โภชนาการมีผลต่อการดำรงชีวิต ประเด็นนี้ถูกหยิบมาเป็นหัวข้อหลักในงานประชุมวิชาการโภชนาการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 12 ประจำปี 2561 จัดโดยสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา โดยมีผู้เชี่ยวชาญหลากหลายทั้งกุมารแพทย์ นักกำหนดอาหาร นักวิชาการด้านโภชนาการ และบุคลากรด้านสาธารณสุข ต่างร่วมนำเสนอข้อมูลเพื่อชี้ให้เห็นความสำคัญของการดูแลโภชนาการช่วงแรกของชีวิต (Early life nutrition) อย่างสมดุลและเหมาะสมเป็นการสร้างพื้นฐานของสุขภาวะที่ดีไปตลอดชีวิต
ทั้งนี้ มีประเด็นที่ยังจัดได้ว่าเป็นปัญหาด้านโภชนาการของเด็กไทยที่ต้องได้รับการแก้ไข 3 เรื่อง คือ 1. ภาวะโภชนาการเกิน ส่งผลให้เกิดโรคอ้วนตั้งแต่วัยเด็ก 2. ภาวะโภชนาการไม่พอแบบเรื้อรัง ส่งผลให้การเจริญเติบโตชะงักและทำให้เด็กเตี้ย และ 3.ภาวะโภชนาการไม่สมดุลซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาสติปัญญาของเด็ก ทั้งสามประเด็นนี้มีหนทางป้องกันและแก้ไขได้ด้วยการดูแลโภชนาการที่ดีในช่วงแรกของชีวิต หรือมหัศจรรย์พันวันแรก นั่นคือตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ไปจนถึงสาม
ลดอ้วน ต้องลดหวานมันเค็ม
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายอาหารและโภชนาการ FAO และที่ปรึกษาอาวุโสสถาบันโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดล กรรมการในคณะกรรมการอาหารแห่งชาติและประธานกรรมการวางแผนกรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศไทย กล่าวว่า ภาวะโภชนาการเด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ปีในภาพรวมดีขึ้นมาก แต่ปัญหาปัจจุบันที่พบคือ ความไม่สมดุลด้านโภชนาการ ซึ่งหลายฝ่ายพยายามร่วมกันแก้ไข หลักการคือ ทำให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเรื่องโภชนาการให้มากขึ้นและให้หันมาเน้นการดูแลโภชนาการ ณ จุดเริ่มต้นของชีวิต
สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงตอนนี้คือ ภาวะโภชนาการเกิน เด็กอ้วนมีจำนวนมากขึ้น โดยเฉพาะเด็กในเมืองใหญ่ ครอบครัวมักจะคิดว่าเลี้ยงลูกให้อ้วนจะทำให้เติบโตดี แต่ในข้อเท็จจริง เด็กที่อ้วนตั้งแต่เล็ก มีแนวโน้มจะโตไปแล้วเป็นโรคอ้วนมากกว่า “ผมเอาหลักใหญ่ๆ ก่อน คือ ต้องลดหวาน ลดเค็ม ลดมัน อาหารที่ลูกกินต้องลดสามรสชาตินี้ให้ได้ แล้วสอนให้เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ และสร้างนิสัยการกินที่ดีให้ลูก” ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ไกรสิทธิ์ กล่าว
ไม่อยากให้ลูกเตี้ย
พ.อ. นพ.เรืองวิทย์ ตันติแพทยางกูร กุมารแพทย์โรคโภชนาการเด็ก กองกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า นำเสนอข้อมูลภาวะเตี้ยโดยอ้างอิงข้อมูลสำรวจ* พบว่าร้อยละ 10.5 ของเด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ปีมีภาวะเตี้ยปานกลางถึงมาก และร้อยละ 2.6 อยู่ในเกณฑ์เตี้ยมาก พร้อมกับระบุว่า ภาวะเตี้ยเป็นดัชนีชี้ให้เห็นภาวะโภชนาการไม่เพียงพอแบบเรื้อรังโดยมีสาเหตุมาจากการกินอาหารไม่พอ หรือมีการเจ็บป่วยเรื้อรัง แม้ความสูงของเด็กเมื่อเติบโตจะขึ้นอยู่กับพันธุกรรมจากแม่และพ่อ แต่การเลี้ยงดูเด็กให้มีโภชนาการที่ดีและสมดุลต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิตก็เป็นปัจจัยเสริมให้เด็กไม่ประสบปัญหาภาวะเตี้ย
ทั้งนี้มีการเสนอยุทธศาสตร์เพื่อความสูงเต็มศักยภาพของเด็กไทย ประกอบด้วย 1.การลดอัตราการเกิดทารกน้ำหนักตัวน้อย 2.ป้องกันภาวะเตี้ยจากภาวะโภชนาการไม่เพียงพอแบบเรื้อรัง 3. ส่งเสริมโภชนาการที่เหมาะสมตลอดช่วงวัยเด็ก และ4.ส่งเสริมสุขนิสัยที่ดีอื่นๆ
