ไม่เพียงเผชิญปัญหาภายนอกที่ ส่งผลกระทบต่อความอบอุ่นของ ครอบครัว แต่เวลานี้หลายบ้านใน ประเทศไทยยังถูกท้าทายด้วยสถานการณ์ ความรุนแรงภายในบ้าน ทั้งการทะเลาะ เบาะแว้ง ทำร้ายร่างกายและจิตใจแต่ยังมีอีกหนึ่งทางออกที่ช่วยเปลี่ยน ปัญหานี้ได้ นั่นคือ “การสื่อสารเชิงบวก”
“ด้วยบุคลิกคนใต้เป็นคนพูดเร็วพูด แรงห้วนๆหน้าตาก็ดุ เด็กจะไม่ค่อยกล้าคุย กับพ่อแม่ผู้ปกครอง ซึ่งลึกๆ แล้วเขาก็ รักกันเป็นห่วงกันนะ” วรวุฒิ ไขแสง นักพัฒนาสังคม ของจังหวัดตรังถ่ายทอด ภาพสะท้อนอันเป็นจุดเริ่มต้นของการ ทำงานภายใต้โครงกำรพัฒนำนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนงำนครอบครัวอบอุ่น ที่เกิดจากความร่วมมืองานด้านเด็ก เยาวชนและครอบครัว ของสำนักสนับสนุน สุขภาวะเด็กเยาวชนและครอบครัว (สำนัก 4) สำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) และภาคี เครือข่าย สมาคมครอบครัวศึกษาแห่ง ประเทศไทย ซึ่งตั้งเป้าหมายร่วมกันผลักดัน และพัฒนาครอบครัวอบอุ่นให้มากขึ้นใน ประเทศไทย
สิริรส กิ้มเฉี้ยง ผู้อำนวยการ กองสวัสดิการสังคม ต.บางรักอ.เมืองจ.ตรัง อีกหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญเล่าถึง การทำงานว่า
“เริ่มจากเรามีการรวบรวมปัญหาจาก ภาคีเครือข่าย จนตกผลึกว่าจะทำอย่างไร ที่จะหาตัวชี้วัดเรื่องสัมพันธภาพ เมื่อตั้งธงเสร็จปั๊บก็เลือกปัญหาโดย คิดจากบริบทชุมชนและข้อมูลที่ได้มา พัฒนาเป็นกิจกรรม”โดยผลจากการสำรวจข้อมูลในพื้นที่ ทำให้ได้พบข้อมูลจริงเกี่ยวกับเรื่องที่เป็น ปัญหาร้อนและปัญหาหลักสำคัญที่ต้องเร่ง ดำเนินการแก้ไข นั่นคือเรื่อง “การสื่อสาร เชิงบวก”
เรื่องที่ไม่เคยพูดถึง
“พวกเราเลือกเล่นใหญ่เลย คือเรา อยากพูดเรื่องเพศ” วรวุฒิ เอ่ยถึงหัวข้อที่ พวกเขาหยิบยกมาคุยกับชุมชนหลังเกิดการ Brainstorm แล้ว โดยให้เหตุผลว่า เรื่องนี้ ยากที่สุด แต่ก็เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด หากที่ ผ่านมากลับไม่ค่อยมีใครกล้าพูดถึงประเด็นนี้ “คือถ้ำคุยเรื่องเพศได้ล่ะก็ เรื่องอื่นก็คุยได้หมด”
แต่คำวาเพศไม่ได้จำกัดแต่เฉพาะเรื่อง ของ“เพศสัมพันธ์”อย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะ “เพศ” มีความเกี่ยวข้องกับทุกเรื่องตั้งแต่อาชีพ ศาสนา สุขภาพ วิถีของสังคม ประเพณี วัฒนธรรม ไปจนถึงพัฒนาการ ทางเพศหรือธรรมชาติมนุษย์ ฯลฯ
