วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

อพท.4 ชวนเที่ยวงาน “ลองเล่นเช่นช่างสิปป์หมู่”

 

อพท.4 ชวนเที่ยวงาน “ลองเล่นเช่นช่างสิปป์หมู่” พบงานศิลป์ถิ่นพระร่วงทั้งสุโขทัยและกำแพงเพชร

สำนักงานพื้นที่พิเศษอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชร (อพท.4) ชวนเที่ยวงาน “ลองเล่นเช่นช่างสิปป์หมู่” หลังการสืบค้นและฟื้นฟูงานช่างสิปป์หมู่ในพื้นที่แล้วเสร็จ เปิดโอกาสให้คนในจังหวัด นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ร่วมทดลองกิจกรรมต่างๆ ในงาน อาทิ การฟั่นเทียนจากขี้ผึ้งแท้พร้อมทำหนังสือสวดมนต์จากกระดาษสา การตกแต่งระฆังเพื่อระลึกถึงพระราชกรณียกิจของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชที่โปรดให้แขวนระฆังไว้หน้าพระราชวัง หรือการตกแต่งว่าวตามตำนานพระร่วงเล่นว่าว โดยงานจะจัดในวันเสาร์ที่ 9 กันยายน ณ ห้องประชุมอาคารอนุสรณ์ลายสือไท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง จังหวัดสุโขทัยและวันอาทิตย์ที่ ๑๐ กันยายนที่พิพิธภัณฑ์เรือนไทย จังหวัดกำแพงเพชร เวลา 16.00 - 18.00 น.

นายประครอง สายจันทร์ รักษาการผู้จัดการสำนักงานพื้นที่พิเศษอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชร หรือ อพท.4 เปิดเผยถึงการเตรียมงาน “ลองเล่นเช่นช่างสิปป์หมู่” ซึ่งเป็นงานรวบรวมศิลปินแขนงต่างๆ ในพื้นที่พิเศษอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัยและกำแพงเพชร มาจัดแสดงซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงต้นเดือนกันยายน 2560 นี้ ส่วนหนึ่งเป็นการต่อยอดจากกิจกรรมที่ อพท.4 ได้เคยดำเนินการอยู่แล้ว เช่น การพิมพ์พระดิน หากเพิ่มการสร้างสรรค์งานศิลปะให้ครบสมบูรณ์ยิ่งขึ้นตามแบบโบราณคือการบุเงิน บุทอง รวมทั้งเพิ่มเนื้อหาเรื่องราวเหตุผลของการสร้างพระพิมพ์ที่มาจากความเชื่อเรื่อง “ปัญจอันตรธาน” คือการเกรงว่าพระพุทธศาสนาจะหายไปจากแผ่นดินไทย จึงต้องสร้างพระพิมพ์จำนวนมากบรรจุไว้ในพระเจดีย์ให้คนรุ่นหลังได้รู้ กับอีกส่วนคือการค้นพบงานศิลปะที่มีอยู่ในพื้นที่ อาทิ การฟั่นเทียนของคุณยายแอ๊วในศรีสัชนาลัย ซึ่งฟั่นเทียนจากขี้ผึ้งแท้มาเป็นเวลาสามชั่วอายุคน มีฝีมือการฟั่นเทียนที่เป็นหนึ่ง ที่สำคัญคือมีความมุ่งมั่นจะถ่ายทอดองค์ความรู้สู่คนรุ่นหลัง

