วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

"สมุนไพรไทย"

ก.พาณิชย์" ขยายตลาดส่งออก"สมุนไพรไทย"   วางเป้าเพิ่มมูลค่าสินค้าภายในประเทศและตลาดโลก

"ก.พาณิชย์" ขยายตลาดส่งออก"สมุนไพรไทย"   วางเป้าเพิ่มมูลค่าสินค้าภายในประเทศจากเดิมมูลค่า1.8 แสนล้านบาท เป็น 2 เท่าหรือ 3.6 แสนล้านบาทภายใน 4 ปี     ดันพืชสมุนไพร  4 สมุนไพร (บัวบก- ไพล- กระชายดำ- ขมิ้นชัน  แปลงโฉมบรรจุภัณฑ์ปั้นเป็น "แบรนด์ระดับโลก"     พร้อมวางเป้าปีนำร่อง 13  จังหวัดเป็นแหล่งผลิตเพื่อการส่งออกสมุนไพรไทย      หวังรองรับกระแสนิยมทั้งภายในและตลาดโลก

นางสาวชนินทร   หริ่มเจริญ    ผู้อำนวยการกองนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าสินค้าเกษตร   กระทรวงพาณิชย์  กล่าวว่า    จากค่านิยมการบริโภคผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและแนวโน้มการบริโภคเพื่อสุขภาพของคนรุ่นใหม่  รวมทั้งปัจจุบันโลกได้เข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุมากขึ้น  เป็นปัจจัยบวกให้สมุนไพรและผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากสมุนไพร  กลายเป็นสินค้าที่กำลังเป็นที่ต้องการตลาดทั้งในและต่างประเทศนับวันสูงขึ้นเรื่อยๆ

 โดยปัจจุบันประเทศไทยมีการใช้และส่งออกสมุนไพรและผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าประมาณ ๑ แสนล้าน ในขณะที่ตลาดโลกมีมูลค่ารวมประมาณ ๙๒,000 ล้านเหรียญสหรัฐ     โดยประเทศที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงสุด   ได้แก่    เยอรมนี ญี่ปุ่น และฝรั่งเศส     ซึ่งมีการเติบโต      สำหรับสาเหตุที่ที่เกิดกระแสนิยมต่อสมุนไพรและยาแผนโบราณ    เนื่องจากสินค้าที่ผลิตจากสมุนไพรให้ผลข้างเคียงน้อยกว่าและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษา      

ทั้งนี้   สมุนไพรและผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากสมุนไพร    ได้กลายเป็นสินค้าทางเลือกใหม่ในการรักษาและสร้างเสริมสุขภาพ      ในขณะเดียวกันสมุนไพรยังเป็นสินค้ามูลค่าเพิ่มสูงที่สามารถเชื่อมโยงการผลิตไปสู่เกษตรกรในเครือข่ายได้ในวงกว้าง จึงเป็นเหตุผลที่กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญและผลักดันให้เกิดการพัฒนาสู่สากลและขยายผลสู่ธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่อง

นางสาวชนินทร    ยังได้คาดการณ์ด้วยว่า    ปัจจุบันตลาดสมุนไพรและยาแผนโบราณในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะมีอัตราการขยายตัวมากที่สุด     โดยขยายตัวเฉลี่ยประมาณร้อยละ ๙.๑  ต่อปี ซึ่งกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพสูงที่สุดในตลาดสมุนไพร  ได้แก่    กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม (Nutraceuticals) และกลุ่มผลิตภัณฑ์เวชสำอาง (Cosmeceuticals)   สำหรับประเทศไทย พืชสมุนไพรที่สามารถนำมา ใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้มีมากถึง ๑,๘๐๐ ชนิด  

