วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

รับมืออย่างไร ในวันที่ “สูงวัย” ใกล้ครองโลก

 

ขณะที่ทุกคนรับรู้ในใจว่า อีกไม่กี่ปีต่อจากนี้ ประเทศไทยเรากำลังทรานสฟอร์มสู่ “สังคมสูงอายุเต็มรูปแบบ” เช่นเดียวกับแนวโน้มชุมชนเมืองอื่นๆ ทั่วโลก โดยภายในปี 2583 ประชากรในกลุ่มนี้จะเพิ่มจำนวนเป็น 17 ล้านคน ซึ่งมากกว่า 1 ใน 4 ของประชากรทั้งประเทศ

แต่หลายคนคงจินตนาการไม่ออกว่า จริงๆ แล้วหน้าตาสังคมผู้สูงอายุที่ว่าควรจะเป็นไปอย่างไร?

แม้คำถามนี้อาจยังไม่มีใครตอบได้แน่ชัดนัก อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายก็ตระหนักกันถ้วนหน้าว่า โครงสร้างสังคมที่กำลังเปลี่ยนไปทั่วโลกกำลังเป็นเรื่องร้อนที่ไม่อาจ “นิ่งเฉย” ได้ เพราะใครๆ ก็ไม่อาจหลีกปรากฏการณ์ฯ นี้พ้น แม้แต่ในชุมชนเล็กๆ ในประเทศไทย อย่าง “บ้านแฮด”

1.

“รพ.สต.ของเราอยู่ในพื้นที่ชุมชนเล็กๆ แค่ 8.5 หมื่นตารางเมตร แต่เรามีหน่วยบริการสาธารณสุข 3 แห่ง เป็นท้องถิ่นเอง 1 เองเป็นเจ้าของ มีการจัดระบบบริการสุขภาพเอง ดูแลเอง แนวทางของเราคือ “พ่อแม่ดีเรายกเป็นต้นแบบ พ่อแม่ด้อยโอกาสต้องเข้าไปช่วยกันดูแล”

อัญชนา เตชะอำนวยวิทย์  หัวหน้าศูนย์บริการสาธารณสุข เทศบาลตำบลบ้านแฮด อำเภอบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่นบอกเล่าแบ็คกราวนด์ อบต.บ้านแฮดแบบคร่าวๆ

 “การบ้านของเรา คือตั้งเป้าไว้ว้าจะต้องจัดการเรื่องนี้ภายในปี 2563 ให้ได้” เธอว่า

ซึ่งความเป็นชุมชนกึ่งชนบทที่บ้านแฮด จ.ขอนแก่น จึงมีบริบทโดยสังเขปไม่ต่างกับชุมชนโดยทั่วไป คือ มีผู้สูงอายุอยู่บ้าน แต่ลูกหลานไปทำงานในเมือง แม้วันนี้ จำนวนผู้สูงอายุบ้านแฮดที่สำรวจพบ ยังมีประมาณพันคน หรือร้อยละ 14 แต่เมื่อมองไปอีกห้าปีข้างหน้า บ้านแฮดจะมีผู้สูงอายุถึงร้อยละ 26 แน่นอนว่า เวลานั้น ถูกเปลี่ยนเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์เต็มรูปแบบ ปี 2565

แต่คนบ้านแฮดมองว่า ยังไม่สายเกินไปสำหรับวันนี้ ที่จะเตรียมแผนรับความท้าทายดังกล่าว

“การจะทำอะไรเราจะทำข้อมูลก่อน” อัญชนาเสริมถึงทำงาน พร้อมเล่าถึงเครื่องมือที่เรียกว่า “BENAP” เป็นเครื่องมือวิจัยชุมชนที่คนบ้านแฮดประยุกต์มาจากTCNAP ของ สสส. ต่างกันตรงที่ BENAP ของบ้านแฮดเจาะจงเฉพาะข้อมูลเรื่องสูงวัยล้วนๆ จากผู้สูงอายุกว่าพันคนที่อยู่ในชุมชนที่จัดทำตลอดในปี 2560 นี้ โดย อัญชนาเอ่ยว่า  BENAP ช่วยให้ทำงานได้ตรงปัญหาและใช้งบประมาณได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย

