วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

สมอง (ไม่) เสพติด

คนเราสามารถสร้างพฤติกรรมเสพติดดีๆ ได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ คือการออกกำลังอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงสม่ำเสมอก็จะทำให้เราเสพติดในพฤติกรรมนี้

หากเรารู้สึกเสพติดอะไรสักอย่าง จงรู้ไว้ว่า นี่คือผลจาก “อะไร” บางอย่างในสมองเราเอง

ผศ.ดร. นายแพทย์วรสิทธิ์ ศิริพรพาณิชย์ กุมารแพทย์ด้านโรคสมอง ศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันชีววิทยาวิทยาศาสตร์โมเลกุลมหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า การที่เราชอบทำอะไรเป็นประจำ เช่นของหวาน ติดมือถือ ช็อปปิ้ง การพนัน หรือแม้แต่การติดโซเชียลมีเดีย อยากให้คนคลิกไลค์เยอะ เหล่านี้คือส่วนหนึ่งของพฤติกรรม “เสพติด” ของมนุษย์ทั้งสิ้น

 แต่ที่ผ่านมาพอพูดถึง “พฤติกรรมเสพติด” เรื่องแรกๆ ที่ทุกคนมักนึกถึง คือการติดสิ่งเสพติด นั่นเพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนเห็นง่าย และเป็นเรื่องใหญ่ที่สร้างผลกระทบต่อสุขภาพคนเรา แต่ความจริงยังมีพฤติกรรมการเสพติดแบบอื่นอีกหลายอย่าง แม้จะให้ผลต่างจากสิ่งเสพติด แต่ก็ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันได้เช่นกัน หากเราติดมากเกินไป

 “บางคนติดการพนัน ซึ่งจริงๆ แล้วอาจไม่ใช่เพราะอยากได้เงิน แต่การเล่นแล้วรู้สึกตื่นเต้น แต่เมื่อเล่นแล้วเสียมันนำไปสู่ความสิ้นหวัง ไม่นับถือในตัวเอง บางทีก็โกรธทั้งตัวเองหรือโทษคนอื่น เกิดความรู้สึกสิ้นหวัง แต่สุดท้ายก็จะหาข้อแก้ตัว และทำมันอีกเป็นวงจรแบบนี้ซ้ำไปเรื่อยๆ ซึ่งนั่นอาจแสดงถึงกระบวนการคิดของสมองเราเริ่มเสพติดแบบผิดเพี้ยนแล้ว การติดเกมมากเกินไปของเด็กวัยรุ่นก็เช่นเดียวกัน เหล่านี้เป็นสิ่งที่เราต้องแก้ไขที่กระบวนการคิดบางอย่าง ไม่ต่างกับปัญหาสิ่งเสพติด”

ผศ.ดร.นพ.วรสิทธิ์เอ่ยต่อว่า เพราะเมื่อมีกระบวนการนี้เกิดขึ้นซ้ำเรื่อยๆ ก็จะเริ่มมีปัญหาจัดการตัวเองไม่ได้ แล้วยิ่งผนวกกับปัจจัยสิ่งแวดล้อมเข้ามากระตุ้น สุดท้ายหลายคนจึงวนอยู่ในวงจรนี้ ไม่จบสิ้น นี่คือโมเดลที่สามารถอธิบายถึงพฤติกรรมเสพติดด้านลบของคนเราที่ส่งผลต่อสุขภาพ ไปจนถึงการมีเป้าหมายอนาคตที่ดี ในวัยรุ่น

ล้วงลึกถึงที่มาที่ไปของพฤติกรรมเสพติด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา ให้ข้อมูลว่าเรื่องนี้ เกิดจากสาเหตุจากสารสื่อประสาทชนิดหนึ่งที่อยู่ในเซลส์สมอง ที่เรียกว่า โดปามีน หรือที่เรารู้จักกันในนาม “สารหลั่งความสุข” นั่นเอง

 เมื่อโดปามีนถูกหลั่งออกมาแล้วจะส่งผลต่ออารมณ์ให้มีความตื่นตัว กระฉับกระเฉง มีสมาธิมากขึ้น  และรู้สึกมีความพึงพอใจ ที่เกิดระบบที่เรียกว่า Reward circuit หรือระบบให้รางวัล  

ซึ่งการมีระบบความพึงพอใจ หรือระบบรีวอร์ด อาจนำไปสู่การเกิดวงจรเสพติด โดยหากได้รับการกระตุ้นจะทำให้รู้สึกพึงพอใจและอยากทำซ้ำๆ สิ่งนี้เป็นกลไกการกระตุ้นโดยธรรมชาติของมนุษย์

แต่ปริมาณของโดปามีนที่หลั่งในสมองก็มีทั้งคุณและโทษเช่นกัน  หากมันออกมาอย่างพอเหมาะพอดี ก็ทำให้ความสุข แต่หากถูกกระตุ้นด้วยพฤติกรรมที่ทำให้หลั่งโดปามีนออกมาผิดปกติ หรือปล่อยให้โดปามีนต่ำหรือหยุดทำงาน ก็จะรู้สึกหงุดหงิด โมโหหรือเซื่องซึมได้

