-
ว่ากันว่า หากเราอยากจะ “เปลี่ยนประเทศไทย” ไปสู่ ไทยแลนด์ 4.0 ได้จริง สิ่งสำคัญอันดับแรก คือจะต้องเปลี่ยนคนในชาติเสียก่อน
ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างญี่ปุ่น มาเลเซีย หรือสิงคโปร์ กำลังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน พวกเขาได้แข่งกันสร้างคุณลักษณะพึงประสงค์
เช่น คนญี่ปุ่นมีระเบียบวินัย และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ขณะที่มาเลเซีย ได้กำหนดคุณลักษณะของคนในชาติไว้ใน “พิมพ์เขียวยุทธศาสตร์ชาติมาเลเซีย” หรือ Malaysia Blueprint กำหนดวิสัยทัศน์ 2020 ไว้ว่า ต้องเสริมสร้างความสามัคคีคนในชาติ และความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและเป็นระบบ เช่นเดียวกับสิงคโปร์ ที่กำหนดคุณลักษณะของคนในชาติในแผนการศึกษาชาติไว้ว่า “โรงเรียนนักคิด ชาติแห่งการเรียนรู้”
ลองหันมองกลับมาที่ประเทศไทย เมื่อวันนี้รัฐบาลตั้งเป้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติให้ก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 “คุณภาพของคนในชาติ” จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องบ่มเพาะ
ที่สำคัญ วินัย คุณธรรม และจริยธรรมของคนในชาติ คือส่วนสำคัญที่จะฝ่าวงล้อมวิกฤติที่เกิดขึ้นได้ในระยะยาว ดังนั้น ก้าวแรกก่อนจะเป็น “คนไทย 4.0” ในอีก 20 ปีข้างหน้า
ก้าวสำคัญที่เราอาจต้องเริ่ม คือการปรับไมนด์เซ็ต (Mind Set) คนไทยกันเสียใหม่ เพื่อให้เป็น “คนไทย” ที่มี “คุณธรรม 4.0” กันตั้งแต่วันนี้
“คุณธรรม” วิกฤตในสังคมไทย
เมื่อการสร้างคนของประเทศให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ คืออีกหมุดหมายการขับเคลื่อนและมิชชั่นสำคัญของรัฐในวันนี้ ทุกฝ่ายจึงร่วมกันกลั่นกรองผ่าน และร่างยุทธศาสตร์ ไปจนถึงวางแผนกระบวนการจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในสังคม รวมถึงผ่านการวิจัยกับกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ นำมาสู่การวางเป้าหมายพัฒนาให้คนไทยมีคุณธรรม ภายใต้การกำหนดคุณธรรมที่พึงประสงค์ 5 ประการ ได้แก่ “ความพอเพียง มีวินัย สุจริต จิตอาสา และรับผิดชอบ”
ซึ่งที่มาของการคัดเลือก 5 หัวข้อดังกล่าว ส่วนหนึ่งจากการสำรวจความคิดเห็นสถานการณ์คุณธรรมของสังคมไทย โดยศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ร่วมกับศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เมื่อวันที่ 1-20 สิงหาคม 2559 กับจำนวน 2,166 คน พบว่า
