วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

ถึงเวลา..หยุดภัยร้าย!! ประเทศไทย ‘ไม่ดื้อยา’

ปัญหาที่สั่นสะเทือนวงการแพทย์ทั่วโลกสำหรับ ‘เชื้อดื้อยา’ เพราะทุกนาทีจะมีคนเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยา

กลายเป็นปัญหาที่สั่นสะเทือนวงการแพทย์ทั่วโลกสำหรับ ‘เชื้อดื้อยา’ เพราะทุกนาทีจะมีคนเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยา 1 คน ขณะที่เมืองไทยแม้อัตราการตายจะอยู่ที่ 15 นาทีต่อคน หรือราวๆ 20,000-38,000 คนต่อปี แต่ก็ยังนับเป็นความสูญเสียที่มากกว่าโรคหัวใจขาดเลือดและอุบัติเหตุอยู่ดี นี่ยังไม่รวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการนอนโรงพยาบาลนานกว่าปกติที่สูงถึงปีละ 46,000 ล้านบาท เพื่อยับยั้งไม่ให้มหันตภัยร้ายเกินควบคุมไปกว่านี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงร่วมมือเปิดตัวพันธกิจ ‘ประเทศไทยปักหมุด...หยุดเชื้อดื้อยา’ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ พร้อมพูดคุยถึงสถานการณ์และความท้าทายที่จะเกิดขึ้นต่อไป

สำหรับการดื้อยามีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น การซื้อยาต้านแบคทีเรียนมากินตามคนอื่น การหยุดรับการรับประทานยาต้านแบคทีเรียเมื่ออาการดีขึ้น โดยที่ยายังไม่หมดตามกำหนด เปลี่ยนไปใช้ยาที่แรงกว่าด้านตนเอง หรือแม้แต่การซื้อยาแก้อักเสบมากินเอง ซึ่งพอใช้ยาไม่ถูกวิธีก็จะทำให้เชื้อสามารถปรับตัวและต้านทานฤทธิ์ยาตัวเอง

ในฐานะของผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ ผศ.นพ.กำธร มาลาธรรม รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี ฉายภาพว่า ปัญหาที่เมืองไทยกำลังเผชิญมีแนวโน้มที่จะรุนแรงมากขึ้น และทุกภาคส่วนจำเป็นจะต้องร่วมมือกันแก้ปัญหา

ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า เมืองไทยมีการเคลื่อนตัวเรื่องนี้ตลอดมา อาทิ จัดตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อบูรณาการปัญหาทั้งหมดไว้ด้วยกัน ผลักดันให้เป็นวาระหนึ่งของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ตลอดจนเปิดรับความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ทำให้การแก้ไขปัญหามีทิศทาง และนำไปสู่การจัดทำแผนยุทธศาสตร์อย่างจริงจัง ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ให้ความสำคัญมากขึ้น อย่างไรก็ดีมิติที่ต้องทำเพิ่มเติมคือ การสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน พร้อมกับสร้างความตระหนักในการใช้ยาอย่างเหมาะสม รวมทั้งรัฐเองก็ต้องทุ่มงบประมาณและบุคลากรอย่างเพียงพอ

ไม่เพียงมนุษย์เท่านั้นที่ต้องเผชิญปัญหา ในสัตว์เลี้ยงที่เป็นสัตว์เศรษฐกิจก็มีปัญหาเรื่องดื้อยาเหมือนกัน เพราะคนจำนวนไม่น้อยนำยาปฏิชีวนะไปผสมให้สัตว์อีกโดยไม่มีความรู้เพียงพอ ทำให้สัตว์เกิดอาการดื้อยา และเมื่อคนนำสัตว์นั้นมารับประทานก็เลยเกิดความเสี่ยงตามไปด้วย

น.สพ.รักไทย งามภักดิ์ ผู้อำนวยการกองควบคุมอาหารและยาสัตว์ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมปศุสัตว์ กรมประมง หรือกรมวิชาการเกษตร ก็พยายามติดตาม เฝ้าระวัง และแจ้งเตือนภัยในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดปัญหาน้อยที่สุด ซึ่งก็นับว่าได้ผลลัพธ์ที่ดีพอสมควร ขณะเดียวกันก็ยังเข้าไปควบคุมห่วงโซ่อาหารของสัตว์ว่าจุดใดที่มีความเสี่ยงบ้าง หากตรวจพบก็จะเข้าไปจัดการทันที พร้อมกันนั้นมีการประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่นกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงสาธารณสุข เพื่อป้องกันปัญหาอย่างครบวงจร

