“ตอนที่เขาไม่เมาก็เป็นคนดีนะ แต่พอเมาแล้วก็มีทะเลาะเบาะแว้งตบตี ยิ่งตอนเขาเริ่มดื่มหนักๆ ในช่วง 3-4 ปีหลัง หนักแค่ไหนหรือคะ...กลางวัน 2 ขวด กลางคืน 1 ขวด...กลับเช้าทุกวัน พอดื่มหนักก็เริ่มเสียการงาน ไปไม่ไหวบ้างไม่ทันบ้าง กลับบ้านมาก็ทะเลาะกับทุกคนในครอบครัว เราก็ต้องพยายามเป็นคนกลางให้กับทุกคน” โสรยา ศิริ ผู้เป็นภรรยาของอดีตนักดื่ม พีรภัทร ศิริ ตัวแทนคนเคยเมาจากนครศรีธรรมราช ที่วันนี้เขาตัดสินใจเลิกเหล้าเพื่อลูกย้อนให้ฟังถึงวันที่เธอต้องรับมือกับปัญหา หลังสามีมีชีวิตอยู่กับน้ำเปลี่ยนนิสัยจนกลายเป็นอีกคน
แต่แล้วเรื่องราวมาเกิด “จุดเปลี่ยน” หลังปัญหาครอบครัวลุกลามหนักถึงวิกฤต หลังโสรยาพบว่าลูกสาวคนโตเริ่มมีอาการเซื่องซึม ไม่ค่อยร่าเริง เหมือนคนป่วยไข้ ซึ่งหลังพาไปหาหมอจึงได้รู้ว่าลูกสาวกำลังป่วยเป็นโรคทางใจ เพราะเห็นภาพความรุนแรงทุกครั้งที่พ่อมึนเมา
“เรามีลูกสามคน คนโตเป็นผู้หญิง ส่วนอีกสองคนเป็นผู้ชาย ในบ้านน้องเขมลูกสาวคนโตจะเป็นเด็กค่อนข้างเงียบเรียบร้อย มีอะไรก็ไม่ค่อยชอบแสดงออก เราก็ไม่รู้ว่าเขาเก็บเอาไว้ จนเราไปเจอสมุดบันทึกที่เขาเขียนระบายว่า เขาอยากอยู่คนเดียว อยากให้พ่อแม่พี่น้องหายไป ไม่อยากเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันอีกแล้ว เราก็เอาไปให้สามีดูว่าลูกรู้สึกแบบนี้นะ” โสรยาเอ่ยเสียงเครือ
เมื่อผู้เป็นพ่ออย่างพีรภัทรได้รับรู้เรื่องราวความทุกข์ใจของลูกสาววัย 8 ขวบ จึงรู้สึกผิดที่ตนเองคือสาเหตุที่ทำให้ครอบครัวไม่มีความสุข เขาจึงตัดสินใจลุกขึ้นมาประกาศตัว ว่าจะเดินห่างแยกจากวิถีน้ำเมา และเขาก็ทำสำเร็จได้ในวันนี้
โสรยาเล่าต่อว่าหนึ่งในแรงขับเคลื่อนคนสำคัญที่ทำให้พีรภัทรสามารถเลิกเหล้าได้ ก็คือ ลูกชายคนกลางที่เป็นเสมือน “พลังมด” ตัวน้อย ที่มักให้กำลังใจกับผู้เป็นพ่อเสมอ
“ทุกวันนี้สามีก็พยายามปรับตัวดีขึ้น ค่อยๆ ลดการดื่มเหล้า จนเข้าพรรษาปีนี้เขางดดื่มได้แล้ว ส่วนหนึ่งเพราะลูกชายคนกลางเขาพยายามพูดกระตุ้นบ้าง ให้กำลังใจกับสามีมาตลอด
ลูกเขาจะถามว่าพ่อรักลูกไหม ระหว่างเหล้ากับลูกพ่อรักใครมากกว่ากัน เขาจะชวนพ่อคุย เราเองก็ให้กำลังใจเขาเสมอ พอดีเราได้คุณหมอพิชัย ที่สถานีอนามัยก็มาช่วยชักชวนให้เข้าร่วมโครงการเพื่อบำบัดอาการติดเหล้าควบคู่ไปกับการลดปริมาณการดื่มลงเรื่อยมา”
ผลจากความพยายามปรับตัว ทุกวันนี้ พีรภัทรกลายเป็นผู้นำครอบครัวที่อบอุ่น เขาเริ่มเข้าหาลูกมากขึ้น ตอนเย็นกลับมาก็มักพูดคุยหรือเล่นกับลูกจากที่เมื่อก่อนไม่เคยทำ โสรยาเล่าด้วยรอยยิ้มอิ่มใจว่า ทุกวันนี้สถานการณ์ในบ้านก็เลยดีขึ้นมาก ภาวะทางจิตใจของลูกสาวก็ดีขึ้นจนแทบเป็นปกติ