ปัญหาวิกฤตด้านคุณธรรมที่มีความรุนแรงในสังคมไทย อันดับ 1 คือ ปัญหาความซื่อสัตย์ สุจริต การทุจริตคอรัปชั่น ร้อยละ 20.73 อันดับ 2 ปัญหาขาดความสามัคคี เกิดความขัดแย้งในสังคม ร้อยละ 19.3 อันดับ 3 ปัญหาจิตสำนึกสาธารณะ ขาดความรับผิดชอบต่อสังคมเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ร้อยละ 14.69อันดับ 4 ปัญหาขาดระเบียบวินัย ไม่เคารพกติกา กฎหมาย ร้อยละ12.51 สำหรับคุณธรรมที่เยาวชนไทยควรได้รับการปลูกฝัง 5 อันดับพบว่า ร้อยละ 76.59 เป็นเรื่องระเบียบวินัยมากที่สุด รองลงมาร้อยละ 75.35 ความซื่อสัตย์ สุจริต ร้อยละ 57.94 น้ำใจ/เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ร้อยละ 52.82 ความกตัญญูกตเวที และร้อยละ 47.51 ความขยันหมั่นเพียร
ผลการสำรวจเหล่านี้สอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อนเพื่อสร้างกระบวนทัศน์และหลักคิดใหม่ของคนไทยโดยสร้างคุณลักษณะพึ่งประสงค์ 5 ข้อ รวมถึงนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน
ปั้น Change Agent รุ่นใหม่
ระหว่างที่ฝ่ายนโยบายกำลังเดินหน้ากับยุทธศาสตร์สร้างคน พร้อมๆ กันนั้นก็ยังเดินหน้าสู่ภาคปฏิบัติจริง ผ่านกิจกรรมนำร่องครั้งแรก กับ “ค่ายเยาวชนปิดเทอมสร้างสรรค์ ตอน เปิดกล่องแห่งการเรียนรู้ ผู้นำคุณธรรม 4.0”
เวิร์คช็อปดังกล่าว จัดขึ้นสำหรับกลุ่ม Change Agent รุ่นเยาว์ โดยเลือกตัวแทนของสภาเด็กและเยาวชน 70 จังหวัด และแกนนำเยาวชนจาก 4 ภูมิภาค เพราะหลายฝ่ายมองว่า งานนี้จะได้ผลดีที่สุด อาจต้องเริ่มต้นที่กลุ่ม “เยาวชน” ที่จะก้าวเป็นผู้นำคุณธรรม 4.0 เป้าหมายแรก ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) และสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย จัดขึ้นที่บ้านผู้หว่าน จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา
ในฐานะผู้ใหญ่ฝ่ายนโยบาย สุทธิ จันทรวงษ์ รองอธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน บอกเล่าถึงที่มาของกิจกรรมว่า คุณลักษณะของคนในประเทศที่มีวินัย คุณธรรม จริยธรรม จะมีส่วนสำคัญที่จะฝ่าวงล้อมวิกฤติที่เกิดขึ้นได้ จึงวางเป้าหมายพัฒนาให้คนไทยมีคุณธรรมที่พึงประสงค์ 5 ประการ โดยคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายจากเครือข่ายสภาเด็กและเยาวชน และแกนนำกลุ่มเยาวชน ถือเป็นการต่อยอดขับเคลื่อนการทำงานอย่างเป็นรูปธรรมในการสร้างผู้นำในสภาเด็กและเยาวชน เพราะเชื่อในพลังของเด็กเยาวชนคนรุ่นใหม่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ หรือเป็น Change Agent ที่สำคัญ
“เรื่องนี้เป็นภารกิจยาว ที่ต้องใช้การทำงานความร่วมมือกันของหลายหน่วยงานช่วยกันขับเคลื่อน” ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวถึงกิจกรรมดังกล่าว
โดยเอ่ยต่อว่าการเปลี่ยน(พฤติกรรม) คนในประเทศต้องเข้าไปเปลี่ยนที่กระบวนการเรียนรู้ ระบบการศึกษา การเรียนรู้ นโยบาย กฎหมาย ไปจนถึงหน่วยเล็กที่สุดคือครอบครัว ซึ่งกิจกรรมนี้ไม่ได้เพียงมุ่งหวังการสร้างความเปลี่ยนแปลงคุณธรรม 4.0 ให้เห็นผลในกลุ่มเครือข่ายเยาวชน แต่ยังเป็นการส่งเสริมการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ในช่วงปิดเทอมอีกด้วย
“เรามองว่าเด็กยุคนี้มีปัญหาเยอะ การที่เขามีพื้นฐานในเรื่องความคิด มีคุณธรรมศีลธรรมประจำใจที่ดีมันก็นำไปสู่อนาคตที่ดีกว่าของทั้งตัวเขาเองและประเทศชาติ ซึ่งในตัวเนื้องาน สสส.ช่วยผลักดันหลายส่วน ทั้งส่วนนโยบาย และเรากำลังทำเรื่องข้อมูลวิชาการมาเสริม นอกจากนี้ เรามีภาคีเครือข่ายเยอะที่ทำงานภาคสังคมด้านนี้ จึงมองว่าน่าจะผนวกนำทั้ง 5 ตัวนี้เข้าไปในแผนงานด้วย รวมถึงในการสื่อสาร รณรงค์และประชาสัมพันธ์ ที่เป็นจุดแข็งของ สสส. ซึ่งเรามองว่ากิจกรรมในกลุ่มเด็กที่เราทำเวิร์คช็อปต่างๆ จะนำมาสื่อสารต่อยอด เพราะเราจะปลุกระดมพลังสังคมต่อไป”
เมล็ดพันธุ์คุณธรรม
หากอยากรู้ว่า Change Agent กลุ่มนี้ไฟแรงแค่ไหน ลองมาฟังหนึ่งในตัวแทนที่เอ่ยว่าจะนำแนวคิดและรูปแบบที่ได้จากค่ายจะเป็นตัวอย่างกิจกรรมไปขยายผลต่อกัน ศตวรรษ จันทร์รักษ์ หรือ ก๊อต รองประธานสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดพัทลุง บอกเล่าถึงเป้าหมายการเข้าค่ายเที่ยวนี้ เขาคาดหวังว่าจะได้ความรู้ใหม่ๆ ที่ไม่เคยรู้ แล้วจะนำไปถ่ายทอดในพื้นที่ตามวัตถุประสงค์
“สนใจเรื่องความซื่อสัตย์ เพราะมองว่าเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ในระดับบุคคล ที่ควรทำตั้งแต่เด็ก ผมมองว่าคุณธรรม คือจิตสำนึก การคิดดี สร้างสรรค์ ไม่เห็นประโยชน์ส่วนตัว มันเป็นหลักพื้นฐานที่คนเราต้องมีตลอด”
ก็อตเล่าว่า ปัญหาที่เขาอยากเปลี่ยนแปลงในชุมชนมากที่สุด คือปัญหาด้านครอบครัว เนื่องจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ได้ทำให้พฤติกรรมการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่ในชุมชนเปลี่ยนตาม
“ทุกวันนี้พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่สนใจเด็ก เล่นการพนัน กินเหล้าสูบบุหรี่ ปล่อยให้เด็กอยู่กับมือถือ หัดขี่มอเตอร์ไซค์ตั้งแต่สิบกว่าขวบ เสพสื่อไม่สร้างสรรค์ แต่ผมอยากให้ชุมชนกลับมาน่าอยู่เหมือนเมื่อก่อน ผมเคยปั่นจักรยานไปเล่นน้ำกัน ซึ่งเรารู้ว่าคนเดียวคงเปลี่ยนไม่ได้ แต่เชื่อว่าสามารถเป็นต้นแบบที่ดีให้กับเยาวชนในสังคม ที่หากมีมากขึ้นก็จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้”
จากเด็กที่อยู่มุมเล็กๆ สังคมที่ไม่เคยคิดอะไร ก็อตเปลี่ยนตัวเองเป็นเด็กที่ทำเพื่อส่วนรวม ก็อตกลายเป็นเยาวชนที่ชอบการเข้าค่ายกิจกรรม เพราะมองว่าการฝึกที่ไม่มีในห้องเรียน เขาทำงานตรงนี้เข้าปีที่ 5 แล้ว