พร้อมกล่าวว่าเพราะคนบ้านแฮดนำทุนของชุมชน นั่นคือความเป็นสังคมชนบทที่เอื้อเฟื้อดูแลไม่ทอดทิ้งกันมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญ เพื่อผลักดันสร้างบุคลากรจิตอาสาด้านการดูแลสูงวัยให้เกิดขึ้นในชุมชนที่มุ่งเน้นเรื่อง “ความยั่งยืน”

เพราะสุขภาพใจสำคัญไม่แพ้กาย และเมื่อมองว่า “ชุมชนเข้มแข็งดูแลตัวเองจัดการเองได้ คือความยั่งยืนของบ้านแฮด” ที่นี่ทุกคนจึงสามารถเป็นหมออาสาได้หมด

 ที่บ้านแฮดจึงมีจิตอาสาหลากหลายรูปแบบ มีตั้งแต่ “หมอดู” ในชุมชน ที่คนทั่วไปอาจมองว่างมงาย แต่อัญชนาบอกว่าสำหรับผู้ป่วยผู้สูงอายุระยะสุดท้าย นี่คือที่พึ่งทางใจของคนไข้ตามหลักวิชาชีพดูแลผู้สูงอายุ

“ถ้าจิตใจเขาดีหรือเข้มแข็งก็จะทำให้กายเขาดีขึ้น เราต้องดูแลคนไข้แบบองค์รวม เราเลยไปดึงเขามาเป็นแนวร่วม ซึ่งอย่างที่บ้านแฮดมีเจ้าพ่อขุนถึงพญาแรดเป็นที่เคารพสักการะของคนในพื้นที่นับถือมาก ก็จะมี “พ่อจ้ำแม่จ้ำ” ที่นำสวดดวงวิญญาณ เราก็ชักชวนเขามา บอกว่า “มาเป็นทีมสุขภาพกับหนูเถอะ” เราอธิบายเขาว่า เพราะใครมาขอพรกับพ่อแม่แล้วสบายใจ เขาก็ดีใจมาสอนถ่ายทอดเทคนิคให้”

ขณะที่ผู้สูงอายุคนใดมีความรู้เรื่องการนวดแผนไทยจะมาสอนคนในชุมชน ใครเป็นปราชญ์ด้านดนตรีก็ชวนมาพัฒนาเป็นหลักสูตรดนตรีบำบัดสำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้าย อีกส่วน “อาสาบ่มเพาะชุมชน” ก็เข้าไปสอนให้คนในชุมชนสามารถดูแลผู้ป่วยสูงวัยได้เช่นกัน หรือหาก “อีพ่ออีแม่คนใดอยากไปข้อปปิ้ง ไปตลาด หรือไปวัด” ก็มีทีมงาน “หมออาสาปันสุข” มาพาไป ด้าน “อาสาหัวใจ” ที่นี่ยังใช้กุศโลบาย ดึง “พ่อจ้ำแม่จ้ำ” ผู้นำด้านจิตวิญญาณพามาดูแลด้านจิตใจผู้สูงวัยใจชุมชน ขณะที่“อาสาหมอสร้างบ้าน” เป็นแกนนำหรือพี่เลี้ยงเป็นวิศวกรจาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น และกลุ่มสถาปัตย์จาก มหาวิทยาลัยสารคาม มาช่วยปรับสภาพบ้านผู้สูงอายุและพัฒนาทีมช่างชุมชน

