ปัจจุบันในประเทศพัฒนาแล้ว อัตราการสูบบุหรี่มีแนวโน้ม ลดลงเนื่องจากรัฐบาลให้ความ สำคัญอย่างมากกับการควบคุมยาสูบ นอกจากนี้รัฐและผู้บริโภคเองก็มีการฟ้อง ร้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ผลิตและบริษัท บุหรี่ต้องจ่ายค่าเสียหายจำนวนมาก ทำให้ มุ่งเป้าหมายใหม่สู่ตลาดต่างประเทศย้อนรอยเส้นทาง แปรรูปรัฐวิสาสหกิจยาสูบ ในช่วงทศวรรษ 1980 บริษัทบุหรี่ ยักษ์ใหญ่อาศัยมาตรการทางการค้าของ สหรัฐอเมริกาบีบบังคับให้ประเทศต่างๆในเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวันรวมทั้งไทยเปิดตลาดนอกจากนี้ยังเข้าไป ลงทุนและผลักดันให้มีการแปรรูป รัฐวิสาหกิจยาสูบในหลายประเทศด้วยสำหรับประเทศไทย ก็มีความพยายาม ในการแปรรูปให้เอกชนเข้ามาดำเนินการหรือ มีส่วนร่วมดำเนนิการมาโดยตลอด ในปี2528 มีการส่งผู้แทนมาเจรจากับกระทรวง การต่างประเทศ ที่ได้ส่งเรื่องต่อให้ กระทรวงการคลังพิจารณาความพยายาม ครั้งสำคัญเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศเรา ประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจใน พ.ศ.2540 ทำให้ต้องกู้ยืมเงินจากกองทุนการเงิน ระหว่างประเทศ(IMF) จำนวนมาก และ หนึ่งในเงื่อนไขของ IMF ขณะนั้นก็คือ สนับสนุนให้รัฐบาลไทยแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ต่างๆรวมทั้งโรงงานยาสูบด้วยเวลานั้น ในฐานะประธานสถาบัน ส่งเสริมสุขภาพไทย มูลนิธิสาธารณสุข แห่งชาติ ผมได้ทำหนังสือแจ้งเรื่องดังกล่าว ถึงกลุ่มเพื่อนนักชี้แนะการควบคุมยาสูบ ทั่วโลก ผลจากการนี้ทำให้ในที่สุดสมาชิก วุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของสหรัฐอเมริการวม 17 คนร่วมลงนาม ในหนังสือถึงผู้อำนวยการ IMF แสดง ความเป็นห่วงที่ IMF สนับสนุนการแปรรูป โรงงานยาสูบของไทยเพราะจะส่งผลให้ การบริโภคยาสูบเพิ่มขึ้น เดือนธันวาคม พ.ศ. 2541 ผมได้ส่งหนังสือถึงประธาน ธนาคารโลกขอให้แจ้ง IMF ให้เปลี่ยน นโยบายที่สนับสนุนการแปรรูปโรงงานยาสูบ ของไทยขณะเดียวกันก็เชิญสมาคม ผู้เพาะปลูกและผู้ค้าใบยาสูบรวมทั้ง สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ รยส. ร่วม คัดค้านการแปรรูปโรงงานยาสูบ ในเดือน มกราคม 2542 ผู้แทนธนาคารโลกประจำ ประเทศไทยได้มีหนังสือตอบแสดงความ เป็นห่วงเรื่องสุขภาพที่จะเป็นผลตามมาจาก การแปรรูป มีน าคม พ.ศ. 2545รองนายกรฐั มนตรี และรฐัมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น (ซึ่งก็คือนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล คสช. ปัจจุบัน)