นอกจากนี้ ยังมีงานอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานสร้างสรรค์ศิลปะผ่านงานกระดาษอย่างงานว่าวที่ในงานนี้จะผ่านย้อนไปสู่ตำนานอันโด่งดังของพระร่วงในหัวข้อ “ว่าววันวาน....ตำนานพระร่วง” ซึ่งเรื่องราวของ “พระร่วง” ผูกพันกับชาวสุโขทัยเป็นอย่างยิ่ง ชื่อสถานที่หลายแห่งในเมืองแห่งนี้ มีตำนานเล่าขานว่ามาจากพระร่วงทั้งสิ้น “สารจิตร” เป็นชื่อหนึ่งที่เกี่ยวพันกับตำนานพระร่วง นั่นคือ พระร่วงทรงเล่นว่าวแล้วขาดปลิวมาจนมาพบกับนางคำแห่งบ้านคุก พระร่วงตกหลุมรักนางคำแต่นางคำไม่ยอมรับรัก พระร่วงเสียใจจึงนั่ง “คุก” เข่าลงร้องไห้จน “เสียจริต” ซึ่งเพี้ยนมาเป็นสารจิตรในเวลาต่อมา โดยในงานว่าวนั้น เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ตกแต่งประดับประดาว่าวด้วยกระดาษที่ตัดแต่งเป็นรูปทรงต่างๆ ให้เกิดเป็นว่าวที่สวยงาม มีความเป็นเฉพาะตัวชิ้นเดียวในโลก

“งานศิลปะทั้งสิบแขนงที่นำมาร้อยเรียงเป็นงาน ‘ลองเล่นเช่นช่างสิปป์หมู่’ ในครั้งนี้ เป็นการสร้างการรับรู้ให้กับผู้สนใจและนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับงานศิลปะแขนงต่างๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่พิเศษอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัยและกำแพงเพชร รวมทั้งยังสร้างแนวคิดหรือไอเดียการท่องเที่ยวผ่านมิติของงานศิลปะ อีกทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มีส่วนในการฟื้นฟูและอนุรักษ์งานศิลปะที่สืบทอดมาตั้งแต่อดีตให้ยืนยาวต่อไป” นายประครองกล่าวสรุป

“ลองเล่นเช่นช่างสิปป์หมู่”

วันเสาร์ที่ 9 กันยายน 2560

ห้องประชุมอาคารอนุสรณ์ลายสือไท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง

16.00-18.00 น.

 

“สืบสานพระพุทธศาสนา” ศิลปะพระพิมพ์ บ้านเชตุพน

การพิมพ์พระ ถือกำเนิดขึ้นในอินเดียหลังพระพุทธปรินิพพาน มีความมุ่งหมายเพื่อสร้างวัตถุระลึกถึงพระพุทธเจ้า ต่อมาการสร้างพระพิมพ์ได้แพร่หลายจากอินเดียไปยังวัฒนธรรมต่างๆ คติความเชื่อของการสร้างพระพิมพ์มีความแตกต่างกันไปบ้างตามพื้นที่ เช่น ชาวพุทธมหายานบางแห่ง สร้างเพื่ออุทิศบุญให้ผู้ตายโดยนำเถ้าอัฐิมาผสมทำพระพิมพ์ ส่วนชาวพุทธนิกายเถรวาทมีความเชื่อเรื่อง “ปัญจอันตรธาน” คือความเสื่อมทั้งห้าของพระพุทธศาสนาจนทำให้พระศาสนาปลาสนาการไปจากโลก นั่นคือปริยัติอันตรธาน (ความรู้เสื่อม) ปฏิบัติอันตรธาน (การปฏิบัติเสื่อม) ปฏิเวธอันตรธาน (ความหลุดพ้นเสื่อม) ลิงคอันตรธาน (ความเป็นระเบียบเสื่อม) และธาตุอันตรธาน (วัตถุธาตุเสื่อม) คติการสร้างพระพิมพ์จึงได้รับความนิยมและเป็นเครื่องสะท้อนถึงศรัทธาความเชื่อของพุทธศาสนิกชนที่ปรารถนาจะสืบสานพระศาสนาโดยการสร้างพระพิมพ์จำนวนมากบรรจุไว้ในพระเจดีย์ เพื่อที่เมื่อในอนาคตศาสนาเสื่อมถอยลงไป คนจะได้เห็นรูปจำลองของพระพุทธเจ้าและหันกลับมา สมาทานพระพุทธศาสนา เป็นการสืบทอดให้ยืนยาวต่อไปได้อีก

 