สำหรับโภชนาการที่ช่วยส่งเสริมความสูงตั้งแต่วัยเด็ก ได้แก่ โปรตีน และแคลเซียม ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญ รวมทั้งแร่ธาตุอื่นๆ ด้วยเช่น ฟอสฟอรัส สังกะสี เหล็ก ทองแดง แมงกานีส และวิตามินซี วิตามินดี และวิตามินเค สารอาหารที่กล่าวมานี้มีอยู่ในอาหารห้าหมู่และนม คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องได้รับโภชนาการที่ดีเต็มที่ เมื่อคลอดลูกควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และคุณแม่ต้องมีโภชนาการที่ดีต่อเนื่องด้วยเพื่อน้ำนมแม่ที่มีคุณภาพ เมื่อถึงวัยหลังหนึ่งขวบที่เด็กกินอาหารได้เหมือนกับคนในครอบครัว การจัดอาหารทุกมื้อต้องมีความหลากหลายเพื่อให้เด็กได้รับสารอาหารต่างๆ ครบถ้วนสมดุล และควรให้กินนมเป็นอาหารเสริมให้ได้วันละ 2-3 แก้ว
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ไกรสิทธิ์ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า เด็กวัย 1-3 ปีมีความต้องการแคลเซียมมาก และนมเป็นแหล่งอาหารที่มีแคลเซียมสูง การเลือกนมให้ลูกกินขึ้นอยู่กับความสะดวกของครอบครัว จะเป็นนมที่เติมสารอาหารพวกวิตามินเกลือแร่ก็ดีเพราะมีสารอาหารจำเป็นสำหรับช่วงวัยเด็กครบถ้วน แต่ราคาจะสูงกว่านมทั่วไป หากครอบครัวมีงบประมาณจำกัด ก็ให้เลือกนมอื่นๆ บางคนแพ้นมวัวก็กินนมถั่วเหลืองได้ ปัจจุบันนมถั่วเหลืองก็มีการเติมแคลเซียมและวิตามินต่างๆ เพิ่มเช่นกัน ข้อสำคัญคือการจัดอาหารมื้อหลักให้ลูก ต้องจัดให้กินหลากหลายให้ครบห้า หมู่และกินนมเสริม “ขอเพิ่มเรื่องการฝึกนิสัยการกินที่ดีให้ลูกด้วย เรื่องนี้สำคัญ เพราะจะเป็นนิสัยเลือกกินเป็นที่จะติดตัวไปจนโต พอเป็นผู้ใหญ่ก็จะเลือกกินและกินเป็น มันมีผลต่อสุขภาพที่ดีตลอดชีวิต” ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ไกรสิทธิ์ กล่าว
กินให้ดีลูกมีความฉลาด
ในประเด็นเรื่องโภชนาการมีผลต่อระดับสติปัญญา รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า สารอาหารที่มีการศึกษาถึงผลที่มีต่อสติปัญญาของเด็ก มี 6 กลุ่มจากอาหารห้าหมู่และนม 1.โอเมก้า3 2.วิตามินบี, โฟลิก, โคลีน ช่วยสร้างสมอง ช่วยพัฒนาการด้านภาษา ช่วยเรื่องความจำและความสามารถในการเรียนรู้ 3. สังกะสี ช่วยเรื่องความมีสมาธิจดจ่อ 4. เหล็ก 5.ไอโอดีน สองกลุ่มนี้เป็นตัวเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง และ 6.วิตามินรวมและเกลือแร่ เป็นตัวแสดงออกด้านสติปัญญาที่ไม่ต้องใช้คำพูด
“โครงสร้างสมอง มีการแบ่งขยายเซลล์ตลอดเวลา ในช่วง 2-3 ขวบโครงสร้างเหล่านี้จะขยายเร็วมาก และจะทำลายตัวเองด้วยถ้าไม่ได้ถูกใช้ สารอาหารที่เกี่ยวข้องกับสติปัญญา ได้แก่ วิตามินบี โคลีน สังกะสี และโอเมก้า3 โภชนาการกลุ่มนี้ใช้ในการสร้างแขนงเครือข่ายสมองให้เชื่อมต่อ วิตามินรวมและเกลือแร่ต่างๆ ก็มีส่วนส่งเสริมการทำงานของสมองเช่นกัน สารอาหารเหล่านี้ต้องการทำงานร่วมกัน ดังนั้น จะไม่เป็นผลดีถ้าเด็กได้รับการเสริมสารอาหารตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไป” รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ กล่าวภายในงาน พร้อมระบุว่า มีการศึกษาพบว่า กรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า 3 ได้แก่ EPA และ DHA มีผลต่อระดับสติปัญญาของเด็กจริง ทำให้แม้แต่คณะกรรมการอาหารและยา หรือ FDA ของสหรัฐอเมริกา อนุมัติให้มีการเติม DHA ในอาหารสำหรับเด็ก และจะเห็นว่านมสำหรับเด็กเล็กทุกยี่ห้อก็เติม DHA ลงไปเพราะศึกษาแล้วพบว่ามีผลทำให้ไอคิวดีขึ้น
สำหรับยกตัวอย่างอาหารบำรุงสมองเด็กเล็กที่มีสารอาหารที่กล่าวมา เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ไข่ นม ปลาทะเล หมู ไก่ ตับ กุ้ง แครอท ฟักทอง มะเขือเทศ ถั่วต่างๆ ผักใบเขียว แอปเปิ้ล มะม่วง สับปะรด เป็นต้น รู้อย่างนี้แล้ว โภชนาการช่วงแรกของชีวิตก็คือการกินอาหารห้าหมู่และนม โดยกินให้มีความหลากหลายเพื่อร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและสมดุล






