วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

สถานการณ์น้ำของไทยมีแนวโน้มเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ

สถานการณ์น้ำของไทยมีแนวโน้มเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ

ผลจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ก่อให้เกิดวิกฤติน้ำ ทั้งปัญหาน้ำท่วม  น้ำแล้ง และน้ำเสีย โดยการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์และสื่อสารสังคม

ผลการศึกษาวิจัยสถานการณ์น้ำ พบว่า  ไทยมีแนวโน้มผันผวนสูง และเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำในหลายพื้นที่  สาเหตุจากความต้องการน้ำที่เพิ่มมากขึ้น  และความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ  และยังพบว่า

คุณภาพน้ำมีแนวโน้มเสื่อมโทรมลง จากการระบายน้ำเสียจากชุมชน  โดยเฉพาะกรุงเทพฯ มีน้ำเสียมากที่สุด

รศ.ดร.ทวนทัน  กิจไพศาลสกุล  อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงผลการศึกษาวิจัยสถานการณ์น้ำของประเทศไทยในอดีตถึงปัจจุบันระหว่าง ปี พ.ศ. 2549 - 2558 ในโครงการรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์น้ำของประเทศไทย : ทรัพยากรน้ำกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ภายใต้ทุนวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ว่า จากการศึกษาข้อมูลย้อนหลังในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาซึ่งประกอบด้วย ข้อมูลสภาพอุทกวิทยาของ 25 ลุ่มน้ำหลักของไทย ได้แก่ ปริมาณฝน ปริมาณน้ำท่า น้ำบาดาล แหล่งน้ำต้นทุน สภาพปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง คุณภาพน้ำ และการใช้น้ำในภาคครัวเรือน บริการ อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม  รวมถึงดัชนีชี้วัดที่สำคัญ ทำให้สรุปภาพรวมสถานการณ์น้ำของไทย  พบว่า  มีแนวโน้มเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำในหลายพื้นที่  เนื่องมาจากความต้องการน้ำที่เพิ่มมากขึ้น  และมีความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ  รวมทั้งน้ำฝนและน้ำท่ามากขึ้น จึงต้องการการศึกษาวิจัยและเครื่องมือใหม่ในการบริหารจัดการน้ำเพื่อเตรียมแก้ไขปัญหาน้ำที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างเหมาะสมและทันเหตุการณ์

การศึกษาดังกล่าวทำให้เรียนรู้ถึงสถานการณ์น้ำตั้งแต่เริ่มต้นก่อนเกิด ขณะเกิด และหลังเกิดเหตุการณ์วิกฤติน้ำว่าเป็นอย่างไร  เช่น  เหตุการณ์อุทกภัยในปี พ.ศ.2554  ซึ่งเป็นปีที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ของประเทศไทย  พบว่ามีปริมาณน้ำฝนและน้ำท่าสูงสุด  ทำให้มีปริมาณน้ำมากถึง  147,110 ล้าน ลบ.ม. จุดเริ่มต้นเกิดจากมีพายุใหญ่เข้ามาถึง 3 ลูกในช่วงต้นปีถึงกลางปี  นอกจากนี้ยังมีภัยแล้งเช่นในปี พ.ศ. 2557 - 2558 เป็นปีที่มีปริมาณน้ำฝนและน้ำท่าต่ำที่สุด  โดยมีปริมาณน้ำรวมอยู่ที่ 93,537 ลบ.ม. และ 77,905 ล้าน ลบ.ม.ตามลำดับ  และทำให้รู้ถึงพื้นที่เสี่ยงภัยวิกฤติน้ำในระดับต่างๆ  ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะทำให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหน่วยภาครัฐและผู้บริหารชุมชนต่างๆ เห็นถึงวิกฤติน้ำ สาเหตุ ความถี่การเกิด ระดับความรุนแรงหรือความเสียหาย สามารถนำไปประเมินสถานการณ์น้ำในพื้นที่ว่า  มีโอกาสหรือเป็นไปได้ที่จะเกิดวิกฤติน้ำมากน้อยเพียงใด  เช่นฝนตกหนักเกิดน้ำท่วมหรือฝนตกน้อยเกิดภัยแล้งในระดับไหน  และใช้เป็นข้อมูลเพื่อกำหนดแนวทางการจัดการน้ำ  เพื่อหามาตรการที่เหมาะสมที่จะนำมาใช้กับพื้นที่เหล่านั้นต่อไป