“มิ่งไม้มงคล” กับบ้านแกะพระไม้

การสร้างพระพุทธปฏิมา นอกจากจะเป็นเครื่องน้อมนำให้รำลึกถึงพระพุทธเจ้าแล้ว คติของพุทธเถรวาทยังเชื่อว่าเป็นการสืบสานพระศาสนาให้ยืนยาวไปตราบนานเท่านาน ศิลปินผู้สร้างสรรค์องค์พระ จะเลือกใช้วัสดุตามความถนัดและหาได้ในท้องถิ่นของตน หนึ่งในนั้นคือ “ไม้” โดยนำไม้มาแกะสลัก อาจจะเป็นไม้ท่อนเดียวหรือเป็นชิ้นมาประกอบกันก็ได้ สิ่งสำคัญของการเลือกไม้มาแกะนั้น นอกจากเป็นไม้ที่เนื้อไม้แข็งมากนัก ก็มักนิยมเลือกไม้มีนามพ้องกับความเป็นมงคลอีกด้วย

๐ ไม้โพ พระพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตรสัมโพธิญาณใต้ต้นอัสสัตถพฤกษ์หรือต้นโพบาย จึงเรียกเฉพาะต้นนั้นว่าต้นพระศรีมหาโพธิ์ (ต้นโพอื่นๆ สะกด “โพ”) อาศัยว่าเป็นไม้ในตระกูลเดียวกันและชื่อออกเสียงเหมือนกัน จึงนิยมนำมาแกะสลักพระ แต่เดิมจะเลือกเฉพาะกิ่งโพที่หันทางทิศตะวันออกมาแกะสลักเป็นพระพุทธรูป ส่วนรากโพแกะสลักเป็นพระมหาสาวก

๐ ไม้จันทน์ นอกจากจะมีกลิ่นหอมแล้ว ยังเป็นไม้ที่ปรากฏในพระอรรถกถา (คัมภีร์ชั้นหลังพระไตรปิฎก) ว่าพระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงโปรดให้สร้างพระพุทธรูปขึ้นจากไม้แก่นจันทน์แดงคราวเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์​ เมื่อพระพุทธองค์เสด็จกลับมา พระไม้นั้นก็ลุกเลื่อนเคลื่อนออกจากที่ พระพุทธเจ้าจึงยกพระหัตถ์ห้ามไว้ กลายเป็นมาตำนานพระแก่นจันทน์หรือพระปางห้ามญาติ ถือว่าเป็นพระพุทธรูปองค์แรกในพระพุทธศาสนา

๐ ไม้พยุง ค้ำจุนพยุงให้ชีวิตดีขึ้น

๐ ไม้ขนุน หนุนดวงให้ดี มีคนเกื้อหนุนอยู่เสมอ

๐ ไม้มะขาม คนเกรงขาม สุขภาพแข็งแรงเหมือนไม้มะขาม

๐ ไม้คูน ค้ำจุนชีวิตให้รุ่งเรือง เป็นใหญ่ มีอำนาจวาสนา

๐ ไม้ชัยพฤกษ์ มีโชคชัย ชนะอุปสรรค

๐ ไม้ทองหลาง มีทรัพย์สินเงินทอง

๐ ไม้สัก มีเกียรติยศศักดิ์ศรี อำนาจ คนเคารพ

๐ กันเกรา ป้องกันภัยอันตราย

 

“หล่อพระงามเพี้ยง เสนาะเสียงระฆังกังวาน” บ้านหล่อพระศิลปเสรี

พระพุทธรูปสำริดในภูมิภาคนี้ เชื่อว่าเริ่มหล่อกันมาตั้งแต่หลังพุทธศตวรรษที่ 1,000 มีการหล่อพระพุทธรูปหลากหลายขนาด มีพุทธลักษณะแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น การหล่อพระพุทธรูป เป็นงานใหญ่ มีขั้นตอนมาก และถือว่าเป็นงานประติมากรรมที่รวมช่างสิบหมู่ไว้แทบทุกแขนง อาทิ ช่างปั้น ช่างหล่อ ช่างขัด ช่างลงรักปิดทอง โดยขั้นตอนการหล่อพระอาจกล่าวได้โดยคร่าวมีสามขั้นตอนคือ