“พอเรามีเรื่องจะคุยเราก็ต้องให้ความ รู้กับเขาว่าสิ่งไหนคือพัฒนาการทางเพศ สิ่งไหนคือพฤติกรรม เพื่อช่วยเขาทบทวน และให้เขารู้จักบทบาทหน้าที่เป็นอันดับแรก” ศิริรส เสริม
“เรื่องจริงที่ต้องยอมรับคือคนเรา ห้ามไม่ให้มีพัฒนาการทางเพศไม่ได้ แต่เราควบคุมพฤติกรรมได้ ดังนั้นจึงต้อง สร้างกิจกรรมเพื่อแยกแยะให้ทุกคนได้เห็น” เชาวลิต หาญกิจ ผู้ช่วยนักวิเคราะห์ นโยบายและแผน ทำหน้าที่เล่าถึง การทำงาน
“เราเลยตั้งคำถามกับเขาว่า พ่อแม่ หรือผู้ปกครองไม่ชอบพฤติกรรมอะไรของ วัยรุ่นเวลาที่เด็กทำ แน่นอนว่ามีทั้งเรื่องเด็ก แวนซ์แต่งตัวไม่สุภาพ นุ่งสั้น พูดไม่ดีกับ พ่อแม่ เล่นเกม สูบบุหรี่ กินเหล้า กลับบ้าน ช้าทีนี้อีกคำถามต่อมาที่เราอยากกระตุกใจ เขาคือ ถ้าเขาย้อนไปสมัยตอนที่เป็นวัยรุ่น เขาเองมีพฤติกรรมหรือทำอะไรบ้าง หรือว่า เห็นคนอื่นทำ แล้วคิดว่าพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ ต้องไม่ชอบแน่ แต่หากสังเกตจะรู้ว่าปัญหา เหล่านี้ที่ผู้ใหญ่ไม่ชอบแทบไม่แตกต่างกัน กับปัญหาของเด็กวัยรุ่นทุกยุคที่ผ่านมานั่น แสดงว่าปัญหาไม่ได้เปลี่ยน แต่วัฒนธรรม ที่เปลี่ยน ผู้ใหญ่ควรมองว่าเด็กไม่ใช่ ปัญหาแล้วแต่ต้องมองว่าเด็กเขากำลัง เผชิญปัญหา”
เมื่อประสบการณ์ชีวิตลูกยังไม่พอ บทบาทหน้าที่ของพ่อแม่ผู้ปกครองก็คือจะเตรียมการอย่างไรให้เขาเดินผ่าน ตรงนั้นมาได้ด้วยความปลอดภัย และเป็นอนาคตของชาติต่อไป คำถามดังกล่าว ถูกนำมาเชื่อมโยงสู่กิจกรรมต่อไป นั่นคือ การสื่อสารเชิงบวกในชื่อว่า“ทำอย่างนี้ กับลูกก่อนไหม”
(อย่า) ตัดขาดกับลูกด้วยคำตำหนิ
“มีใครเคยพูดอย่างนี้กับลูกไหม” วรวุฒิ เริ่มเปิดประเด็นใหม่อีกครั้ง ความจริงคำถามดังกล่าวนี้ เป็นส่วนหนึ่ง ของกระบวนการที่เกิดขึ้นในกิจกรรมที่ชื่อว่า “ย้อนรอยวัยรุ่น”
วรวุฒิยกตัวอย่างคำถามชวนตัด สัมพันธ์ที่หลายคนฟังแล้วอาจสะอึกไม่ว่า จะเป็น “ทำไมกลับบ้านช้า” “ป่านนี้ทำไม เพิ่งกลับ”หรือ“ถ้ำเกิดปัญหาขึ้นมา ก็อย่ามาให้พ่อแม่แก้แล้วกัน”
“จริงๆ แล้วทุกคนรู้ดีว่าพ่อแม่มักถาม ด้วยความเป็นห่วงแต่ประโยคที่สื่อสาร ออกไปอาจกลายเป็นฟังดูจับผิดเขามากกว่า ความห่วงใยแต่หากเราเปลี่ยนคำพูดให้ดูซอฟท์กว่านี้หน่อยล่ะใส่ความห่วงใยเข้าไปใน วิธีการสื่อสารกับเขาเป็น “ถ้ามีปัญหาขึ้นมา คนที่ต้องแก้ปัญหาให้ลูกคือพ่อแม่นะ”