นอกจากนี้ยังพบว่า ปริมาณน้ำต้นทุนในแหล่งน้ำและสถานการณ์น้ำมีการเปลี่ยนแปลงตามเวลาและแตกต่างกันตามพื้นที่  แม้แต่เป็นปีเดียวกันแต่ในช่วงเดือนต่างกันก็มีผลต่างกัน ตัวอย่างเช่นในบางพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งในช่วงฤดูแล้ง แต่พอเข้าฤดูฝนสถานการณ์น้ำก็เปลี่ยนเป็นน้ำท่วมได้  ในส่วนของปริมาณการใช้น้ำในภาคส่วนต่างๆ พบว่า ภาคเกษตรมีการใช้น้ำมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 70 ของปริมาณการใช้น้ำทั้งหมด พื้นที่เกษตรที่อยู่ในเขตชลประทานมีประมาณ 29 ล้านไร่ ขณะที่พื้นที่เกษตรที่อยู่นอกเขตชลประทานมีมากกว่า 4 เท่าหรือประมาณ 120 ล้านไร่ ส่วนภาคบริการมีการใช้น้ำน้อยแต่สร้างรายได้และมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง เช่น การท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังพบว่า ภาคการใช้น้ำในระบบนิเวศ และสิ่งแวดล้อม มีสัดส่วนการใช้น้ำร้อยละ 17-18 มากกว่าปริมาณการใช้น้ำในภาคครัวเรือนหรือเพื่อการอุปโภคบริโภค  ทั้งนี้ ผลการศึกษาข้อมูลปริมาณการใช้น้ำในช่วง 10 ปี พบว่าปริมาณการใช้น้ำในภาคเกษตรมีแนวโน้มมากขึ้น ลุ่มน้ำที่มีปริมาณการใช้น้ำต่อปีในภาคเกษตรโดยค่าเฉลี่ยมากที่สุด 3 ลำดับแรกได้แก่ ลุ่มน้ำมูล 18,800 ล้านลบ.ม. , ลุ่มน้ำชี 13,300 ล้านลบ.ม. และลุ่มน้ำเจ้าพระยา 10,200 ล้านลบ.ม.

ด้านคุณภาพน้ำพบว่า โดยภาพรวมของประเทศไทยมีแนวโน้มเสื่อมโทรมลง เนื่องจากการระบายน้ำเสียจากชุมชน และการชะหน้าดินที่มีปุ๋ยประเภทสารเคมีตกค้างจากการเกษตรและปศุสัตว์  สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาน้ำเน่าเสียที่ผ่านมา เกิดจากชุมชน จากการพัฒนา และการเพิ่มขึ้นของประชากร โดยเฉพาะชุมชนที่ตั้งอยู่ริมน้ำ ส่วนใหญ่จะระบายน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำโดยตรง ขณะที่ระบบบำบัดน้ำเสียรวมไม่เพียงพอรองรับต่อการขยายตัวของชุมชน ซึ่งผลการศึกษาสภาพของแหล่งน้ำ พบว่า แหล่งน้ำทั่วประเทศมีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ดีร้อยละ 29 พอใช้ร้อยละ 49 และเสื่อมโทรมร้อยละ 22 โดยแหล่งน้ำภาคใต้มีคุณภาพน้ำดีกว่าภาคอื่นๆ และจังหวัดตรังเป็นจังหวัดที่มีคุณภาพน้ำดีที่สุด  ส่วนภาคกลางมีคุณภาพน้ำเสื่อมโทรมมากกว่าภาคอื่น โดยเฉพาะกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่มีน้ำเสียมากที่สุด 