“ก่อนหน้านี้เราไม่กล้าพูด แสดงออก แต่ตรงนี้มีเวทีให้เราได้ทำกิจกรรม มันซึมซับเข้ามาเรื่อยๆ บางครั้งเราเห็นอะไรที่ไม่ถูกต้อง เราไม่ดูดายพยายามเข้าไปช่วยเหลือ มันพัฒนาศักยภาพของตัวเอง และโอกาสที่เราไม่ได้รับ”
อีกหนึ่งเสียงสะท้อนจาก “แบม” กชกร รุ่งสว่าง สาวน้อยประธานสภาเด็กและเยาวชน จังหวัดนครนายก เป็นอีกหนึ่งคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่เชื่อว่าคุณธรรมสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้
“ที่ชอบโครงการนี้ เพราะคุณธรรม 4-5 เรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่เราคิดอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญคือเราจะเริ่มต้นหรือฝังเข้าไปในกลุ่มเพื่อนๆ น้องๆ เยาวชนของเรายังไงให้เขามีจิตสำนึกเรื่องเหล่านี้”
พอมีโอกาสร่วมกิจกรรมครั้งนี้ แบมเล่าว่าพยายามรูปแบบกิจกรรมแต่ละอย่างที่เขาถ่ายทอดให้ เพื่อนำไปใช้ต่อในกิจกรรมที่จะทำกับชุมชน
“ถ้าอันไหนที่เรามองว่า เออ มันน่าสนใจ โดนใจและเข้าถึงง่าย ก็จะเอาอันนั้นไปทำต่อยอด แบมว่าสำหรับเด็กแล้วเรื่องสำคัญที่สุดคือการเล่น แม้แต่การถ่ายทอด ถ้าเราสอนวิชาการสำหรับเด็กแล้วมันดูน่าเบื่อไงคะ จากประสบการณ์ของตัวเอง เวลาทำกิจกรรมเราจะไม่ให้น้องจด ทุกอย่างเกิดจากเรียนรู้และจดจำกันไปเอง เพราะถ้าเราทำกิจกรรมแล้วสอดแทรกอะไรเข้าไปด้วย มันทำให้เขาสนุกที่จะเรียนรู้ และจำได้มากกว่า”
ในเรื่องคุณธรรม แบมมีความเห็นว่าเป็นสิ่งที่สามารถทำได้หมด แต่ยากที่สุดสำหรับคนไทย คือวินัย
“ส่วนเรื่องความพอเพียง เป็นเรื่องที่เราจึงมองว่าน่าสนใจและแปลกใหม่สำหรับพื้นที่เรา เพราะเรามองว่าถ้าคนเรารู้จักเริ่มต้นจากความพอเพียง อาจไม่เกิดปัญหาสังคมต่างๆ ขึ้นมาได้ เพราะเราจะไม่อยากได้อยากมี ไม่ใช้สิทธิ์หรือล่วงล้ำคนอื่นมากไป ไม่นึกถึงแต่ประโยชน์ส่วนตัวอย่างเดียว”
เป้าหมายของแบมคืออยากเป็นเมล็ดพันธุ์หนึ่งที่เติบโตในสังคม ทำให้สังคมดีขึ้น อย่างน้อยก็ไม่เป็นภาระสังคม จึงทำกิจกรรมเพื่อสังคมมาตั้งแต่เด็ก จนถึงวันนี้เพราะรู้สึกว่าตัวเองยังมีพลังทำอะไรอีกเรื่อยๆ
“เด็กกลุ่มนี้มีความแอคทีฟ มีความพร้อมอยากเปลี่ยนแปลงสังคม เป็นนักกิจกรรมที่จิตอาสา เราจึงมองว่าคนกลุ่มนี้เราเอามาพัฒนาศักยภาพให้เขากลับไปทำงาน ซึ่งที่จริง สสส.ไม่ได้หนุนอะไรให้มาก แต่สิ่งที่เราให้คือข้อมูลและการเสริมศักยภาพ ที่เหลือคือสิ่งที่เขาต้องคิดวิเคราะห์เอง ว่าอยากทำอะไร ไม่มีการตั้งโจทย์บังคับ เพราะเราอยากฝึกให้เขาคิด เพราะโครงการนี้ต้องการสร้างเด็กให้คิดเป็น โดยเขาต้องเอาปัญหาที่เกิดในชุมชนตัวเองเป็นตัวตั้ง 5 ข้อนี่คือสิ่งที่เรามองว่าเป็นปัญหาสำคัญ แต่ในแต่ละพื้นที่อาจมีปัญหาที่แตกต่างหรือไม่เหมือนกัน เขาอาจไม่จำเป็นต้องเน้นโจทย์ของประเทศตามนี้” ดร.นพ.ไพโรจน์ เอ่ยทิ้งท้าย