ถึงตรงนี้ อาจเริ่มเห็นความเชื่อมโยงกลไกการทำงานของสารเสพติดแล้วว่า สารเสพติด หรือพฤติกรรมด้านลบ กับสมองมันเกี่ยวกันอย่างไร  

“กลุ่มคนที่ต้องการหนีจากปัญหา หรือแก้ปัญหาในสถานการณ์ความเป็นจริงไม่ได้ มักเลือกใช้สารเสพติดแน่นอนว่าสิ่งเสพติดสามารถกระตุ้นตรงนี้ได้  หากแต่การใช้สารเสพติด เล่นเกม การพนันเป็นการกระตุ้นให้เกิดการหลั่งไม่สมดุล สารเคมีที่ถูกหลั่งหรือกระตุ้นออกมามากเกินไปนี้จะไปทำลายเซลส์ของมันเอง และทำให้คนเรามีพฤติกรรมผิดปกติ ซึ่งมีผลต่อสุขภาพในระยะยาว เพราะสารเสพติดมีผลต่อสมองโดยตรง เมื่อแรกๆ ใช้ก็มีความสุข แต่ต่อมาก็จะรู้สึกซึมเศร้าผิดหวังตามมา”

โดยเฉพาะกรณีของปาโดมีนที่หลั่งในสมองส่วนหน้ายิ่งมีผลต่อชีวิตคนหนึ่งคนอย่างคาดไม่ถึง เพราะสมองส่วนหน้ามีบทบาทสำคัญในเรื่องพฤติกรรม การควบคุมตนเอง การคิดวิเคราะห์อย่างยืดหยุ่น ความจำใช้งาน และกระบวนการสร้างความสัมพันธ์ในเชิงสังคม

“พัฒนาการสมองของมนุษย์ในวัยเด็ก สมองจะสร้างเซลส์ประสาทเต็มที่มากมาย มาถึงวัยรุ่น สมองจะมีการทำลายตัวเองบางส่วน เพื่อนำมาพัฒนาและคงเหลือเฉพาะส่วนที่จำเป็นจริงๆ ต่อการใช้ชีวิตเท่านั้น

ถ้าให้เห็นภาพง่ายๆ คือ สมองเด็กเหมือนชุมชนแออัดที่มีเซลส์ประสาทเหมือนกับบ้านที่ขึ้นหนาแน่นกระจัดกระจาย มีถนนหนทางระเกะระกะ แต่เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่จะกลายเป็นชุมชนที่มีบ้านตั้งอยู่เป็นระเบียบเรียบร้อยและถนนอาจถูกพัฒนายกระดับเป็นทางด่วนเรียบร้อยแล้ว”

ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยากล่าวต่อว่า สมองคนเราจะพัฒนาเสร็จสิ้นประมาณ 23-24 ปี เวลานั้นสมองส่วนหน้าจะบางตัวลง  แต่ในวัยรุ่น หรือช่วงประมาณ 17-20 ปี สมองส่วนที่บาง คือสมองส่วนรับความรู้สึกและกล้ามเนื้อเท่านั้น ทำให้วัยรุ่นจะมีพัฒนาการด้านความแข็งแรงเท่าผู้ใหญ่ หากแต่สมองส่วนหน้ายังไม่ได้พัฒนาเต็มที่ ดังนั้นการตัดสินใจ ยับยั้งชั่งใจยังสู้วัยผู้ใหญ่ไม่ได้

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมวัยรุ่นจึงเป็นกลุ่มที่มีโอกาสข้องแวะการใช้สารเสพติด ติดเกม หรือการพนันได้ง่าย

“ถามว่าวัยรุ่นหรือไม่ว่าเป็นสิ่งไม่ดี ความจริงทุกคนรับรู้หมด แต่เพราะเขาขาดความยับยั้งชั่งใจ ซึ่งตรงนี้ต้องใช้เรื่องของพัฒนาการด้าน EF หรือ Executive Function คือความสามารถระดับสูงของสมองที่ใช้ในการควบคุมความคิด อารมณ์และการกระทำมาช่วย แต่นอกเหนือจากความรับรู้ เขาก็ยังมีความอยากลอง การต้องการการยอมรับในกลุ่มเพื่อน หรือปัจจัยอื่นๆ อีก”

ผศ.ดร.นพ.วรสิทธิ์แนะนำทางออกว่า ต้องฝึกให้เขารู้จักยับยั้งเป็น โดยหากเป็นไปได้ควรสร้างกระบวนการกระตุ้น EF ตั้งแต่วัยเด็ก การมีพัฒนาการดังกล่าวจะช่วยยับยั้งป้องกันไม่ให้เกี่ยวข้องกับสิ่งเสพติดได้ในช่วงวัยรุ่น

“เคยมีทฤษฏีที่เรียกว่า “มาร์ชเมลโล่ เทสต์” (Marshmallow Test) ซึ่งเป็นการวิจัยของ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในสหรัฐอเมริกาได้ทดลองปล่อยให้เด็กๆ อยู่ในห้องตามลําพัง กับขนม “มาร์ชเมลโล่” คนละหนึ่งชิ้น แล้วเสนอให้เด็กเลือกว่า จะกินทันที หรือจะรอคอยอีกสิบห้านาที พวกเขาก็จะได้มาร์ชเมลโล่เป็นรางวัลอีกหนึ่งชิ้น

งานวิจัยนี้ บางบอกว่าการยับยั้งชั่งใจเป็นพัฒนาการแบบหนึ่ง ซึ่งสามสิบปีต่อมาได้มีการติดตามชีวิตของเด็กกลุ่มนี้ พบว่าเด็กคนที่ยับยั้งชั่งใจไม่กินมาร์ชเมลโล่ได้มีชีวิตที่ดีกว่า ซึ่งไม่เฉพาะในแง่การประสบความสำเร็จมากกว่า แต่ยังมีสุขภาพที่ดีกว่าด้วย โดยมีค่าดัชนีมวลกายอยู่ในเกณฑ์ปกติเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่เด็กบางคนเลือกที่กินขนมมาร์ชเมลโลเข้าไปทันที ปัจจุบันมักมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ สะท้อนว่าการพัฒนา EF สามารถนำเรื่องความยับยั้งชั่งใจมาใช้ในทุกเรื่องทั้งชีวิต การงานและสุขภาพ และส่งผลต่อการใช้ชีวิตของคนๆ นั้น รวมถึงเขาสามารถเติบโตตามเป้าหมายที่ต้องการตลอดชีวิต”

หากย้อนกลับไปดูภาพรวมสถานการณ์ EF ของวัยรุ่นไทย จากโครงการวิจัยประเมินผลการเรียนรู้ในโครงการสร้างพลเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม (Active Citizen) ซึ่งจัดทำโดย) ต่อทักษะการคิดเชิงบริหารและการกำกับตนเองไปสู่เป้าหมายวัยรุ่น’ ซึ่งจัดทำโดย ดร.นวลจันทร์ จุฑาภักดีสกุล และคณะ ศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ ศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เผยข้อมูลในงานประชุมวิชาการ ‘EF Symposium 2017 สมองเด็กไทยรากฐานทุนมนุษย์เพื่ออนาคตประเทศ ซึ่งจัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาวะ (สสส.) และภาคี จะพบว่า จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 275 คน (สำรวจใน 4 จังหวัด ได้แก่ น่าน สมุทรสงคราม สงขลา และศรีสะเกษ) วัยรุ่นไทยมีปัญหาพฤติกรรมที่เป็นความบกพร่องด้าน EF (Global EF Composite) ร้อยละ 36.5 ด้านที่บกพร่องมากที่สุดคือ ด้านการรู้คิด (40.5) รองลงมาคือ ด้านกำกับพฤติกรรม และอารมณ์

สรุปได้ว่าความพร่องของ EFเป็นสาเหตุของการติดสารเสพติด ความบกพร่องสมองส่วนหน้าทำให้ไม่สามารถยับยั้งความคิดหรือการกระทำตั้งแต่การเข้าไปอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง ทดลองใช้ ใช้ซ้ำ ไปจนถึงกลับไปใช้ใหม่

 แม้ในวัยเด็กคือช่วงที่พัฒนา EF ได้ดีที่สุดแต่ใช่ว่าหากพ้นเลยวัยนั้นมาจะหมดโอกาสแก้ไข เพราะช่วงวัยรุ่นเรายังมีโอกาสที่จะฝัง “ชิป” EF ลงสู่สมองเขาได้ ผศ.ดร.นพ.วรสิทธิ์ บอกอีกมุมหนึ่งว่า ระบบความพึงพอใจสามารถประยุกต์ให้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อตัวเราได้

“คนเราสามารถนำมาสร้างพฤติกรรมเสพติดดีๆ ได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ การออกกำลังอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงสม่ำเสมอก็จะทำให้เราติดในพฤติกรรมนี้ เช่นเดียวกับการได้นอนหลับพักผ่อน การกอดกันสร้างความอบอุ่นในครอบครัว หรือแม้แต่การนั่งสมาธิ ซึ่งถ้ามีการกระตุ้นวงจรนี้ด้วยพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพกายและใจ เราจะรู้สึกว่ามีความสุขโดยไม่ต้องใช้สารกระตุ้นหรือสารเสพติดใดๆ”

สมอง (ไม่) เสพติด

สมอง (ไม่) เสพติด

สมอง (ไม่) เสพติด

สมอง (ไม่) เสพติด