  1. การปั้นหุ่นและงานขี้ผึ้ง
  2. เททอง
  3. ขัดแต่ง

นอกจากการหล่อพระแล้ว ยังใช้การหล่อเพื่อสร้างวัตถุอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับงานสถาปัตยกรรมและเครื่องมือเครื่องใช้ด้วย ที่เห็นกันบ่อยๆ ในวัดต่างๆ ก็คือ “ระฆัง” ซึ่งระฆังเองก็ปรากฏในประวัติศาสตร์ของกรุงสุโขทัยนั่นคือระฆังที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราช โปรดให้แขวนไว้ที่ประตูหน้าวังให้ประชาชนมาตีเพื่อร้องทุกข์

การสร้างระฆังหรือกระดิ่งเพื่อไปประดับบนพระเจดีย์ หลังคาพระอุโบสถหรือพระวิหารนั้น ทำให้เกิดเสียงไพเราะเมื่อต้องลม เชื่อว่าผู้แรกที่สร้างระฆังติดในพระอารามคือนางวิสาขามหาอุบาสิกา เสียงของระฆังนั้น เป็นเสียงที่ส่งไปถึงสรวงสวรรค์และว่ากันว่ามีอานิสงส์ให้ผู้สร้างมีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่รู้จักกว้างขวางประดุจเสียงของระฆังที่ดังก้องกังวานนั่นเอง

 

“ว่าววันวาน....ตำนานพระร่วง” บ้านสารจิตร

เรื่องราวของ “พระร่วง” ผูกพันกับชาวสุโขทัยเป็นอย่างยิ่ง ชื่อสถานที่หลายแห่งในเมืองแห่งนี้ มีตำนานเล่าขานว่ามาจากพระร่วงทั้งสิ้น “สารจิตร” เป็นชื่อหนึ่งที่เกี่ยวพันกับตำนานพระร่วง นั่นคือ พระร่วงทรงเล่นว่าวแล้วขาดปลิวมาจนมาพบกับนางคำแห่งบ้านคุก พระร่วงตกหลุมรักนางคำแต่นางคำไม่ยอมรับรัก พระร่วงเสียใจจึงนั่ง “คุก” เข่าลงร้องไห้จน “เสียจริต” ซึ่งเพี้ยนมาเป็นสารจิตรในเวลาต่อมา

ว่าว เป็นทั้งเครื่องเล่นเพื่อความเพลิดเพลินและเป็นเครื่องมือที่สอดคล้องกับคติความเชื่อ เช่น ชาวจีน ชาวเกาหลี ชาวเวียดนาม ปล่อยว่าวให้ลอยขึ้นท้องฟ้าเพื่อขับไล่วิญญาณร้ายจากเด็กเล็กๆ กัมพูชาเองก็แขวนว่าวตามชายคาตอนกลางคืนเพื่อไล่ภูตผีปีศาจชั่วร้าย ชาวยุโรปใช้ว่าวในการทดลองวิทยาศาสตร์ เช่น เรื่องฟ้าผ่าฟ้าแลบ

การทำว่าว เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ คือมีขั้นตอนการทำว่าวให้ลอยลมได้ ว่าวบางชนิดสามารถส่งเสียงได้ด้วย ส่วนศิลปะนั้น ก็ปรากฏเป็นความสวยงามจากการตกแต่งบนกระดาษว่าว ว่าวยังใช้เป็น “เครื่องแก้บน” ในบางท้องที่อีกด้วย

           

“ฟั่นเทียนเขียนกระดาษสา” บ้านทำเทียนและกระดาษสา

การทำเทียน เป็นหนึ่งในเครื่องบูชาประกอบกับดอกไม้และธูป เทียนที่ดีคือเทียนที่ทำจากขี้ผึ้งแท้ไม่เจือปน นำ

มา “ฟั่น” เข้ากับด้ายที่ทำจากฝ้าย คำว่าฟั่นนั้น เป็นคำกริยา แปลว่าคลึงสิ่งเป็นเส้นหลายเส้นให้เข้าเกลียวกัน เช่น คลึงขี้ผึ้งที่มีไส้อยู่ภยในให้เป็นเล่มเทียน