 กางแผนแม่บทการพัฒนาสมุนไพรไทย  5ปี   

วางเป้าเพิ่มมูลค่าสินค้าภายในประเทศเพิ่มเป็น  3.6 แสนล้าน ใน 4 ปี    

ปัจจุบันสินค้าสมุนไพรไทยยังได้รับการรับรองมาตรฐานน้อยมาก(เพียงร้อยละ ๔.๔๗) หากมีการยกระดับการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและมีการสร้างแบรนด์ในระดับโลก       จะทำให้สินค้ามีคุณภาพและขยับสู่ตลาดสากลได้ไม่ยาก    รัฐบาลได้จึงได้จัดทำ "แผนแม่บทแห่งชาติ ว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔    ซึ่งมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนอย่างครบวงจร โดยมุ่งที่จะสร้างมูลค่าสินค้าสมุนไพรภายในประเทศจากเดิมมีมูลค่า 1.8 แสนล้านบาท ให้เป็น 2 เท่าหรือ 3.6 แสนล้านบาทภายใน 4 ปี    ในขณะที่ การส่งออกสมุนไพรของไทยยังมีมูลค่าเพียง 900 ล้านบาทเท่านั้น     โดยเป็นสมุนไพรสดประมาณ 600 ล้านบาท และ สารสกัดจากสมุนไพรประมาณ 300 ล้านบาท ซึ่งควรผลักดันให้มีการขยายตัวได้อีกมาก

สำหรับ    แนวทางส่งเสริมตลาดสมุนไพรไทย     ประกอบด้วย  4 ประการ    ได้แก่ 1) ส่งเสริมผลิตผลของสมุนไพรที่มีศักยภาพ  2)พัฒนาอุตสาหกรรมและการตลาดสมุนไพรให้มีคุณภาพระดับสากล 3) ส่งเสริมการใช้สมุนไพรเพื่อการรักษาโรคและสร้างเสริมสุขภาพ 4) พัฒนาการขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐให้บูรณาการกันทั้งระบบจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ

"โดยในส่วนของกระทรวงพาณิชย์    จะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางด้านข้อมูลตลาด ส่งเสริมการค้า พัฒนาบรรจุภัณฑ์ สร้างแบรนด์ระดับโลก และธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง รวมทั้งสร้างช่องทางจำหน่ายทั้ง offline และ online ตลอดจนเชื่อมโยงการค้าจากเกษตรกรใน 4 จังหวัดนำร่องให้เข้าสู่ห่วงโซ่การส่งออก    ได้แก่    เชียงราย      สกลนคร ปราจีนบุรี สุราษฎร์ธานี และจะเพิ่มอีก 9 จังหวัดรวมเป็น 13 จังหวัดในปี 2561"   นางสาวชนินทร   กล่าว  

เผยโฉมผู้เพาะถั่งเช่าได้เป็นรายแรกในประเทศไทย       

"ชีวะโกโอสถ"   นับเป็นหนึ่งในบริษัทที่ขายสมุนไพรมานาน   โดยอาจารย์เทียนชัย ศิริแสน ประธานกรรมการบริหาร กล่าวว่า      เริ่มแรกเปิดขายสมุนไพรในวัดเจดีย์หอยเมื่อ 18 ปีที่แล้ว และต่อมาก็ได้มาเปิดบริษัท ชีวะโกโอสถ ซึ่งสมุนไพรที่โดดเด่นของบริษัทคือ ถั่งเช่าโดยได้ซื้อหัวเชื้อถั่งเช่ามาจากประเทศทิเบตในกิโลละ 1 ล้านบาท และได้นำมาเพาะพันธุ์จนมีคุณภาพที่ดีที่สุด ผ่านกระบวนการคัดเลือกเฉพาะพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ นำมาเพาะพันธุ์เผยแพร่ในฟาร์มของบริษัทเอง ในเรื่องของถั่งเช่า บริษัทมั่นใจว่าไม่มีปัญหาในสภาพอากาศของเมืองไทย เพราะใช้อาหารโปรตีนที่บริษัทผลิตขึ้นมาเองเป็นการเลี้ยงถั่งเช่า 10 กว่าปีมานี้เราโตขึ้น 100 % สำหรับบริษัทได้รับผลิตสมุนไพรในแบรนด์ของลูกค้าโดยใช้สูตรของบริษัทเอง โดยบริษัทได้มีแบรนด์ของเราเองชื่อ ถั่งเช่าฟาร์ม ซึ่งได้รับความสนใจจากภายในประเทศและต่างประเทศ

 อาจารย์เทียนชัย    เล่าด้วยว่า   ชีวะโกโอสถได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เพาะถั่งเช่าได้เป็นรายแรกในประเทศไทย ปัจจุบันนอกจากผลิตเป็นผลิตภัณฑ์แคปซูลแล้ว  ยังได้พัฒนาต่อยอดเป็นแบบสูตรน้ำ    เนื่องจากทางชีวะโกโอสถอยากจะทำสินค้าที่ยังไม่มีในตลาดโดยเฉพาะสินค้าเพื่อสุขภาพ เราเห็นเครื่องดื่มต่างๆมีมากมายแต่เครื่องดื่มทางสุขภาพนั้นยังมีน้อยอยู่ จึงได้คิดผลิตภัณฑ์ถั่งเช่าชนิดน้ำขึ้นมา เพราะถั่งเช่าเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์ปรับสมดุลของร่างกาย และในอนาคตยังมีแผนพัฒนาต่อยอดเป็นไวน์ถั่งเช่าอีกด้วย

" การที่กระทรวงพาณิชย์นำผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างประเทศเข้ามาดูกระบวนการผลิตถึงโรงงานในครั้งนี้     จะทำให้นานาประเทศได้ได้เห็นถึงกระบวนการผลิตยาสมุนไพรไทยที่ได้มาตรฐานอย.ที่เป็นกิจการของคนไทย100% มีการใช้ภูมิปัญญาสมุนไพรไทยผสมผสานกับวิทยาการแผนใหม่ ทั้งด้านเภสัชกรรม การผลิตและการตรวจวิเคราะห์ เพื่อนำไปสู่การผลิตยาสมุนไพรไทยที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพในการรักษา โดยผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรไทยของบริษัทชีวะโกโอสถ มีหลากหลายชนิด ซึ่งผลิตภัณฑ์ต่างๆ เหล่านี้ นอกจากจำหน่ายตามร้านขายยาในประเทศ และยังส่งออกไปจำหน่ายอีกหลายประเทศทั้งในแถบเอเชีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

ด้านดร.สุวิทย์  ธีรกุลชน     ผู้อำนวยการ บริษัท  ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย  จำกัด  กล่าวว่า    บริษัท  ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยฯ   จำกัด   ถือเป็นบริษัทร่วมทุนขององค์การเภสัชกรรม     เริ่มผลิตยา และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากสมุนไพร ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2541 เป็นต้นมา โดยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตจากองค์การเภสัชกรรม ซึ่งตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2542โรงงาน สามารถผลิตยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้จำนวน 22 รายการ และมีแผนการเพิ่มจำนวนรายการให้มากขึ้นตามความต้องการของตลาดในอนาคต ผลิตภัณฑ์ทุกรายการได้รับการควบคุมและรับรองคุณภาพโดยสถาบันวิจัย และพัฒนาขององค์การเภสัชกรรมในระดับที่คล้ายคลึงกับการผลิต และควบคุมคุณภาพยาแผนปัจจุบัน

"ปัจจุบันเราเป็นผู้นำด้านการผลิตยาสมุนไพร ภายใต้เทคโนโลยีการผลิตที่ดี (GMP) และได้รับการรับรอง มาตรฐานสากล มุ่งเน้นการพัฒนาด้านการผลิตยาสมุนไพรที่มีคุณภาพสูงสุดซึ่งตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาเราเน้นผลิตและจำหน่ายยาสมุนไพรที่ดี   มีคุณภาพ พร้อมสร้างประโยชน์ต่อสังคม จึงดำเนินงานโดยยึดหลักธรรมาภิบาล  ได้รับรางวัลการรันตีคุณภาพและมาตรฐานต่างๆมากมาย เพื่อก้าวสู่การเป็นองค์กรระดับมาตรฐานสากล   ซึ่งวันนี้ผู้ประกอบการต่างประเทศก็ต่างได้เห็นและสัมผัสถึงศักยภาพของโรงงานผลิตสมุนไพรไทยที่ได้มาตรฐานแห่งหนึ่งของประเทศ  และจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพ มาตรฐานการผลิตสมุนไพรไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลกมากยิ่งขึ้น  "   ดร.สุวิทย์  กล่าว