เรื่องเล่าในวันไม่มีเหล้าของพีรภัทรและโสรยา เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างจากหลากหลากครอบครัวทั่วไทย ที่ชี้ชัดว่า “ครอบครัวและคนใกล้ชิด” เป็นอีกปัจจัยที่มีบทบาทสำคัญในการ ชวน ช่วย เชียร์ ให้นักดื่มตระหนักได้มากขึ้นและลดเหล้าได้ผลจริง
ซึ่งแนวคิดดังกล่าวกำลังนำมาสู่การจัดกิจกรรม พลังมดชวนคนเลิกเหล้า ธีมหลักของการจัดงานงดเหล้าเข้าพรรษาในปีนี้
พลังมดงาน
อาจกล่าวได้ว่าเทศกาลเข้าพรรษา ถือเป็นเวลาทองของการรณรงค์งดเหล้าอย่างแท้จริง เพราะมีทุนวัฒนธรรมทางศาสนา จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นในการขับเคลื่อนงานงดเหล้าอย่างจริงจังของการผนึกกำลังร่วมกันระหว่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และภาคีเครือข่ายที่ร่วมขับเคลื่อน เพื่อแสดงพลังกระเพื่อมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคมให้กระจายไปในวงกว้าง มาตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน หนึ่งในผลสำเร็จที่เห็นในวันนี้ คือทำให้เกิดเครือข่ายงดเหล้าในทุกจังหวัดของประเทศไทย
ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. ถือเป็นหนึ่งในองค์กรที่ผลักดันเรื่องการรณรงค์งดเหล้าเป็นลำดับแรกๆ ซึ่งกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา กิจกรรมรวมพลังชวนคนงดเหล้าที่ถูกรณรงค์ปลุกกระแสสังคมมาตลอด อย่างกิจกรรมงดเหล้าเข้าพรรษาถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่รณรงค์ให้คนหันมา ลด ละ เลิกการดื่มสุราและแอลกอฮอล์ให้สำเร็จในช่วง 3 เดือน
โดยผลจากความพยายามต่อเนื่องของการทำงานร่วมกับเครือข่ายภาคี ทำให้จากการจัดกิจกรรมในปีแรกที่มีเพียง 19% มาปี 2560 สามารถทำให้คนงดได้ครบพรรษาเพิ่มขึ้น 60% หรือ 8 ล้านคน จากในระยะแรกๆ ที่มีเพียง 40% ทั้งยังขยายผลเกิดเป็นเครือข่ายคนหัวใจหิน (เลิกครบ 3 เดือน) คนหัวใจเหล็ก (เลิกครบ 1 ปี) และคนหัวใจเพชร (เลิกเหล้าตลอดชีวิต) ที่ชวนคนลด ละ เลิก ประหยัดค่าใช้จ่ายประเทศไปถึงปีละประมาณ 11,243 ล้านบาท ผลของกิจกรรมจากปีที่แล้วจึงคาดว่าจะมีคนตั้งใจงดเหล้าเข้าพรรษาในปี 2561 นี้ถึง 94.1%
สำหรับในปีนี้ กิจกรรมยังมีการต่อยอดแนวคิดการทำงานที่แตกต่างออกไป เพราะได้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “พลังมด...ชวนงดเหล้าครบพรรษา”