“อาสาสมัครที่มาทำงานให้เรา เราบอกเขาเลยว่า “แม่ พี่ หนูไม่มีเงินให้นะ แต่ความรู้พยาบาลที่หนูเรียนมาทั้งหมดห้าปีหนูถ่ายทอดให้หมดเลย สอนล้างแผล ปฐมพยาบาลเราสอนเขา เครื่องมืออุปกรณ์แพทย์เข้ามาขอกับเรา เรามีให้ เข้าใจว่าการดูแลผู้ป่วยแผลกดทับมันต้องใช้อุปกรณ์แพทย์เยอะมาก ตอนแรกเขาก็เกรงใจเอาอาหารของกินมาแลก เราบอกเขาว่า งั้นเอาอย่างนี้ได้มั้ย พี่ไปสอนอีกคนให้ดูแล ไปเป็นวิทยากรให้เรา ไม่ต้องมาแลกหรอก”

ขณะเดียวกันเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบบริการสุขภาพของภาคท้องถิ่นว่าไม่ทอดทิ้ง ก็ต้องเริ่มที่การจัดระบบใหม่ เป็น ต่อไปศูนย์ปฏิบัติการเตรียมความพร้อมการช่วยเหลือและป้องกันการดูแล 24 ชั่วโมงเป็นหน่วยกู้ภัยที่ อบต.บ้านแฮดจัดตั้งขึ้น รองรับผู้ป่วยกลุ่มสูงวัย จึงมีการปรับเพิ่มเรื่องการดูแลผู้สูงอายุ ให้การอบรมแก่เจ้าหน้าที่ในเรื่องการดูแล ที่บ้านแฮดมีรถกู้ชีพฉุกเฉิน 2 คัน โดยหนึ่งคันจะทำหน้าที่เป็นรถสำหรับปฏิบัติการดูแลผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ระบบทำงานและเฝ้าระวังผ่านระบบไลน์กลุ่ม (line) จึงสามารถคอยสแตนด์บายได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยจะมีอสม. 125 คนเป็นผู้จัดการ จัดเก็บข้อมูลผู้สูงอายุมาแล้วในทะเบียนก่อนหน้า

“ทุกอย่างยังเป็นงานประจำของเขาเหมือนเดิม  แต่อบรมและผลักดันเพิ่มว่าเขาต้องมีการพัฒนานวัตกรรมให้ดีขึ้นไป เช่นตอนนี้คุณเป็นกู้ชีพได้แล้ว แต่ปีหน้าคุณต้องพัฒนาเป็นกู้ชีพด้อยโอกาส เราให้เขาคิดไปเรื่อยๆ”

เธอว่าทุกคนที่ทำงานในเทศบาลบ้านแฮด เป็นคนบ้านแฮด “เราไม่เอาคนต่างถิ่นมา ยกเว้นผู้เชี่ยวชาญหรือเจ้าหน้าที่เฉพาะทางพิเศษ เพราะเชื่อว่า “ถ้าเจ้าไม่ทำแล้วใครจะทำบ้านเจ้า”

3.

อีกส่วนของบ้านแฮดโมเดลที่ไม่เหมือนใคร คือการมีโซเชียบแลบของพื้นที่ โดยยังนำกลยุทธ์  “เปลี่ยนญาติให้เป็นหมอ เปลี่ยนบ้านให้เป็นโรงพยาบาล” ซึ่งเป็นการเปลี่ยนพลังชุมชนจัดการตนเองให้เป็นขุมพลังสร้างเมืองที่ทุกคนมีส่วนร่วมมาขับเคลื่อน