คุณสมบัติของเทียนขี้ผึ้งแท้คือสามารถปักลงกับที่ตั้งได้โดยไม่ต้องลนก้นเทียน ให้ไฟสม่ำเสมอ ที่สำคัญคือไม่มีน้ำตา

การจุดธูปเทียนบูชาพระ มักจะคู่กับการสาธยายมนต์หรือสวดมนต์ การจารึกคำสวดลงบนวัสดุต่างๆ มีใบลาน กระดาษ เป็นต้นนั้น ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ต้องการสวดมนต์ได้เป็นอย่างดี กระดาษสา เป็นหนึ่งในวัสดุที่ใช้ทำหนังสือสวดมนต์ได้อย่างสวยงาม ข้อดีของกระดาษสาประการหนึ่งคือเมื่อยับก็สามารถทำให้กลับมาเหมือนเดิมได้เพียงพรมน้ำลงไปแล้วลูบกระดาษให้เรียบ

กระดาษสา ทำมาจากต้นปอสา เป็นพืชเส้นใยชนิดเดียวกันกับหม่อนและขนุน

“ลองเล่นเช่นช่างสิปป์หมู่”

วันอาทิตย์ที่ ๑๐ กันยายน 2560

พิพิธภัณฑ์เรือนไทย จังหวัดกำแพงเพชร

16.00-18.00 น.

 

“แลงศิลาสร้างชากังราว” บ่อขุดศิลาแลง

เมืองกำแพงเพชร เมืองที่มีกำแพงเมืองแข็งแกร่งประดุจเพชร เป็นเมืองสำคัญที่ต้านทานศึกมาหลายครั้งหลายหน มีประวัติความเป็นมานับแต่วัฒนธรรมทวารวดีรุ่งเรือง เป็นเมืองหน้าด่านของสุโขทัยในฐานะเมืองลูกหลวง ชื่อเดิมของกำแพงเพชรคือเมืองชากังราว สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงบันทึกเรื่องกำแพงเมืองกำแพงเพชรว่า “เป็นกำแพงเมืองที่เก่าแก่ มั่นคง ยังมีความสมบูรณ์มากและเชื่อว่าสวยงามที่สุดในประเทศไทย” ซึ่งกำแพงอันแข็งแกร่งนี้เป็น “กำแพงศิลาแลง” คือใช้ศิลาแลงมาก่อร่างสร้างกำแพงจนแข็งแกร่งประดุจเพชร

ศิลาแลง เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ลักษณะคล้ายหิน มีสีแดงส้มหรือน้ำตาลเข้ม มีรูพรุน มีออกไซด์ของเหล็กเป็นส่วนประกอบสำคัญ ภูมิประเทศที่เกิดศิลาแลงนั้น ต้องอยู่ในที่ที่อากาศร้อนชื้น ฝนตกชุกช่วงหนึ่งและทิ้งช่วงแล้งนานพอสมควร

ศิลาแลงเป็นองค์ประกอบสำคัญในสถาปัตยกรรมของกำแพงเพชร สุโขทัยและศรีสัชนาลัย เพราะพบศิลาแลงจำนวนมาก ศิลาแลงเมื่อนำไปใช้ในการสร้างวัดหรือเจดีย์ ก็จะมีการพอกด้วยปูนและประดับลายเพื่อให้เกิดความสวยงาม

 

“นุ่งห่มสมอยู่ในเรือนไทย” พิพิธภัณฑ์เรือนไทย

 เรือนไทย ออกแบบให้สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศและวิถีชีวิตของผู้คน การกินอยู่หลับนอนล้วนแต่มีคติความเชื่อและการปฏิบัติเป็นระเบียบแบบแผน หนึ่งในนั้นคือ “การแต่งกาย” ดังที่กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้แต่งคำกลอน “สวัสดิรักษา” ถวายสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอาภรณ์ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ส่วนหนึ่งในสวัสดิรักษานั้น กล่าวถึงสีสันการแต่งกายประจำวันดังนี้

 

อนึ่งภูษาผ้าทรงณรงค์รบ                                 ให้มีครบเครื่องเสร็จทั้งเจ็ดสี