หรือถ้าเราเปลี่ยนคำพูดที่เราเคยใช้เป็น “กินข้ำวหรือยัง แล้วไปทำอะไรมาบ้าง” เขาอาจกล้าที่จะยอมรับว่าเขาไปไหนมา แล้วอาจเล่าให้เราฟังว่าเขาไปทำอะไรมาเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนห่วงเขา(ลูก) นะแตสิ่งที่ เราสื่อสารออกไปอาจไม่ได้แสดงให้เห็นว่า เราห่วงแต่เป็นตำหนิหรือตักเตือนเขา
”ไม่ใช่แค่ “พ่อแม่กับลูก” แต่กับ “ทกุคน”
วรวุฒิ ยังถ่ายทอดประสบการณ์ตรง ของตัวเอง ถึงสัมพันธภาพระหว่างเขากับ หลานวัยรุ่น
“ผมก็เคยเป็นเมื่อก่อนพอเขากลับ บ้านช้าก็ใช้วิธีคาดโทษไว้ว่ากลับมาต้อง โดนตี หรือมักจะดุว่าเป็นประจำปฏิกิริยา ตอบกลับโดยตรงของเขาคือเดินขึ้นห้อง ไม่พูดคุยกับเรา
พอเรามาทำงานตรงนี้ก็เริ่มคิดว่าต้องเปลี่ยนที่ตัวเองก่อน เราเริ่มคิด คำพูดใหม่เปลี่ยนเป็นถามเขาว่า“วันนี้เรียน เป็นยังไง” “เรียนเหนื่อยไหม กินข้าว หรือยัง” สิ่งที่เกิดขึ้นคือจากที่เขาเคย เดินหนีเราเปลี่ยนเป็นมานั่งใกล้เรา เล่าให้เราฟังว่า เขาไปทำอะไรมาบ้าง บางทีก็ระบายความรู้สึก เราสัมผัสได้ว่า เขาเริ่มรู้สึกว่าสื่อสารกับเราได้นะ” วรวุฒิเปิดใจ
พวกเขายัง เสนอให้หลายคนลองทบทวน ถึงความแตกต่างของคำว่า “ตักเตือน”กับ“ตำหนิ”ว่าแม้คำจะใกล้เคียงกัน แต่อาจมีเส้นบางๆที่กั้นอยู่เช่นเดียวกับ คำที่เด็กๆอาจอยากให้พ่อแม่แยกให้ออก ระหว่าง “เถียง” กับ “อธิบาย” “ไม่ว่าเราจะเลือกใช้ประโยคที่ดูตำหนิ หรือตักเตือนทุกอย่างมันจะส่งผลในอนาคตนะ เพราะคำตำหนิไม่ใช่คำพูดที่ทำให้เกิดการ สื่อสารสองทาง แต่การใช้ประโยคคำถาม เพื่อตักเตือนแทน เป็นคำถามปลายเปิด ที่ทำให้เกิดการสื่อสารสองทาง เพื่อถาม ผู้ฟังว่ารู้สึกอย่างไรเป็นการเปิดโอกาส ให้เราเป็นผู้ฟังมากขึ้น” เชาวลิต เสริม ความเห็น
“จริงๆมันไม่ใช่เรื่องยากคนเราฟัง ตลอดชีวิตอยู่แล้ว แต่ต้องเปลี่ยนเป็นการ ฟังให้รับรู้ถึงความรู้สึกของคนอีกฝั่งที่ส่ง มาถึงเราเพราะคนในครอบครัวเราไม่ใช่ นักแสดงที่เขาสามารถสื่อสารหรือถ่ายทอด ออกมาให้อีกฝั่งรับรู้ได้ ว่าเขารู้สึกอย่างไรฉะนั้นเราต้องใช้การฟังด้วยหัวใจ”
ศิริรส แนะว่าการฟังด้วยหัวใจ อันดับ แรกเราต้องตั้งเป้าหมายไว้เลยว่าถ้าเราคุย กับลูกเราต้องฟังเขาพูดให้จบก่อน ถ้าจะ พูดต้องเป็นการพูดแบบเสนอแนะ หรือ อาจถามอะไรเพื่อเป็นการเสริม
ที่สำคัญเวลาถามคำถามกับลูก ควรเป็นคำถามปลายเปิดเสมอรวมถึง น้ำเสียงและกิริยาท่าทางต้องเปิดด้วย
