วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

iPoint ขึ้นแท่นผู้นำอุตสาหกรรมประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์

iPoint ขึ้นแท่นผู้นำอุตสาหกรรมการประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์และบัญชีต้นทุนการไหลวัสดุ

- บริษัทซอฟต์แวร์จากเมืองรอยทลิงเง็น ขยายผลงานการลงทุนด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยโซลูชั่น LCA และ MFCA

iPoint-systems ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 สถาบันไอทีเพื่อสิ่งแวดล้อม ifu ในเมืองฮัมบูร์ก ได้กลายเป็นบริษัทในเครือของ IPoint Group ส่งผลให้บริษัทซอฟต์แวร์และให้คำปรึกษาซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองรอยทลิงเง็น ประเทศเยอรมนีแห่งนี้ ได้ขยายกลุ่มโซลูชั่นไปในสาขาการประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์และการทำบัญชีต้นทุนการไหลวัสดุ

สถาบันไอทีเพื่อสิ่งแวดล้อมในเมืองฮัมบูร์กได้ช่วยเหลือบริษัทต่าง ๆ ในการเดินหน้าสู่การผลิตอย่างยั่งยืนมาตั้งแต่ปี 2535 เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของบริษัทเหล่านั้น โดยทางสถาบันนำเสนอซอฟต์แวร์และบริการเกี่ยวกับการประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (LCA) การทำบัญชีต้นทุนการไหลวัสดุ (MFCA) ประสิทธิภาพทรัพยากรและพลังงาน รอยเท้านิเวศและรอยเท้าคาร์บอน รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ที่มีความยั่งยืน และห่วงโซ่การสร้างคุณค่า

"เรารู้สึกยินดีมากที่จะได้นำโซลูชั่นที่มีชื่อเสียงของสถาบันไอทีเพื่อสิ่งแวดล้อม ifu ในเมืองฮัมบูร์ก มาให้บริการภายใต้เครือของเรา" จอร์ก วัลเดน ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ iPoint-systems gmbh กล่าว "การขยายกลุ่มโซลูชั่นของ iPoint ถือเป็นก้าวสำคัญเพื่อมุ่งสู่วิสัยทัศน์ของเราในการสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ครบวงจรสำหรับระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน นอกจากนี้ สถาบันไอทีเพื่อสิ่งแวดล้อม ifu ในเมืองฮัมบูร์กยังนำความเชี่ยวชาญข้ามอุตสาหกรรม ตลอดจนเครือข่ายการวิจัยและลูกค้าที่ทรงคุณค่ามาสู่ iPoint Group อีกด้วย"

แจน เฮดมันน์ กรรมการผู้จัดการ ifu เน้นย้ำว่า "เราร่วมกันมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์แห่งความสำเร็จ 40 ปี ด้วยผลงานโซลูชั่นที่เป็นผู้นำตลาด สำหรับในอนาคต เราต้องการที่จะพัฒนาโซลูชั่นเหล่านั้นไปด้วยกันเพื่อลูกค้าของเรา ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านการวิจัยทดลองและทดสอบ"

iPoint และ ifu ร่วมมือกันมาตั้งแต่ปี 2556 ในโครงการวิจัย "MultiMaK" ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาเครื่องมือประเมินและออกแบบชิ้นส่วนประกอบยานยนต์น้ำหนักเบาและใช้วัสดุหลายชนิดสำหรับการผลิตในปริมาณมากโดยใช้ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังมีโครงการ "Live LCA" ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในปี 2560 ด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรรายอื่น ๆ จากภาคอุตสาหกรรมและการวิจัย โดยมีจุดประสงค์เพื่อการพัฒนาโซลูชั่นซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้บริษัทสามารถรวมข้อมูลการบริโภควัสดุและพลังงานที่มีอยู่มาใช้คำนวณ LCA และ MFCA ซึ่งช่วยลดต้นทุนการทำฉลากสิ่งแวดล้อม EPD และ LCA ลงถึง 90%