ซึ่งผู้จัดการ สสส. ยังขยายความว่า “พลังมด” คือการสะท้อนการรวมพลังของคนตัวเล็กตัวน้อยจากทุกภาคส่วนในสังคมที่กำลังประสานกำลังต่อสู้กับเรื่องใหญ่ในสังคม ด้วยการ ‘ชวน ช่วย เชียร์’ ชวนคนรอบข้าง ครอบครัว ชุมชน มาช่วยส่งกำลังใจและเชียร์ให้คนที่ตั้งใจจะ ลด ละ เลิกดื่ม ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาปีนี้ให้สำเร็จ ถือเป็นการทำความดี ด้วยการงดเหล้า ลดอบายมุข
“เกือบ 20 ปีที่ผ่านมาของการดำเนินงานก่อให้เกิดภาคีเครือข่ายที่เป็นพระเอกนางเอกเข้ามาร่วมขับเคลื่อนเพิ่มขึ้นมากมายในทุกระดับ เกิดพื้นที่ต้นแบบในท้องถิ่น เช่น ต.เสียว จ.ศรีสะเกษ ที่ทั้ง 17 หมู่บ้านพร้อมใจกันไม่ขายเหล้าและไม่ให้ดื่มในตำบล มีคนสมัครใจเลิกเหล้าตลอดชีวิตถึง 20 คน ประหยัดค่าใช้จ่ายจากการซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปกว่า 7 แสนบาท เกิดเป็นกติกาชุมชนและนโยบายระดับอำเภอด้วยการเชิญชวนนายอำเภอทั้ง 155 อำเภอทั่วประเทศเป็นนักรณรงค์ ชวนจัดงานบุญปลอดเหล้า เกิดเครือข่ายคนต้นแบบคนหัวใจหินสู่คนหัวใจเพชร จากแค่เพียงงดเหล้าในช่วงเข้าพรรษา สู่การงดเหล้าหลังออกพรรษา และตั้งใจงดไปตลอดชีวิต”
พลังมด “รุ่นใหม่”
เข้าพรรษาปีนี้ ยังเกิดอีกหนึ่ง “พลังมดคนรุ่นใหม่” ที่กำลังกลายเป็นแนวร่วมสำคัญของการรณรงค์เลิกเหล้า ดช.วุฒิชัย ผาหลัก หรือน้องมิ๊ก นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รร.ปทุมคงคา ที่กำลังโด่งดังในโลกโซเชียลด้วยการร้องแร็พชวนคนงดเหล้า ที่กำลังสร้างความตระหนักเตือนใจผ่านเสียงเพลงสนุกๆ เพื่อชักชวนใจให้คนห่างจากเหล้า โดยเมื่ออาจารย์ได้นำไปเผยแพร่ลงโซเชียลมีเดียและได้รับกระแสตอบรับที่ดี จนมียอดชมถึง 3 แสนวิวในปัจจุบัน
“ผมได้แรงบันดาลใจจากการที่ รร.ให้เข้าร่วมกิจกรรมให้ความรู้เรื่องเหล้า และเปิดวิดีโอให้ผมดู ผมเห็นเด็กๆ ที่ส่งจดหมายเข้ามาเล่าเรื่องพ่อแม่ดื่มเหล้าและอยากให้เลิกดื่ม ส่วนตัวผมเองก็เคยมีผู้ใหญ่ในบ้านที่ดื่ม เราก็เคยขอร้องให้เขาเลิกดื่ม เขาก็ค่อยๆ ลดลง เราก็เลยอยากใช้ความสามารถที่ผมมีมาเป็นสื่อกลางเพื่อทำให้คนหันมาสนใจ โดยเราสอดแทรกแนวคิดต่างๆ ไป”
น้องมิ๊กเล่าวว่าการแต่งเพลงแรพเป็นสิ่งที่ชอบและทำได้ จึงมองว่าถ้านำความสามาถที่มีมาทำประโยชน์เพื่อสังคมได้ก็จะยิ่งมีความสุขมากขึ้น
“ตอนนี้ผมยังได้แต่งเพลงแร๊พพิเศษขึ้นเพื่อเตือนสติเด็กและเยาวชนที่อยู่ในวัยอยากรู้อยากลองให้ตระหนักถึงพิษร้ายจากสุรา”
แรงใจใกล้ปลายจมูก
“ลูกจะเป็นพลังสำคัญที่มีผลต่อการเลิกได้สำเร็จสูงมาก”
ธีระ วัชรปราณี ตัวแทนจากเครือข่ายสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) บอกเล่า
“คนที่ดื่มเหล้าส่วนใหญ่มีแรงจูงใจ ทั้งจากการดื่มเพื่อเข้าสังคม ดื่มกับเพื่อนฝูง คนใกล้ชิด คนที่ทำงาน ขณะที่อีกสาเหตุมาจากต้องการดื่มเพื่อลืมปัญหา ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ความไม่เป็นธรรมในสังคม แต่ทั้งที่ความจริงแล้ว ทุกคนรู้ดีว่าการดื่มนั้นไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้นได้เลย แถมแอลกอฮอล์ยังเป็นสารเสพติดซึ่งมีสารเคมีที่เป็นพิษต่อร่างกายเพิ่มขึ้น ดังนั้นทางออกของการแก้ปัญหาคือการหันหน้ามาคุยกัน”
ดังนั้น สสส. และ สคล. จึงนำแนวคิดนี้มาสร้างเทคนิคชวนคนเลิกเหล้าขึ้น
“อย่างที่รู้ว่าพ่อแม่ปู่ย่าตายายจะรักลูก เราจึงเคยริเริ่มโครงการลูกขอพ่อแม่เลิกเหล้า จึงได้พบว่าคนใกล้ตัวเป็นปัจจัยเสริมที่ช่วยสร้างกำลังใจได้ ที่สำคัญ หลายคนสามารถเลิกดื่มได้โดยวิธีการหักดิบด้วยตัวเอง
“ซึ่งไม่ว่าจะเป็นกำลังใจจากลูก สามี ภรรยา พ่อแม่ เพื่อนในห้องเรียน เพื่อนที่ทำงาน เพื่อนร่วมชุมชน หรือแม้กระทั่งแกนนำจากภาคส่วนต่างๆ ในแต่ละพื้นที่ ทุกคนคือ “พลังมด” ของงานนี้” ธีระเอ่ยย้ำ
โดยธีระยังเอ่ยต่อถึงการทำงานของเครือข่ายฯ ที่ผ่านมาว่า ปี 2560 เป็นปีที่งานขับเคลื่อนประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรมมากที่สุด เพราะหากมองย้อนไปสิบกว่าปีก่อนของการทำงานรณรงค์สถิติคนดื่มก็ยังคงที่ แต่ปี 2560 ที่ผ่านมาเป็นปีแรกที่เราพบว่ามีสถิตินักดื่มเริ่มลดลงจาก 17 ล้านคน เหลือ 15 ล้านคน
“ที่ผ่านมาถ้าเทียบกับประเทศในอาเซียน ประเทศไทยเคยครองแชมป์มีประชากรน้ำเมามากที่สุด แต่ในปีนี้ราตกมาอยู่อันดับสองเท่ากับเวียดนาม ทำให้เราเชื่อว่าถ้าเรามีมาตรการที่ชัดเจนมากขึ้นก็จะทำให้สถิตินักดื่มลดลงเหมือนคนเลิกบุหรี่”
ส่วนเคล็ดลับนั้น เขาบอกต่อว่า หลังทำงานรณรงค์ให้คนเลิกเหล้ามาตลอด 16 ปี มีบทพิสูจน์หลายกรณีศึกษาต่างชี้ชัดว่า “งานชวนคนงดเหล้า” จะสำเร็จได้ ต้องมี “คนใกล้ตัว” ที่เป็นเสมือน “พลังมด” ธรรมดา แต่สามารถสร้างความสำเร็จหรือความเปลี่ยนแปลงโลกได้โดยไม่จำเป็นต้องมีพลังพิเศษหรือเป็นฮีโร่ที่ยิ่งใหญ่
ขอเพียงเราทุกคนต่างมี “ใจ” ที่ตั้งมั่น เป็นหนึ่ง “ใจ” ที่กล้าจะลุกขึ้นมา “เปลี่ยน” และมีส่วนช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับคนรอบตัว หรือคนที่เรารัก เพื่อการสร้างคนเลิกเหล้าได้ครบทั้งพรรษา ตลอด 3 เดือนนี้