วันอาทิตย์สิทธิโชคโฉลกดี                   เอาเครื่องสีแดงทรงเป็นมงคล

เครื่องวันจันทร์นั้นควรสีนวลขาว                      จะยืนยาวชันษาสถาผล

อังคารม่วงช่วงงามสีครามปน              เป็นมคลขัตติยาไม่ราคี

เครื่องวันพุธสุดดีด้วยสีแสด                 กับเหลือบแปดปนประดับสลับสี

วันพฤหัสฯ จัดเครื่องเขียวเหลืองดี       วันศุกร์สีเมฆหมอกออกสงคราม

วันเสาร์ทรงดำจึงล้ำเลิศ                                  แสนประเสริฐเสี้ยนศึกจะนึกขาม

อนึ่งพาชีขี่ขับประดับงาม                                 ให้ต้องตามสีสันจึงกันภัย

 

ส่วนสาวชาววัง ก็มีธรรมเนียมการแต่งตัวเป็นแบบแผนตามวันคือ

วันจันทร์           นุ่งสีเหลืองอ่อน ห่มสีน้ำเงินอ่อนหรือบานเย็น ถ้านุ่งสีน้ำเงินนกพิราบ ห่มสีจำปาแดง

วันอังคาร         นุ่งสีปูนหรือสีม่วงเม็ดมะปราง ห่มสีโศก ถ้านุ่งสีโศกหรือเขียวอ่อน ห่มด้วยม่วงอ่อน

วันพุธ               นุ่งสีถั่ว สีเหล็ก ห่มสีจำปา

วันพฤหัสบดี    นุ่งสีเขียวใบไม้ ห่มสีแดงเลือดนก หรือนุ่งสีแสด ห่มสีเขียวอ่อน

วันศุกร์             นุ่งสีน้ำเงินแก่ ห่มสีเหลือง

วันเสาร์            นุ่งสีม่วงเม็ดมะปราง ห่มสีโศก หรือนุ่งผ้าลายพื้นสีม่วงห่มสีโศก

วันอาทิตย์        แต่งเหมือนวันพฤหัสบดีก็ได้ หรือนุ่งผ้าลายสีลิ้นจี่หรือสีเลือดหมู ห่มสีโศก

 

“ผงแลงแปลงเป็นสี” และ “ดอกดวงพวงมโหตร” แกลอรี่ไม้ไทย

งานจิตรกรรม คือการแสดงออกของงานศิลปะผ่านการวาด ระบาย ลงสี ฯลฯ เพื่อถ่ายทอดความรู้สึก อารมณ์และประสบการณ์ของจิตรกรลงบนผืนวัสดุชนิดใดชนิดหนึ่ง จิตรกรรมที่รู้จักกันดีในประเทศไทยคือจิตรกรรมฝาผนังซึ่งส่วนใหญ่ปรากฏอยู่ตามผนังอาคารของวัด

การให้สีสันเป็นส่วนหนึ่งของงานจิตรกรรม เพื่อสะท้อนความเป็นเมืองแห่งศิลาแลง ศิลปินจึงเลือกใช้ “ผงศิลาแลง” มาสร้างสรรค์เป็นสีเพื่อใช้ในงาน ทำให้งานมีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเพราะสีที่ใช้ คือสีจากศิลาที่ใช้สร้างสถาปัตยกรรมและกำแพงเมืองอันแข็งแกร่งจนได้รับชื่อว่า “กำแพงเพชร” นั่นเอง

พวงมโหตร เป็นเครื่องแขวนทำจากกระดาษสีต่างๆ พับและตัดเป็นรูป ใช้ในงานมงคล เช่น งานแต่งงาน งานบวช งานทำบุญ ขึ้นบ้านใหม่ งานสงกรานต์ พวงมโหตรในราชสำนัก หมายถึงพวงอุบะ ห้อยประดับอยู่ที่คันดาลฉัตรทำด้วยผ้าตาดทอง ส่วนพวงมโหตรของชาวบ้าน ใช้กระดาษหลากสีสันมาทำ พวงมโหตรมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามท้องที่ ทางภาคเหนือจะเรียกว่าตุงไส้