ได้ตรวจเยยี่มและใหส้มัภาษณ์ว่าจะมีการแปรรูป รยส. ในเดือนกรกฎาคมคณะกรรมาธิการ สาธารณสุขวุฒิสภา ได้จัดเวทีสาธารณะ เรอื่ง “รัฐบาลควรแปรรปูโรงงานยาสบูหรือไม่” และได้ข้อสรุปว่าไม่ควรต่อมาในเดือน สิงหาคมคณะรัฐมนตรีก็มีมติให้เลื่อนการ แปรรูปโรงงานยาสูบไปอย่างไม่มีกำหนด “แปรรปูรัฐวิสาหกิจยาสูบ” ฤาจะแผ้วถางทางให้บริษัทบุหรี่ข้ามชาติ ด้วยกระบวนการโลกาภิวัตน์และ กลยุทธ์ของบริษัทบุหรี่ข้ามชาติทำให้ปัจจุบัน อุตสาหกรรมยาสูบได้พัฒนาก้าวหน้าเป็น อุตสาหกรรมที่มีความเป็นปึกแผ่นมั่นคง บริษัทบุหรี่ข้ามชาติยังคงรุกตลาดโดยการ ลงทุนจำนวนมากในประเทศที่มีรายได้ต่ำและรายได้ปานกลาง ทั้งการเข้าซื้อกิจการ โรงงานยาสูบของรัฐและการลงทุนโดยตรง เป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นทั่วโลกในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา ปัจจุบันตลาดบหุรี่โลก มีผู้ผลิตยักษ์ใหญ่เพียง 4 ราย คือ
1) บริษัท Philip Morris International (PMI) รวมถึงบริษัท Altria
2)บริษัท British American Tobacco (BAT)
3)บริษัท Japan Tobacco International (JTI) และ
4)บริษัท China National Tobacco Corporation (CNCT) ซึ่งเป็น รัฐวิสาหกิจยาสูบของจีน
แม้แนวโน้มการบริโภคยาสูบใน บางประเทศแสดงให้เห็นว่าการแปรรูป รัฐวิสาหกิจยาสูบไม่ได้เลวร้ายต่อการ ควบคุมยาสูบเสมอไป หากมีการแปรรูป อย่างโปร่งใส ไม่เข้าข้างบริษัทบุหรี่ อีกทั้งการแปรรูปให้เอกชนดำเนินการ ยังขจัดปัญหาการขัดกันของผลประโยชน์ อันเนื่องจากการที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ โรงงานยาสูบด้วย อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเสียดายว่า การแปรรูปอย่างโปร่งใสมักไม่ค่อยเกิดขึ้น ในความเป็นจริงบริษัทบุหรี่ต่างชาติมักใช้เล่ห์เหลี่ยม สารพัดทั้งทางตรงและทางอ้อม จาก เอกสารลับที่เปิดเผยในเว็บไซต์ของ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก (http://bat.library.ucsf.edu และ http://legacy.library.ucsf.edu) แสดงให้เห็น ความหลอกลวง กลยุทธ์และวิธีจูงใจเมื่อ ผู้บริหารของบริษัทบุหรี่เข้าพบผู้นำหรือ ผู้กำหนดนโยบายในประเทศต่างๆ รวมทั้ง ไทยด้วยเพื่อโน้มน้าวให้ดำเนินการที่ เอื้อประโยชน์แก่ตน การแปรรูปรัฐวิสาหกิจยาสูบใน หลายประเทศเป็นการแผ้วถางทางให้บริษัท บุหรี่ข้ามชาติเข้ามาแทรกแซงนโยบาย ควบคุมยาสูบของประเทศ ในประเทศที่ นโยบายและการดำเนินการควบคุมยาสูบ อ่อนแอ การแปรรูปส่งผลให้บริษัทบุหรี่ ข้ามชาติสามารถทำการตลาดได้ง่ายและ จำหน่ายได้มากขึ้น ปัจจุบันการผลิตบุหรี่ในหลายประเทศ ยังดำเนินการโดยรัฐ ประเทศที่มีประชากร จำนวนมากอย่างจีนและอินเดียยังห้าม การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศใน อุตสาหกรรมนี้ ในประเทศจีน กระทรวง อุตสาหกรรมและเทคโนโลยีข่าวสารได้ออก ประกาศเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2559 เรื่องกฎการห้ามการลงทุนจากต่างประเทศ ในอุตสาหกรรมยาสูบรวมทั้งธรุกจิส่วนบคุคล
