วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

“อ้วน-เตี้ย-ไอคิวต่ำ” ปัญหาหนักอกของแม่เลี้ยงลูก

 

โภชนาการมีผลต่อการดำรงชีวิต  ประเด็นนี้ถูกหยิบมาเป็นหัวข้อหลักในงานประชุมวิชาการโภชนาการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 12 ประจำปี 2561 จัดโดยสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์  ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา โดยมีผู้เชี่ยวชาญหลากหลายทั้งกุมารแพทย์  นักกำหนดอาหาร  นักวิชาการด้านโภชนาการ  และบุคลากรด้านสาธารณสุข  ต่างร่วมนำเสนอข้อมูลเพื่อชี้ให้เห็นความสำคัญของการดูแลโภชนาการช่วงแรกของชีวิต (Early life nutrition) อย่างสมดุลและเหมาะสมเป็นการสร้างพื้นฐานของสุขภาวะที่ดีไปตลอดชีวิต  

ทั้งนี้ มีประเด็นที่ยังจัดได้ว่าเป็นปัญหาด้านโภชนาการของเด็กไทยที่ต้องได้รับการแก้ไข 3  เรื่อง คือ 1. ภาวะโภชนาการเกิน ส่งผลให้เกิดโรคอ้วนตั้งแต่วัยเด็ก   2. ภาวะโภชนาการไม่พอแบบเรื้อรัง  ส่งผลให้การเจริญเติบโตชะงักและทำให้เด็กเตี้ย  และ 3.ภาวะโภชนาการไม่สมดุลซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาสติปัญญาของเด็ก  ทั้งสามประเด็นนี้มีหนทางป้องกันและแก้ไขได้ด้วยการดูแลโภชนาการที่ดีในช่วงแรกของชีวิต หรือมหัศจรรย์พันวันแรก นั่นคือตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ไปจนถึงสาม

ลดอ้วน ต้องลดหวานมันเค็ม

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์    อดีตผู้อำนวยการฝ่ายอาหารและโภชนาการ FAO และที่ปรึกษาอาวุโสสถาบันโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดล   กรรมการในคณะกรรมการอาหารแห่งชาติและประธานกรรมการวางแผนกรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศไทย  กล่าวว่า  ภาวะโภชนาการเด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ปีในภาพรวมดีขึ้นมาก  แต่ปัญหาปัจจุบันที่พบคือ ความไม่สมดุลด้านโภชนาการ ซึ่งหลายฝ่ายพยายามร่วมกันแก้ไข  หลักการคือ ทำให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเรื่องโภชนาการให้มากขึ้นและให้หันมาเน้นการดูแลโภชนาการ ณ จุดเริ่มต้นของชีวิต 

สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงตอนนี้คือ ภาวะโภชนาการเกิน  เด็กอ้วนมีจำนวนมากขึ้น โดยเฉพาะเด็กในเมืองใหญ่  ครอบครัวมักจะคิดว่าเลี้ยงลูกให้อ้วนจะทำให้เติบโตดี  แต่ในข้อเท็จจริง  เด็กที่อ้วนตั้งแต่เล็ก มีแนวโน้มจะโตไปแล้วเป็นโรคอ้วนมากกว่า   “ผมเอาหลักใหญ่ๆ ก่อน คือ  ต้องลดหวาน  ลดเค็ม  ลดมัน  อาหารที่ลูกกินต้องลดสามรสชาตินี้ให้ได้ แล้วสอนให้เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ และสร้างนิสัยการกินที่ดีให้ลูก”  ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ไกรสิทธิ์ กล่าว

ไม่อยากให้ลูกเตี้ย

พ.อ. นพ.เรืองวิทย์  ตันติแพทยางกูร   กุมารแพทย์โรคโภชนาการเด็ก  กองกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า นำเสนอข้อมูลภาวะเตี้ยโดยอ้างอิงข้อมูลสำรวจ* พบว่าร้อยละ 10.5 ของเด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ปีมีภาวะเตี้ยปานกลางถึงมาก และร้อยละ 2.6 อยู่ในเกณฑ์เตี้ยมาก  พร้อมกับระบุว่า ภาวะเตี้ยเป็นดัชนีชี้ให้เห็นภาวะโภชนาการไม่เพียงพอแบบเรื้อรังโดยมีสาเหตุมาจากการกินอาหารไม่พอ หรือมีการเจ็บป่วยเรื้อรัง  แม้ความสูงของเด็กเมื่อเติบโตจะขึ้นอยู่กับพันธุกรรมจากแม่และพ่อ  แต่การเลี้ยงดูเด็กให้มีโภชนาการที่ดีและสมดุลต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิตก็เป็นปัจจัยเสริมให้เด็กไม่ประสบปัญหาภาวะเตี้ย    

ทั้งนี้มีการเสนอยุทธศาสตร์เพื่อความสูงเต็มศักยภาพของเด็กไทย ประกอบด้วย 1.การลดอัตราการเกิดทารกน้ำหนักตัวน้อย  2.ป้องกันภาวะเตี้ยจากภาวะโภชนาการไม่เพียงพอแบบเรื้อรัง 3. ส่งเสริมโภชนาการที่เหมาะสมตลอดช่วงวัยเด็ก และ4.ส่งเสริมสุขนิสัยที่ดีอื่นๆ  

สำหรับโภชนาการที่ช่วยส่งเสริมความสูงตั้งแต่วัยเด็ก ได้แก่ โปรตีน และแคลเซียม ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญ รวมทั้งแร่ธาตุอื่นๆ ด้วยเช่น ฟอสฟอรัส  สังกะสี  เหล็ก ทองแดง แมงกานีส และวิตามินซี  วิตามินดี และวิตามินเค    สารอาหารที่กล่าวมานี้มีอยู่ในอาหารห้าหมู่และนม คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องได้รับโภชนาการที่ดีเต็มที่  เมื่อคลอดลูกควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และคุณแม่ต้องมีโภชนาการที่ดีต่อเนื่องด้วยเพื่อน้ำนมแม่ที่มีคุณภาพ เมื่อถึงวัยหลังหนึ่งขวบที่เด็กกินอาหารได้เหมือนกับคนในครอบครัว  การจัดอาหารทุกมื้อต้องมีความหลากหลายเพื่อให้เด็กได้รับสารอาหารต่างๆ ครบถ้วนสมดุล  และควรให้กินนมเป็นอาหารเสริมให้ได้วันละ 2-3 แก้ว

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ไกรสิทธิ์ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า  เด็กวัย 1-3 ปีมีความต้องการแคลเซียมมาก และนมเป็นแหล่งอาหารที่มีแคลเซียมสูง   การเลือกนมให้ลูกกินขึ้นอยู่กับความสะดวกของครอบครัว จะเป็นนมที่เติมสารอาหารพวกวิตามินเกลือแร่ก็ดีเพราะมีสารอาหารจำเป็นสำหรับช่วงวัยเด็กครบถ้วน  แต่ราคาจะสูงกว่านมทั่วไป หากครอบครัวมีงบประมาณจำกัด ก็ให้เลือกนมอื่นๆ   บางคนแพ้นมวัวก็กินนมถั่วเหลืองได้  ปัจจุบันนมถั่วเหลืองก็มีการเติมแคลเซียมและวิตามินต่างๆ เพิ่มเช่นกัน   ข้อสำคัญคือการจัดอาหารมื้อหลักให้ลูก ต้องจัดให้กินหลากหลายให้ครบห้า หมู่และกินนมเสริม  “ขอเพิ่มเรื่องการฝึกนิสัยการกินที่ดีให้ลูกด้วย เรื่องนี้สำคัญ เพราะจะเป็นนิสัยเลือกกินเป็นที่จะติดตัวไปจนโต  พอเป็นผู้ใหญ่ก็จะเลือกกินและกินเป็น มันมีผลต่อสุขภาพที่ดีตลอดชีวิต”  ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ไกรสิทธิ์  กล่าว

กินให้ดีลูกมีความฉลาด

ในประเด็นเรื่องโภชนาการมีผลต่อระดับสติปัญญา  รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า สารอาหารที่มีการศึกษาถึงผลที่มีต่อสติปัญญาของเด็ก  มี  6 กลุ่มจากอาหารห้าหมู่และนม   1.โอเมก้า3   2.วิตามินบี, โฟลิก, โคลีน  ช่วยสร้างสมอง   ช่วยพัฒนาการด้านภาษา  ช่วยเรื่องความจำและความสามารถในการเรียนรู้  3. สังกะสี  ช่วยเรื่องความมีสมาธิจดจ่อ  4. เหล็ก   5.ไอโอดีน   สองกลุ่มนี้เป็นตัวเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง  และ 6.วิตามินรวมและเกลือแร่  เป็นตัวแสดงออกด้านสติปัญญาที่ไม่ต้องใช้คำพูด

“โครงสร้างสมอง มีการแบ่งขยายเซลล์ตลอดเวลา  ในช่วง  2-3 ขวบโครงสร้างเหล่านี้จะขยายเร็วมาก  และจะทำลายตัวเองด้วยถ้าไม่ได้ถูกใช้   สารอาหารที่เกี่ยวข้องกับสติปัญญา  ได้แก่ วิตามินบี  โคลีน สังกะสี  และโอเมก้า3 โภชนาการกลุ่มนี้ใช้ในการสร้างแขนงเครือข่ายสมองให้เชื่อมต่อ   วิตามินรวมและเกลือแร่ต่างๆ ก็มีส่วนส่งเสริมการทำงานของสมองเช่นกัน  สารอาหารเหล่านี้ต้องการทำงานร่วมกัน  ดังนั้น จะไม่เป็นผลดีถ้าเด็กได้รับการเสริมสารอาหารตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไป”  รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ กล่าวภายในงาน  พร้อมระบุว่า  มีการศึกษาพบว่า กรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า 3  ได้แก่ EPA และ DHA  มีผลต่อระดับสติปัญญาของเด็กจริง  ทำให้แม้แต่คณะกรรมการอาหารและยา หรือ  FDA ของสหรัฐอเมริกา  อนุมัติให้มีการเติม DHA ในอาหารสำหรับเด็ก  และจะเห็นว่านมสำหรับเด็กเล็กทุกยี่ห้อก็เติม DHA ลงไปเพราะศึกษาแล้วพบว่ามีผลทำให้ไอคิวดีขึ้น      

สำหรับยกตัวอย่างอาหารบำรุงสมองเด็กเล็กที่มีสารอาหารที่กล่าวมา เช่น  ข้าวกล้อง  ขนมปังโฮลวีต  ไข่  นม  ปลาทะเล  หมู  ไก่   ตับ  กุ้ง  แครอท  ฟักทอง  มะเขือเทศ  ถั่วต่างๆ   ผักใบเขียว  แอปเปิ้ล  มะม่วง  สับปะรด  เป็นต้น  รู้อย่างนี้แล้ว โภชนาการช่วงแรกของชีวิตก็คือการกินอาหารห้าหมู่และนม โดยกินให้มีความหลากหลายเพื่อร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและสมดุล