วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดีอี นำคณะผู้จัดงานดิจิทัลไทยแลนด์บิ๊กแบง เข้าพบนายกรัฐมนตรี

เพื่อขยายผลวัฒนธรรมไทยไปสู่ต่างประเทศ พร้อมเชิญชวนเข้าร่วมงาน ดิจิทัลไทยแลนด์บิ๊กแบง 2018 ชูไฮไลท์บิ๊กดาต้าเพื่ออนาคต

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นำคณะผู้จัดงาน ดิจิทัลไทยแลนด์บิ๊กแบง เข้าพบพล.อ.ประยุทธ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อประชาสัมพันธ์งาน “Digital Thailand Big Bang 2018” โดยได้นำเสนอกิจกรรมใน 3 โซน ได้แก่

1) โลกเสมือน 3D visualization เมืองอัจฉริยะและดิจิทัลพาร์คเพื่อให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน มีโซนให้ทุกคนได้ท่องเที่ยวชมดิจิทัลพาร์คผ่านเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง : VR 

2) ความสำเร็จของระบบการศึกษาที่ใช้วัฒนธรรมไทยในการก้าวสู่ตลาดโลก มวยไทย ไอกล้า แอพพลิเคชั่นเพื่อการเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้มวยไทยบนโลกดิจิทัล ที่ใช้สอนคนทั่วโลกแล้วกว่า 130 ประเทศ สู่การเป็นนักกีฬามืออาชีพ สามารถทำให้มวยไทยกลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญาประจำชาติ และเพิ่มมูลค่าให้กับ วัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงของชาติ

3) เทคโนโลยีนวัตกรรมดิจิทัลฝีมือคนไทยครั้งแรกในไทย 3D Face recognition จุดเริ่มต้นของการตรวจพิสูจน์การมีตัวตน และจุดเริ่มต้นของการต่อยอดเทคโนโลยีก่อกำเนิดในยุค 2020

โดยนายกรัฐมนตรีฝาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เร่งจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีดิจิทัลภูมิปัญญาไทย เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมไทยไปสู่ต่างประเทศในรูปแบบแอนนิเมชั่น นอกจากนี้ยังให้นำนวัตกรรมดิจิทัลไปออกแบบผังเมืองเพื่อยกระดับเมืองเดิมให้เป็นเมืองอัจฉริยะจริง ๆ  ส่วนเทคโนโลยีการพิสูจน์การมีตัวตนนั้นขอให้ต่อยอดเป็นฮาร์ดแวร์เพื่อนำไปสู่อุตสาหกรรมต่อไป

 

โดยทั้ง 3 โซนที่นำเสนอนายกรัฐมนตรีในวันนี้ เป็นส่วนหนึ่งของงานมหกรรมดิจิทัลระดับนานาชาติ Digital Thailand Big Bang 2018 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-23 กันยายน 2561 ณ อิมแพคชาเลนเจอร์ ฮอล 1-3 เมืองทองธานี

 

ด้านดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ กล่าวว่า งาน Digital Thailand Big Bang 2018 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “THAILAND BIG DATA | โลกเปิด เราปรับ ประเทศเปลี่ยน” เป็นการประกาศจุดยืนและความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลนี้เพื่อการขับเคลื่อนสู่ ไทยแลนด์ 4.0 งานนี้จะทำให้ทุกคนได้พบกับการเปลี่ยนแปลงของประเทศใน 8 ด้านหลัก ได้แก่

1) สัมผัสนวัตกรรม Cloud computing ที่เชื่อมโยงโลกทั้งใบอย่างไร้ขีดจำ 

2) การพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานที่จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางข้อมูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในระดับภูมิภาค ที่เชื่อมโยงไปทั่วโลกผ่านดิจิทัลเทคโนโลยี  อาทิ ระบบเคเบิลใยแก้วนำแสงใต้น้ำ (Submarine Cable) และดวงดาวอัจฉริยะหรือดาวเทียม เป็นต้น

3) มิติของการเปลี่ยนแปลงข้อมูลขนาดใหญ่ ที่นำไปใช้ประโยชน์และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

4) พบเทคโนโลยีแห่งอนาคต ทั้งเทคโนโลยีใหม่ เทคโนโลยีก่อกำเนิด (Emerging Technology) และนวัตกรรม ดิจิทัลจากเหล่า digital innovator กว่า 800 ราย 

5) พบโอกาสมหาศาลในโลกแห่งข้อมูลไร้พรมแดนที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่กับบล็อคเชน ที่ไม่ใช่ดิจิทัลเฉพาะโลกการเงินแต่คือดิจิทัลสำหรับทุกคน 6) การศึกษา ระบบใหม่ ให้คนไทยก้าวเท่าทันการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ coding ถึงระดับ advance อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง  7) ก้าวล้ำสู่อีกขั้นของ 7 เมืองอัจฉริยะ กับการเตรียมพร้อมรองรับเป็นเจ้าภาพระดับอาเซียน ปี 2019 และ 8) มหกรรม การแข่งขันระดับเยาวชน ที่มีเด็กๆ ตบเท้าเข้าร่วมกว่า 5,000 คน เพื่อแสดงความสามารถทางด้านดิจิทัลเทคโนโลยี ในการแข่งขันหุ่นยนต์ การแข่งขันบินโดรน การแข่งขันออกแบบภาษาคอมพิวเตอร์ เป็นต้น 

 

“งานนี้นับเป็นมหกรรมดิจิทัลระดับนานาชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพันธมิตรจาก 7 ประเทศ กว่า 100 หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ร่วมนำเสนอนวัตกรรมเทคโนโลยีล้ำสมัยหลากหลาย สาขา เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์ตื่นตาตื่นใจ และเข้าใจถึงประโยชน์ ความสะดวกสบาย และโอกาสใหม่ๆ ทาง ธุรกิจ รวมถึงคุณภาพชีวิตที่จะเกิดขึ้นจากการเข้าใจและใช้บิ๊กดาต้าอันจะส่งผลขับเคลื่อนการพัฒนาในทุกภาคส่วน