ในการค้าส่งและค้าปลีกผลิตภัณฑ์ยาสูบ ส่วนในประเทศอินเดียที่เคยอนุญาตให้ มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในการ ผลิตบุหรี่ได้ใน พ.ศ.2541 คณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุนของต่างชาติซึ่งเป็น หน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ก็มี ประกาศห้ามการลงทุนดังกล่าวเมื่อเดือน เมษายน พ.ศ.2553พ.ร.บ. ยสท. เปิดช่องทาง แปรรปูโรงงานยาสูบ วันนี้ประเทศไทยมีเรื่องที่ไม่ปรากฏ เป็นข่าว แต่เป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้อง อย่างมากกับความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของคนไทยทั้งประเทศเนื่องจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ได้ลงมติให้ประกาศเป็นกฎหมายแล้วด้วย เสียงท่วมท้นเมื่อ
วันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาก็คือ “พระราชบัญญัติการยาสูบ แห่งประเทศไทย” หรือ พ.ร.บ. ยสท.กฎหมายนี้เป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างยิ่ง เพราะสามารถเป็นช่องทางให้บริษัท บุหรี่ข้ามชาติเข้ามาแทรกแซงนโยบาย การควบคุมยาสูบของไทยได้ เป็นที่ทราบกันดีว่า ยาสูบก่อให้เกิดผลเสีย ทางเศรษฐกิจและสังคมทั้งต่อตัวผู้สูบเอง และต่อประเทศชาติ ทั้งองค์การอนามัยโลก และธนาคารโลกจึงชี้แนะให้ประเทศต่างๆให้ความสำคัญกับการควบคุมยาสูบอย่าง จริงจัง พ.ร.บ. ยสท. จะส่งผลกระทบต่อ การควบคุมยาสูบของประเทศอย่างมาก เพราะเปิดช่องให้บริษัทบุหรี่ข้ามชาติ และเอกชนเข้ามาลงทุนหรือมีส่วนร่วม ในการผลิตกับภาครัฐได้ ซึ่งนอกจาก ไม่สอดคล้องกับหลักการของกฎหมาย บุหรี่โลกหรือWHO FCTC ที่ประเทศเรา เป็นสมาชิกแล้ว ยังจะส่งผลกระทบ อย่างมากต่อนโยบายการควบคุมยาสูบ ของประเทศด้วย จากประสบการณ์ที่ผ่านมาใน หลายประเทศที่มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจยาสูบ บริษัทบุหรี่ข้ามชาติอาจเริ่มด้วยการเสนอให้ รับจ้างผลิต ต่อมาขยับขยายเป็นการลงทุน ร่วมกันในลักษณะกิจการร่วมค้า (joint venture)และในที่สุดก็เข้าครอบครองกิจการ ทั้งหมด พ.ร.บ.ยสท.ที่กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ เร่งรีบผลักดันให้ออกมาเป็นกฎหมายไป เรียบร้อยเมื่อเร็วๆ นี้ได้เปิดช่องการร่วม ลงทุนไว้โดยไม่ฟังเสียงทัดทานจากภาค ประชาสังคมและกลุ่มนักวิชาการที่ไม่มี ผลประโยชน์ใดๆ ยิ่งมามีข่าวเมื่อเร็วๆนี้ ด้วยว่าโรงงานยาสูบ ถังแตกพวกเราที่อยู่ ในภาคประชาสังคมยิ่งเป็นห่วงนโยบาย การควบคุมยาสูบของประเทศที่อาจถูก แทรกแซงโดยบริษัทบุหรี่ข้ามชาติ และ จะเฝ้าติดตามดูกันต่อไปว่าอนาคตของ ยสท. จะเป็นอย่างไร จึงเป็นเรื่องที่สังคมต้องจับตามอง ว่ากฎหมายใหม่นี้จะเปิดช่องให้บริษัท บุหรี่ข้ามชาติหรือเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ในการผลิตและแทรกแซงนโยบายการ ควบคุมยาสูบของประเทศหรือไม่