สำหรับพื้นที่ที่มีปัญหาขาดแคลนน้ำรุนแรง  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ปลูกอ้อยและทำนาที่ใช้น้ำมาก  พบว่า สาเหตุส่วนใหญ่มาจากเป็นพื้นที่ที่ปริมาณฝนตกน้อยกว่าปีละ 1,000 มิลลิเมตร ขาดแคลนแหล่งเก็บกักน้ำประเภทอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่  พื้นที่เป็นดินที่มีการระบายน้ำดีมาก  สภาพดินไม่อุ้มน้ำ  ทำให้เก็บกักน้ำไม่ดี เกิดปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก  และมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกปี  เช่น จังหวัดแพร่ สุโขทัย นครราชสีมา บุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ เป็นต้น ส่วนพื้นที่ที่มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง  ทำให้สามารถบรรเทาปัญหาภัยแล้งได้ระดับหนึ่ง  เช่น  ลุ่มน้ำปิง  ลุ่มน้ำน่าน  และลุ่มน้ำเจ้าพระยาในภาคกลาง  และบางพื้นที่ที่มีปริมาณฝนมากทำให้มีปัญหาภัยแล้งน้อย  โดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งตะวันตก  สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำยมนั้นมีปัญหาน้ำแล้งและน้ำท่วม  เพราะไม่มีอ่างเก็บน้ำ ดังนั้นควรต้องมีมาตรการอื่นในการพัฒนาแหล่งน้ำ  เช่นระบบแก้มลิงเพื่อเก็บกักน้ำในฤดูฝนและใช้น้ำในฤดูแล้ง  ช่วยบรรเทาสภาพปัญหาน้ำในพื้นที่  ซึ่งปัจจุบันแนวทางดังกล่าวได้ถูกกำหนดลงในแผนบริหารจัดการน้ำของชาติ

รศ.ดร.ทวนทัน  กล่าวว่า “ หากเราสามารถประเมินความเสี่ยงวิกฤติน้ำได้ก่อนล่วงหน้าจะช่วยลดความเสียหายลงได้มาก ดังนั้น การศึกษาสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำที่ถูกต้องเหมาะสม  ถือเป็นงานวิจัยที่มีความสำคัญและจำเป็นต่อสังคมและประเทศ  เพราะสถานการณ์น้ำจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์น้ำในอดีต ปัจจุบันและอนาคตมีความเป็นไปได้ที่จะแตกต่างกันมาก  จึงต้องมีการศึกษาติดตามข้อมูลและสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยทุก 3 - 5 ปี  เพื่อให้ทันกับสถานการณ์และนำมาพัฒนาปรับปรุงและกำหนดมาตรการที่เหมาะสมสำหรับการบริหารจัดการน้ำต่อไป”

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า  สถานการณ์น้ำของประเทศไทยมีความผันผวนเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง  ไม่เพียงทำให้ทราบถึงสถานการณ์น้ำจากข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง  ยังทำให้ทราบว่าสถานการณ์วิกฤติน้ำของแต่ละพื้นที่มีระดับความเสี่ยงภัยที่แตกต่างกันตั้งแต่ระดับน้อย ปานกลาง และมาก  รวมทั้งผลการศึกษานี้จะช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหน่วยภาครัฐและผู้บริหารชุมชนต่างๆ สามารถนำไปประเมินสถานการณ์น้ำในพื้นที่  และใช้เป็นข้อมูลเพื่อกำหนดแนวทางการจัดการน้ำเพื่อหามาตรการที่เหมาะสมที่จะนำมาใช้กับพื้นที่เหล่านั้นต่อไป

อย่างไรก็ตาม การศึกษาวิจัยนี้เป็นเพียงการศึกษาข้อมูลย้อนหลัง 10 ปีที่บอกถึงสถานการณ์น้ำของไทยว่ามีวิกฤติน้ำเกิดขึ้นทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง มีการเปลี่ยนแปลงได้ทั้งในเวลาและพื้นที่ แต่ไม่สามารถนำมาประเมินแนวโน้มในอนาคต  เนื่องจากความรู้และเทคโนโลยีที่อยู่ใช้ในปัจจุบันไม่สามารถประเมินสถานการณ์น้ำล่วงหน้าด้วยความถูกต้องในระดับที่มีความน่าเชื่อถือยอมรับได้   ด้วยข้อจำกัดคือไม่สามารถประเมินแนวโน้มของสภาพภูมิอากาศโลกที่ส่งผลต่อปริมาณน้ำฝนและน้ำท่าในเวลาล่วงหน้