อย่างไรก็ดี การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนที่สุด คือการที่ประชาชนทุกคนต้องตระหนักและรับทราบปัญหาด้วยกัน เวลานี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พยายามอย่างยิ่งในการให้ความรู้แก่บุคลากร เพื่อจะได้เป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดความรู้ไปยังเกษตรกร รวมไปถึงผลักดันให้เรื่องนี้เข้าไปอยู่ในหลักสูตรการเรียนรู้ของเยาวชนทุกระดับชั้น

“เราพยายามสร้างองค์ความรู้ให้เกิดขึ้นในสังคม โดยเฉพาะในระบบการศึกษา เพื่อให้ความตระหนักถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น ตลอดจนรณรงค์เรื่องการเลี้ยงสัตว์โดยไม่ใช่ยาปฏิชีวนะ”

อีกหนึ่งความเสี่ยงของปัญหาดื้อยาที่เริ่มแพร่กระจาย คือ สิ่งแวดล้อม เพราะทั้งน้ำ ทั้งอากาศ ทั้งผืนดิน ล้วนแต่มีสารปนเปื้อนตกค้างอยู่ทั้งสิ้น ความจริงเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเคยมีการสำรวจโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ปี 2552

ยืนยันได้จากข้อมูล ดร.วาลิกา เศวตโยธิน นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ที่ระบุว่าทางศูนย์เคยส่งทีมงานไปตรวจวัดแหล่งน้ำต่างๆ ในประเทศ ซึ่งก็พบว่ามีตัวยาปนเปื้อนอยู่หลายชนิด อาทิ ยาแก้ปวด ยาปฏิชีวนะ และยาฆ่าแมลง

แม้จะสัดส่วนการปนเปื้อนไม่มากนักแต่ ดร.วาลิกา กล่าววว่า สามารถส่งผลต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมเช่นกัน โดยเฉพาะสุขภาพของประชาชนในประเทศที่สัมผัสกับทรัพยากรเหล่านั้นโดยตรง ปัจจุบันศูนย์เองก็พยายามหาวิธีรับมือด้วยกระบวนการต่างๆ ซึ่งหนึ่งในแนวทางที่ประสบความสำเร็จ คือการบำบัดน้ำเสีย โดยเริ่มทดลองที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเป็นแห่งแรก ด้วยการปลูกพืชบางชนิด อาทิ หญ้าแฝก ปักษาสวรรค์ และกก ปรากฏว่า สามารถลดการปนเปื้อนได้เป็นอย่างดี และศูนย์เองก็ตั้งใจจะขยายผลวิธีแก้ปัญหาไปสู่พื้นที่อื่นๆ มากขึ้น

อย่างไรก็ดี เวลานี้นับเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่มีการเริ่มต้นจัดทำแผนยุทธศาสตร์การจัดการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศ โดย ภญ.ดร.นิธิมา สุ่มประดิษฐ์ เภสัชกรชำนาญการ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยนับว่ามีความก้าวหน้าพอสมควร เพราะต้นทุนที่ดีหลายอย่าง เช่น ระบบควบคุมป้องกัน และการพัฒนาบุคลากร ตลอดจนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทว่าสิ่งที่ยังไม่เข้ารูปเข้ารอยเสียทีเดียวก็คือ นโยบายที่ชัดเจน รวมไปถึงการทำงานที่บูรณาการทุกหน่วยงานเข้าไว้ด้วยกัน และที่สำคัญคือความตระหนักรู้ของประชาชน เพราะต้องยอมรับว่ายังมีคนอีกมากที่ไม่รู้ว่าเชื้อดื้อยาว่าคืออะไร

เพราะฉะนั้นการที่เมืองไทยจะก้าวไปสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน สิ่งสำคัญคือการเชื่อมร้อยทุกภาคส่วนเข้าไว้ด้วยกัน โดยแผนนั้นจะครอบคลุมทั้งคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนพัฒนาความเข้มแข็งระบบระบาดวิทยาให้มากขึ้น ทั้งการเฝ้าระวัง การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในสถานพยาบาล รวมไปถึงการเก็บข้อมูลทางด้านสถิติ เพื่อจะได้นำไปสู่การทำงานอย่างมีทิศทาง ซึ่งจะเป็นหนทางที่ช่วยให้ประเทศไทยหยุดยั้งมหัตภัยร้ายนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม