อร่อยดีต่อใจ เมื่อขนมไทยอ่อนหวาน

เรื่องจริงที่ว่ายุคนี้ยิ่งอุตสาหกรรมอาหารเติบโตเท่าไหร่ พฤติกรรมการบริโภคของคนเราก็ยิ่งเปลี่ยนแปลงไปให้กลายเป็นทาสความหวานมากขึ้น
อย่าแปลกใจว่าทำไมหลายคนเสพติดความหวาน เพราะเมื่อร่างกายได้รับน้ำตาลจะหลั่งสารเอ็นโดฟินออกมา ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเรามีความสุข แต่ความหวานที่เกินพอดีกำลังก่อเกิดหลายโรคอันตรายไม่ว่าจะเป็น ฟันผุ แก่เร็วเกิดโรคอ้วนหรือโรคไม่ติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตหัวใจและยังเพิ่มโอกาสที่จะเป็นมะเร็งอีกหลายชนิด
เพราะความหวานเป็นเหตุแห่งโรคภัยมากขนาพนี้องค์การอนามัยโลกจึงแนะนำว่า คนเราไม่ควรบริโภคน้ำตาลจากอาหารทุกชนิดไม่เกิน 25 กรัมต่อวันซึ่งเทียบเคียงใกล้กับปริมาณ 6 ช้อนชาแต่น่าตกใจ
ตรงที่ผลสำรวจการบริโภคน้ำตาลของคนไทยกลับมีความย้อนแยงกับคำแนะนำข้างต้น
รู้หรือไม่ว่า วันนี้ค่าเฉลี่ยบริโภคน้ำตาลของคนไทยพุ่งกระฉูดไปถึง20 ช้อนชาต่อวัน!
กาแฟเย็น 1 แก้ว พาน้ำตาลเข้าสู่เส้นเลือดไปแล้ว 12 ช้อนชา?
ส่วนชาเขียว 1 ขวดก็มีน้ำตาล 14 ช้อนชา?
นี่ยังเป็นเพียงส่วนประกอบน้ำตาลที่อยู่ในเครื่องดื่มเหล่านี้เท่านั้นยังไม่นับรวมน้ำตาลที่ได้แฝงในอาหาร ขนม หรือผลไม้บางชนิดที่หวานจนแทบไม่ต้องคำนวณก็รู้ได้ว่า คนไทยบริโภคน้ำตาลเกินกว่าปริมาณที่ร่างกายควรได้รับอย่างท่วมท้น
จริงๆ มีงานวิจัยพบว่าภายใน 3 อาทิตย์ลิ้นคนเราจะเปลี่ยนรสชาติลงได้เมื่อเราลดปริมาณ ความหวาน ความเค็มที่เคยบริโภคอยู่วันละ 10 % ในที่สุดลิ้นจะรับรสชาติที่อ่อนลงแล้วรู้สึกว่าอาหารที่เรารับประทานอยู่มีรสชาติอร่อย
ซึ่งด้วยความอยากให้คนไทยเริ่มตระหนักและลด “หวานมันเค็ม” ให้น้อยลง แล้วหันมาบริโภคผักผลไม้แทนเพื่อสุขภาพที่ดี ที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)จึงเน้นการรณรงค์สนับสนุนให้มีเมนูอาหารสุขภาพ รวมทั้งส่งเสริมให้คนไทยบริโภคน้ำตาลน้อยลง โดยได้ขับเคลื่อนร่วมกับภาคีในการลดขนาดซองน้ำตาลและฉลากโภชนาการพร้อมขับเคลื่อนสังคมเพื่อปรับพฤติกรรมในสโลแกน "หวานพอดีที่ 4 กรัม
ล่าสุด สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี จึงได้จัดทำ“โครงการส่งเสริมการผลิตและบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารโอทอปเพื่อสุขภาพ”อีกโครงการภายใต้การืสนับสนุนจากสสส.
โครงการนี้มุ่งเน้นการให้ความรู้และหวังจุดประกายผู้ประกอบการโอทอปธุรกิจอาหารและขนมลดหรือเปลี่ยนมาใช้สารให้ความหวานจากน้ำตาลธรรมชาติ อาทิ หญ้าหวาน แทนน้ำตาลจากอ้อย
เพลินพิศ หาญเจริญวนะภูษิต นักโภชนาการจากสมาคมฯผู้จัดการโครงการ ฯ เอ่ยว่ากลุ่มสินค้าสินค้าโอทอปมีความหลากหลายและเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในชุมชนประกอบด้วย กลุ่มแม่บ้าน เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อยซึ่งถือเป็นผู้ประกอบการที่ปรับลดสูตรได้ง่ายกว่าเมื่อเทียบกับบริษัทในระบบอุตสาหกรรมขนดใหญ่ จึงนำร่องกับผู้ประกอบการในพื้นที่รอบกรุงเทพฯ สระบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม อ่างทอง สุพรรณบุรี
จากที่ทราบกันดีกว่า ขนมหวานไทยส่วนใหญ่จะเน้นรสชาติหวานจัดปัญหาคือขนมไทยหรืออาหารบางตัวลดสูตรไม่ได้ ทางโครงการจึงเกิดไอเดียใช้สารทดแทนความหวานจากธรรมชาติแทนซึ่งนอกจากหญ้าหวานแล้ว ล่าสุด วิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรีกำลังทดลองใช้หล่อฮั่งก๊วยมาแทนน้ำตาลในน้ำพริกเผาซึ่งสามารถลดน้ำตาลได้ 30 % รวมทั้งร้านขายสาลี่ในจ.สุพรรณบุรี ก็กำลังทดลองปรับปรุงสูตรใช้หล่อฮั้งก๊วยผสมในขนมสาลี่เพื่อลดปริมาณน้ำตาล รวมถึงการปรับสูตรทองม้วนให้ใช้ ฟักทอง แครอทมาผสมในแป้งเพราะผักเหล่านี้มีความหวานอยู่ในธรรมชาติ
ร้าน “ริน” อีกหนึ่งร้านจำหน่ายขนมของฝากชื่อดังเมืองแปดริ้ว ซึ่งมีสินค้าขึ้นชื่อคือกะยาสารทน้ำอ้อย หลังเข้าร่วมโครงการจึงได้ปรับสูตรใหม่ โดยลดน้ำตาลลง 25 % ปรากฏว่าผู้บริโภคให้ความสนใจมาก
“ผลตอบรับลูกค้ารู้สึกว่าชอบ โดยส่วนใหญ่เป็นลูกค้านิยมทานอยู่แล้ว แต่ว่าติดเรื่องสุขภาพ พอมาเจอตัวนี้เข้าทำให้เขารับประทานได้ โชคดีที่เรามีหน้าร้านของตัวเองทำให้ทดลองตลาดง่าย เราให้ลูกค้าชิมเปรียบเทียบกับของดั้งเดิม ซึ่งรสชาติไม่ต่างเลย” ผู้ดูแลร้านริน บอกเล่า
นอกจากกระยาสารทแล้ว ล่าสุดร้านรินได้ทำฝอยทองสูตรผสมหญ้าหวานโดยลดน้ำตาลไป 50 % เปิดขายมาได้ 1 เดือนแล้ว เสียงตอบรับลูกค้าดีเพราะมีตัวอย่างสูตรผสมหญ้าหวานกับน้ำตาลธรรมดาให้ลูกค้าชิม และสามารถเก็บไว้นานได้ 2 สัปดาห์ในตู้เย็นเช่นเดียวกับสูตรเดิม
เพลินพิศเสริมว่าวันนี้ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มสนใจมากขึ้น เช่นขนมหวานบ้านนันทวันจ.เพชรบุรี ที่กำลังสนใจใช้หญ้าหวานมาผสมขนมหวาน ซึ่งในระยะต่อไปเมื่อสินค้าเหล่านี้จะสนับสนุนให้มีฉลากโภชนาการ ผู้บริโภคสามารถคำนวณหน่วยผู้บริโภคได้อย่างถูกต้อง และอาจมีการเชื่อมโยงการทำงานกับ อย.เพื่อผลักดันและขยายผลต่อไป







