าง เชียงใหม่ ภูเก็ต สงขลา ชลบุรี ระยอง ฯลฯ ภายใน 10 ปี COPEL THAILAND จะมีสาขาในไทย 15 สาขา
“เราเปิดตัวมาได้เพียงไม่กี่วัน ขณะนี้เราให้ผู้ปกครองพาน้องๆ เข้ามาทดลองเรียนดูก่อน มีผู้ปกครองสนใจลงทะเบียนเพื่อทดลองเรียนมากถึง 200 คน และยังมีผู้ประกอบการจากต่างจังหวัดติดต่อเข้ามาขอซื้อแฟรนไชส์จากเรา แต่เรายังไม่ขายเพราะเราอยากจะพัฒนา COPEL THAILAND ให้แข็งแกร่งก่อนแล้วจึงขยายไปต่างจังหวัด”
ด้านจุดเด่นที่ทำให้COPELTHAILAND แตกต่างจากสถาบันพัฒนาสมองเด็กเล็กแบรนด์อื่น ๆ นั้น คือการมีสื่อการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาสมองเด็กเล็กมากที่สุดในโลกโดยได้รับการรับรองจาก Guinness World Book of Record ซึ่งสื่อการเรียนการสอนของ COPEL ผ่านการวิจัยและพัฒนาโดยนักวิจัยกว่า 360,000 ชิ้น ทำให้เด็กไม่รู้สึกเบื่อ และเป็นการเรียนที่ไม่ยากหรือง่ายเกินไปสำหรับเด็กในแต่ละวัย โดยการเรียนในแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เด็กจะได้ทำกิจกรรมมากถึง 25 กิจกรรม ๆ ละ 1-2 นาที และทุกอาทิตย์กิจกรรมจะไม่ซ้ำกัน เพราะ COPEL THAILAND มีสื่อการเรียนการสอน มากกว่า 2,000 สื่อ มี Flashcard มากกว่า 60,000 ใบและมีการอัพเดทใหม่ทุกปี โดยสื่อการสอนเหล่านี้จะถูกส่งมาจาก COPEL JAPAN อย่าง Flashcard จะมาเป็นภาษาญี่ปุ่นก็จะนำมาแปลเป็นภาษาอังกฤษก่อน
ปัจจุบัน COPEL THAILAND มีครูที่สื่อสารภาษาอังกฤษ และภาษาจีนได้ โดยการคัดเลือกครูทางมาสเตอร์แฟรนไชน์เป็นผู้คัดเลือกเอง แต่ต้องส่งครูไปอบรมกับที่ COPEL JAPAN สำหรับช่วงโควิด-19 ใช้การอบรมผ่านทางออนไลน์แทน โดยเกณฑ์ในการคัดเลือกครูนั้น คุณกอบสุข มองว่าสิ่งสำคัญอันดับแรกเลย คือ ครูต้องมีทัศนคติที่ดี
“เราจับกลุ่มลูกค้าพรีเมี่ยม เราต้องมองหาสิ่งที่ดีที่สุดมาให้กับลูกค้า อย่างครูจีนของเราก็ต้องจบจากมหาวิทยาลัย Top Three ของประเทศจีน หรือ Top Five ในไต้หวัน เด็กที่มาเรียนเขาจะได้พัฒนาเรื่องภาษาจีนเพิ่มด้วย อุปกรณ์ต่างๆ ในสถาบันก็ต้องเป็นอุปกรณ์คุณภาพ การตกแต่งเราก็ให้อาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นคนออกแบบซึ่งท่านได้รับรางวัล Top Asia Award ด้านดีไซน์”
แม้จะเป็นระดับไฮเอ็นด์ในทุก ๆ เรื่อง แต่สำหรับราคาค่าเรียนแล้ว COPEL THAILAND ตั้งราคาใกล้เคียงกับสถาบันอื่น ๆ ในท้องตลาด เด็กที่มาเรียนกับ COPEL THAILAND จะได้ทั้ง IQ (Intelligence quotient) พัฒนาด้านสติปัญญา EQ (Emotional Intelligence) พัฒนาการด้านอารมณ์ และ SQ (Social Intelligence) พัฒนาการด้านการอยู่ร่วมกันในสังคม
ด้านการวัดผลเด็กที่มาเรียนที่ COPEL นั้น ที่ญี่ปุ่นจะมีการทดสอบไอคิว ผ่านการทดสอบ Japan National IQ Test พบว่าเด็กที่มาเรียนที่ COPEL มีไอคิวสูงถึง 133 แต่สำหรับในไทย ทาง COPEL THAILAND ใช้การบันทึกข้อมูลของเด็กผ่าน Application โดยในแต่ละครั้งที่เรียนครูจะดูว่าเด็กแต่ละคนมีด้านใดที่อ่อนหรือต้องการพัฒนาเพิ่มเติม และจะปรึกษากับผู้ปกครองพร้อมแนะนำให้ผู้ปกครองช่วยพัฒนาด้านนั้น ๆ ระหว่างที่เด็กอยู่บ้าน
สำหรับแบรนด์ COPEL JAPAN อยู่ในตลาดญี่ปุ่นมา 28 ปีแต่เริ่มเป็นที่รู้จักอย่างจริงจังเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา โดย COPEL มาจากคำว่า Copernicus Turn คือ เปลี่ยนแนวความคิดเดิม 180 องศา จากสังคมที่ใช้ตรรกะของสมองซีกซ้ายเป็นหลัก มาเป็นสังคมที่ใช้สมององค์รวม บวกความรู้สึกนึกคิดผ่านการศึกษา
ส่วนตลาดในต่างประเทศของแบรนด์ COPEL เติบโตได้ดีในตลาดจีน บริษัท COPEL CHINA ก่อตั้งเมื่อปี 2018 บริหารงานโดยบริษัท AI ทางด้านการศึกษาออนไลน์ยักษ์ใหญ่ในประเทศจีน COPEL CHINA ได้รับการโหวตจากนักรีวิวถึง 310 ล้านคนต่อเดือนให้เป็นอันดับหนึ่งของสถาบันพัฒนาสมองเด็กเล็กในจีนผ่าน Application Dianping
“แบรนด์ COPEL มีหลายประเทศในเอเชียที่ต้องการจะซื้อแฟรนไชส์ แต่ทางบริษัทแม่ค่อนข้างเลือกตอนนี้ก็มีแค่ในไทยกับจีนเท่านั้น ที่สิงคโปร์ เวียดนาม เขาก็สนใจแต่ยังไม่ได้รับเลือก ซึ่งเขาก็ให้เราขยายตลาดได้แค่ในประเทศตัวเองเท่านั้น การทำตลาดก็ให้มาสเตอร์แฟรนไชส์แต่ละประเทศทำเอง เพราะเขาเชื่อว่าคนในประเทศเท่านั้นที่จะเข้าใจตลาดตัวเอง”
สำหรับมูลค่าตลาดสถาบันพัฒนาสมองเด็กเล็กในไทยนั้นอยู่ที่ 4,000 - 5,000 ล้านบาท และเป็นตลาดที่มีการเติบโตได้ดี “เราเชื่อว่า COPEL THAILAND เติบโตในไทยได้แน่นอน อย่างลูกค้าญี่ปุ่นถ้าเขาเจออะไรที่ดีเขาจะบอกต่อกัน คนจีนก็เหมือนกัน เรามีแผนการตลาดที่จะขยายไปยังธุรกิจการศึกษาในอนาคตด้วย” คุณกอบสุข กล่าวทิ้งท้าย