โดยเลือกชุมชนที่ผู้นำเข้มแข็ง มีผู้สูงอายุที่ต้องการดูแล มีลูกหลานเป็นจิตอาสาเยอะ คัดครอบครัวที่ต้องการการดูแลหรือต้องการเจ้าหน้าที่ในเวลาต้องไปทำงาน แล้วนำปฏิบัติการทั้งหมดใส่ลงไปที่หมู่บ้านนี้ บทเรียนจากการเรียนรู้กันเองภายใน กลายเป็น “โซเชียลแลบ” หมู่บ้านต้นแบบดูแลผู้สูงอายุ ที่จะถูกเก็บประเด็นปัญหาไปพัฒนาต่อชุมชนต้นแบบดูแลผู้สูงอายุที่ครอบคลุม 100% หรือทั้ง 8 หมู่บ้านในอนาคตอีก 3 ปีข้างหน้า เรื่องนี้อัญชนาชี้ว่าพ่อแม่พี่น้องอยู่บ้านคือคนที่ต้องดูแล แต่เจ้าหน้าที่เข้ามาให้ความรู้แล้วก็กลับ การพัฒนาโครงการนำร่องเพื่อสร้างต้นแบบในชุมชนให้ดูแลพ่อแม่และสมาชิกเอง ซึ่งถือเป็นความยั่งยืนระยะยาว

4.

“เรามองว่าผู้สูงอายุเขาเรียนรู้ตลอดชีวิต แต่ถ้าเรามากำหนดหลักสูตรสี่เดือนจบ เมื่อก่อนผู้สูงอายุเคยอยู่บ้านเฉยๆ แล้วเราไปหยิบเขามาเรียน เขารู้สึกสนุกชอบ ได้เจอเพื่อนเจอสังคม แต่พอจบกลับไปอยู่บ้านเหมือนเดิม ยิ่งเหงากว่าเดิม บางทียิ่งซ้ำเติมสภาพจิตใจแย่ลง หลังผมจัดมาสองรุ่น ผมเลยหยุด และมองว่าแนวทางนี้ยังไม่ตอบโจทย์การทำงานด้านผู้สูงวัยของบ้านแฮดได้ทั้งหมด” ศิริพงษ์ อรุณเดชาชัย นายกเทศมนตรีบ้านแฮดกล่าว หลังสอบถามว่าทำไมบ้านแฮดถึงเปลี่ยนแนวคิดจากการก่อตั้ง “โรงเรียนผู้สูงอายุ” มาสู่ “สถานีภูมิปัญหาผู้สูงอายุ” ที่เขากำลังขับเคลื่อนแทนที่

“สถานีภูมิปัญญาสูงวัย” คือเป้าหมายในอนาคตอันใกล้ที่บ้านแฮดจะยกระดับเป็นศูนย์บ่มเพาะ ฝึกหัด ดูแลกับ เป็นศูนย์ปฏิบัติการเตรียมความพร้อมการเป็นสังคมผู้สูงอายุ

“ตอนที่จัดในรุ่นแรกเราได้รู้ปัญหา รุ่นสองขนาดทำมาแล้วก็ยังพบปัญหา เราก็เลยเอามารวม จึงเกิดที่มาของสถานีภูมิปัญหาผู้สูงอายุที่จะเป็นองค์ความรู้ด้านผู้สูงอายุทุกเรื่อง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งจากการพัฒนาโปรแกรม BENAP ที่เราประยุกต์ขึ้น โดยเราตั้งคำถามว่าเราอยากรู้เกี่ยวกับผู้สูงอายุเรื่องใดบ้าง ก็ทำในหลายๆ มิติ แล้วมาจัดหมวดหมู่ จากข้อมูลมันทำให้รู้ว่าผู้สูงอายุรายนี้อยากฝึกอาชีพ ไม่ได้อยากฟังธรรม มันกลายเป็นว่าสิ่งที่เราจัดหลักสูตรเราไปยัดเยียดให้เขา ที่สำคัญมันทำให้รู้เรื่องมากกว่า ทั้งสุขภาพ สภาพแวดล้อม ซึ่งมองว่าการแก้ก็น่าจะตรงประเด็นมากกว่า ตรงนี้คือแนวทางพัฒนาที่ผมมองว่ามันตรงประเด็น และจำทำให้ไม่ต้องแก้ปัญหาแบบซ้ำๆ ซากๆ อีกต่อไป” เขากล่าว