“การให้” หรือ “การแบ่งปัน” ก่อให้เกิดความสุขใจทั้งผู้ให้และผู้รับ ความสุขของผู้รับคือ ความดีใจและยินดีที่ได้รับ
บริษัท ดี-แลนด์ กรุ๊ป จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำในเขตกรุงเทพฯ – ปริมณฑล และโซนภาคตะวันออก ได้จัดกิจกรรม “รวมพลังคนดี ส่งต่อพื้นที่สร้างสรรค์” ครั้งที่ 3 ภายใต้โครงการ “คนดี ดี-แลนด์” (ปันสุข ก็สุขใจ) ซึ่งเป็นโครงการเพื่อสังคม (CSR) ของดี-แลนด์ กรุ๊ป ที่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2558 โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ได้นำทีมคณะผู้บริหารและพนักงานเดินทางไกลมาถึงเมืองหน้าด่านชายขอบตะวันตกติดกับประเทศพม่า เพื่อร่วมกันปรับปรุงซ่อมแซมห้องสมุด ห้องครัว พร้อมส่งมอบอุปกรณ์การเรียน และเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ ให้กับน้องๆ ณ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง บ้านเกริงปะตีคลี่ ตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก เพื่อต่อยอดการส่งต่อความสุขให้กับน้องๆ เยาวชนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งบริษัทฯ มีความมุ่งมั่นและตั้งใจ ที่จะเข้าไปช่วยเหลือโรงเรียนและชุมชนที่ขาดแคลนอย่างต่อเนื่อง
“ศิริพงษ์ สมบูรณ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี-แลนด์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ประเทศไทยยังมีความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา มีโรงเรียนในพื้นที่ชนบทที่อยู่ห่างไกลในถิ่นทุรกันดารและโรงเรียนที่มีงบประมาณจำกัดอีกเป็นจำนวนมากที่ประสบปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์การเรียน และเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ ซึ่งดี-แลนด์ กรุ๊ป มุ่งมั่นและตั้งใจที่จะเข้าไปช่วยเหลือโรงเรียนที่ขาดแคลน ด้วยการปลุกจิตสำนึกให้พนักงานรู้จักการให้และแบ่งปันให้กับสังคม รวมถึงการเป็นสะพานบุญในการรวบรวมสิ่งของบริจาคจากผู้ที่ต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งปัน เพื่อนำไปส่งมอบให้กับโรงเรียนที่อยู่ชายขอบในพื้นที่ห่างไกลและขาดแคลนอุปกรณ์การเรียน
“บริษัทฯ จัดกิจกรรมรวมพลังคนดี ส่งต่อพื้นที่สร้างสรรค์ขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นและความตั้งใจที่จะสร้างสังคมที่มีจิตอาสาเพื่อส่งต่อความดีและสิ่งดีๆ กลับคืนสู่สังคม โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ พนักงานในองค์กร ลูกบ้านที่อาศัยอยู่ในโครงการของดี-แลนด์ กรุ๊ป รวมถึงชุมชนโดยรอบและสังคม ด้วยการจัดกิจกรรมจิตอาสาเพื่อช่วยเหลือน้องๆ ในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งกิจกรรมรวมพลังคนดี ส่งต่อพื้นที่สร้างสรรค์ครั้งนี้เราได้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 โดยเราได้ตั้งใจที่จะเข้ามาช่วยปรับปรุงห้องสมุด ซึ่งได้ออกแบบให้มีลักษณะเป็นการสร้างพื้นที่แบบ Co-Learning Play Yard เพื่อให้เด็กๆ สนุกกับการเรียนรู้และเล่นไปพร้อมกันได้แบบครบวงจร เพื่อให้เด็กๆ เหล่านี้มีแหล่งในการเรียนรู้และค้นคว้าข้อมูลใหม่ๆ เพิ่มขึ้น รวมทั้งส่งมอบเครื่องเขียน อุปกรณ์การเรียน เสื้อกันหนาว ของเล่นเสริมทักษะ และขนมให้กับน้องๆ ที่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา แม่ฟ้าหลวง บ้านเกริงปะตีคลี่ เพื่อส่งเสริมการเรียนและส่งมอบโอกาสกับเยาวชนที่อยู่ในพื้นห่างไกลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” ศิริพงษ์ กล่าว
ทางด้านของ “สิบเอกฤทธิไกร วันรังษี” หรือ “ครูหนุ่ม” ครูอาสาสมัครการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อำเภออุ้มผาง ซึ่งเป็นหนึ่งในครูประจำศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง บ้านเกริงปะตีคลี่ ตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก เล่าว่า ทาง กศน. มีภารกิจในการจัดและส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยที่มีคุณภาพ เพื่อยกระดับการศึกษาและพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายให้เหมาะสมทุกช่วงวัย สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีทักษะที่จำเป็นพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคปัจจุบัน และสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะโอกาสทางการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร
สำหรับศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง บ้านเกริงปะตีคลี่ เป็นหนึ่งในโครงการตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการบริการการศึกษาและพัฒนาชุมชนในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร เพื่อให้ประชาชนในชุมชนดังกล่าวสามารถเข้าถึงระบบการศึกษาได้ และได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา โดยสถานที่ตั้งของศูนย์ฯ บ้านเกริงปะตีคลี่แห่งนี้ ตั้งอยู่ภายในหมู่บ้านที่ห่างจากถนนหลักประมาณ 11 กิโลเมตร แต่หากเป็นช่วงฤดูฝนต้องใช้การเดินเท้าเพียงอย่างเดียว ภายในศูนย์ฯ มีครู 2 คน ช่วยกันดูแลทั้งเรื่องอาหารกลางวันสำหรับเด็กๆ การเยี่ยมบ้านนักเรียนและการเรียนการสอน 7 ระดับชั้น คือ ตั้งแต่อนุบาล – ป.6 และกลุ่มผู้ใหญ่ที่ไม่ได้เข้าเรียนในระบบสถานศึกษา จำนวนนักเรียนทั้งหมด 109 คน อายุตั้งแต่ 3 – 60 ปี ปัจจุบันเด็กๆ ที่ศูนย์ฯ สามารถสื่อสารภาษาไทยได้เกือบ 100% โดยประมาณ 60% เป็นชนเผ่ากะเหรี่ยง ซึ่งตอนนี้ได้สัญชาติไทยแล้วประมาณ 40%
ครูหนุ่ม บอกว่า เป้าหมายสูงสุดในการเข้ามารับตำแหน่งครูที่โรงเรียนแห่งนี้ ก็คือความต้องการให้เด็กๆ ชาวไทยภูเขาที่นี่ทุกคนสามารถเข้าถึงระบบการศึกษาพื้นฐานและสามารถเข้าใจภาษาไทยได้ เพราะถ้าหากเด็กๆ เหล่านี้ไม่รู้ภาษาไทย อ่าน – เขียนภาษาไทยไม่ได้ เขาก็จะไม่รู้สึกว่าเขาเป็นคนไทย พอไม่รู้สึกว่าเป็นคนไทย เขาก็จะไม่รู้สึกหวงแหนแผ่นดินเกิด แต่ถ้าเขารู้สึกว่าเขาเป็นคนไทย เขาก็จะมีแรงจูงใจในการร่วมด้วยช่วยกันพัฒนาหมู่บ้าน พัฒนาท้องถิ่น หรือเวลาไปทำงาน เขาก็จะไม่โดนหลอก และได้รับเงินค่าจ้างในอัตราที่เหมาะสม ส่วนกลุ่มของผู้ใหญ่ ครูจะจัดให้เรียนสัปดาห์ละ 1 ครั้ง โรงเรียนของเราเปิดสอนทุกวัน ไม่มีวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ เป้าหมายหลักก็คือ ให้พวกเขาพออ่านออก เขียนได้ แล้วนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง เช่น สามารถเซ็นชื่อในเอกสารต่างๆ ได้อย่างเข้าใจและถูกต้อง
“สิ่งที่เราทำคือการมุ่งพัฒนาที่ตัวเด็ก โดยเฉพาะการศึกษาถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ว่าจะอยู่เมืองหรืออยู่ป่า ก็ต้องได้รับการศึกษาเหมือนกัน ซึ่งปัญหาที่พบเจอบ้างคือพ่อแม่ของเด็กยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการเรียนหนังสือของลูกมากเท่าที่ควร โดยจะพบในกลุ่มครอบครัวที่มีลูกเยอะที่อยากให้ลูกมาดูแลน้องเพื่อที่ตนเองจะได้ออกไปทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่อาชีพของชาวบ้านจะมีปลูกข้าวกับปลูกพริก ทำให้ช่วงเก็บเกี่ยวก็จะมีเด็กขาดเรียนบ่อย ซึ่งพอนักเรียนขาดหลายๆ วันก็ไม่กล้ามาเรียนต่อ ครูก็พยายามไปตามที่บ้าน แล้วก็บอกความสำคัญของการเรียน ยกตัวอย่างให้ดูว่าลูกเขามาเรียนหนังสือแล้วได้อะไร เขาได้ความรู้ ได้เรียนภาษาไทยซึ่งมันสำคัญกับอนาคตของลูกเขามาก เขาก็เริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น” ครูหนุ่ม เล่าให้ฟัง
ด้วยศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมืองพอสมควร ยิ่งเมื่อรวมกับสภาพภูมิประเทศโดยรอบที่เป็นภูเขาสูงชัน ทำให้การเข้าถึงสื่อการเรียนการสอนใหม่ๆ ที่จะช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัยของเด็กๆ ยังมีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
“ผมมองว่าห้องสมุดคือคลังปัญญาที่จะช่วยให้เด็กนักเรียนที่นี่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เพียงแต่ว่าเรามีข้อจำกัดด้วยตัวของสื่อการเรียนรู้ต่างๆ ในห้องสมุดของเราไม่ได้มีเพียงพอสำหรับเด็กนักเรียนทุกคน ซึ่งในวันนี้ผมขอเป็นตัวแทนเด็กๆ จากศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง บ้านเกริงปะตีคลี่ ขอบคุณทางบริษัท ดี-แลนด์ กรุ๊ป เป็นอย่างมากที่ได้เข้ามาพัฒนาห้องสมุด แบ่งปันอุปกรณ์การเรียน เสื้อกันหนาว ของเล่น และขนมให้กับเด็กๆ ซึ่งสร้างโอกาสในการเรียนรู้ ช่วยให้เด็กๆ มีความสุข ได้รู้จักการให้และการแบ่งปัน เพื่อที่เด็กเหล่านี้จะเติบโตขึ้นเป็นคนดีของสังคม และเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญที่จะพัฒนาประเทศชาติต่อไป” ครูหนุ่ม กล่าวทิ้งท้าย
“ปันสุข ก็สุขใจ”..ความสุขง่ายๆ จาก “การให้” และ “การแบ่งปัน” เป็นรากฐานสำคัญอันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนให้สังคมไทยงดงาม น่าอยู่ เป็นสังคมที่มีความเกื้อกูล และเป็นสังคมแห่งความสุขอย่างแท้จริง.