กิจกรรมที่เราจัดเราให้ความหมาย ของ “ครอบครัว” ค่อนข้างกว้างนะ คือเรา ดูตั้งแต่ 0-70 ปี ซึ่งสิ่งที่เราเจอกับตัวเองคือแม้แต่คู่สามีภรรยาเรื่องเพศคนส่วน ใหญ่ยังไม่ยอมคุยหรือสื่อสารกัน หรือไม่รู้จะพูดยังไง แต่หลังเขามาเรียนรู้ผ่านกิจกรรม กับเราหลายคนที่เดินกลับมาสารภาพว่า เขาเริ่มสื่อสารกันภายในครอบครัวได้ ยิ่ง หากครอบครัวไหนที่เข้าร่วมทั้งพ่อแม่และ เด็กผลตอบรับจะเห็นได้ชัด ศิริรส เอ่ย
สร้างเครือข่ายการสื่อสาร
ผลจากการถ่ายทอดกิจกรรมนี้ ในเครือข่ายแต่ละพื้นที่ทั้ง 10 แห่งใน จังหวัดตรัง มีการพูดคุยถึงฟีดแบ็คที่ได้รับศริริส กล่าวอย่างภูมิใจว่า ผลลัพธ์ที่ได้ส่วนใหญ่ มีแนวโน้มในเชิงบวก โดยเฉพาะเบื้องต้น “นักพัฒนาครอบครัว” ที่เป็น Change Agent ของเธอกลุ่มนี้ นอกเหนือจากการ เป็นสื่อในการถ่ายทอดสู่ชุมชน บรรดาตัวนักพัฒนาครอบครัวเองก็ยัง “เปลี่ยน”
“หลังกิจกรรม เขาก็มาเล่าให้เราฟัง ตัวอย่างหนึ่งคือกรณีของ “บังดำ” ที่เนื่องจากความเป็นผู้ชายมุสลิมทำให้มี ความเป็นผู้นำในครอบครัวและค่อนข้าง อำนาจ แต่พอเขาได้ฟังสิ่งที่เราถ่ายทอด ให้เขา เขาเริ่มคิด แล้วกลับไปเปลี่ยนตัวเอง ที่บ้าน หรือทีมงานที่ทำงานคนหนึ่ง หลัง กลับไปทำพื้นที่ เขาได้ไปนั่งทบทวนตัวเองทำให้รู้ว่าเมื่อก่อนเขามักใส่อารมณ์กับสามี คิดว่าชั้นทำงานกลับมาเหนื่อยๆแต่พอผ่าน กิจกรรมนี้ เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า เขาผิดเอง ที่แยกแยะไม่ได้ระหว่างงานกับครอบครัว”เชาวลิตบอกเล่า
“เรามองว่านวัตกรรมของเราคือ กระบวนการที่เกิดขึ้น เราแทบไม่ต้องประเมิน เพราะตอนทีเรามาอบรมหลักสูตรนี้เรารู้ลยว่า มันเอาไปใช้ต่อได้แน่นอนเพราะมันขายได้ ด้วยตัวเอง” ศิริรส บอกต่อ
“ในการทำงานเราใช้เรื่องการมีส่วนร่วมตลอด งานตรงนี้ยังทำให้ต่อยอด โชคดีคือ เมื่อครอบครัวเขาโอเคขึ้นเขาก็ไว้ใจเรา รักเราพอเวลาเราขอความร่วมมืออะไร เขาทำเต็มที่ทำให้เกิดโครงการอื่นๆตามมา อีกมากมายอย่างพื้นที่บางรักยังไปของบ จาก สสส. เพิ่มเพื่อนำอบรมเพิ่มให้ คณะทำงานในส่วนอื่น”
“พอเราได้เรื่องคนเราพยายามเสริม ต่อเรื่องวิถีชีวิตคือให้เขาพึ่งพาตัวเองได้ สำหรับในเด็กคือทักษะชีวิตเบื้องต้น ส่วนใน กลุ่มผู้ใหญ่เราอยากสร้างตัวเองให้เข้มแข็ง เหมือนพื้นที่อื่น แต่อย่างไรเราก็ไม่ทิ้งเรื่อง การสื่อสารเชิงบวกนะเพราะเชื่อว่าเป็น เรื่องที่ต้องคุยบ่อยๆ” ศิริรส เอ่ยทิ้งท้าย






