วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไทยยูเนี่ยน จับมือโครงการอาหารโลก

เปิดตัวการศึกษาผลกระทบโครงการอาหารโรงเรียนในประเทศเคนย่า  


 
โครงการอาหารโลก ขององค์การสหประชาชาติ หรือ World Food Programme (WFP) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้เปิดตัวกรณีศึกษาเพื่อศึกษาผลของโครงการอาหารโรงเรียนแห่งชาติ ที่มีต่อเศรษฐกิจในประเทศเคนย่า 

ในปี 2552 รัฐบาลเคนย่าได้เริ่มโครงการอาหารโรงเรียนที่ใช้ผักปลูกเองจากครัวเรือนทั่วประเทศ ซึ่งสามารถนำมาปรุงเป็นอาหารกลางวันให้กับเด็กๆ หนึ่งล้านคน ในขณะที่เด็กอีกราว 600,000 คนได้รับอาหารผ่านโครงการอาหารโรงเรียนของ WFP โดย WFP ค่อยๆ ถ่ายโอนจำนวนนักเรียนภายใต้การสนับสนุนของตนให้เข้าสู่โครงการอาหารโรงเรียนที่ใช้ผักปลูกเองจากครัวเรือนของรัฐบาล ซึ่งมีกำหนดจะเสร็จสมบูรณ์ภายในสิ้นปี 2561 

ภายใต้โครงการอาหารโรงเรียนที่ใช้ผักปลูกเองจากครัวเรือน โรงเรียนต่างๆ ซื้ออาหารจากตลาดในท้องถิ่น ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยตรงไปยังเกษตรกรและพ่อค้า รวมทั้งผู้ให้บริการด้านอื่นๆ อาทิเช่น ผู้รับจ้างขนส่ง และซัพพลายเออร์ในกระบวนการผลิตพืชผลทางการเกษตร  
 
ในปี 2559 WFP ได้นำอาหารปรุงสดเข้าเป็นเมนูอาหารโรงเรียนในเมืองไนโรบิ ซึ่งเป็นการสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับครอบครัวที่มีความเกี่ยวข้องในการผลิตและขายผลผลิตการเกษตรโดยตรงจากฟาร์ม  

โรงเรียนและสถาบันต่างๆ ที่ซื้อผลิตผลจากเกษตรกรท้องถิ่น มีส่วนช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเงินสดและสร้างโอกาสในการจ้างงานท้องถิ่นเพิ่มขึ้น ซึ่งวิธีการการประเมินผลทางเศรษฐกิจแบบวงกว้างในระดับท้องถิ่น (Local Economy-Wide Impact Evaluation: LEWIE) จะถูกดำเนินการโดยคณะเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส ที่จะรวบรวมข้อมูลและแสดงให้เห็นถึงผลที่เกิดขึ้นทางเศรษฐกิจของโครงการอาหารโรงเรียนที่ใช้ผักปลูกเองจากครัวเรือน  

การทำการศึกษานี้จะร่วมกับมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซึ่งจะช่วยแสดงให้เห็นว่า หากประเทศเคนย่ามีโครงการอาหารแห่งชาติที่จัดหาอาหารกลางวันประจำวันให้กับนักเรียนทั้งหมด 8.9 ล้านคน จะส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจของท้องถิ่น และเศรษฐกิจของประเทศ การใช้ข้อมูลที่ได้จากโรงเรียน พ่อค้า ภาคธุรกิจ เกษตรกร และครัวเรือน ย่อมเป็นไปได้ที่จะสามารถประมาณการณ์การกระจายรายได้ที่เกิดจากทุกๆ ดอลลาร์ที่ได้ลงทุนไปในโครงการอาหารโรงเรียนแห่งชาติ ตามข้อมูลการจัดซื้อผลิตผลอาหารจากท้องถิ่น  
 
บทเรียนที่ได้จากโครงการนี้สามารถแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับปรุงโภชนาการของนักเรียนอย่างจริงจัง ในขณะเดียวกันภายใต้โครงการนี้ก็สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อีกเช่นกัน นอกจากนี้ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นสามารถนำไปสู่โอกาสในการปรับใช้โครงการแนวทางเดียวกันนี้ในระดับสากลทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนา

การให้การสนับสนุนโครงการอาหารโรงเรียนที่ใช้ผักปลูกเอง จากครัวเรือนของ WFP ในประเทศเคนย่า สอดคล้องกับ SeaChange® หรือกลยุทธ์ความยั่งยืนของไทยยูเนี่ยน นอกจากนี้ บริษัท ไทยยูเนี่ยน ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคีข้อตกลงแห่งสหประชาชาติ กำลังดำเนินการเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติโดยผ่านกลยุทธ์ SeaChange® ซึ่งประกอบไปด้วยเป้าหมายด้านการขจัดความหิวโหย และโอกาสการจ้างงานและเติบโตทางเศรษฐกิจ
 
“การร่วมมือกับหน่วยงานในภาคเอกชนมีความสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายด้านขจัดความหิวโหย” นางแอนนาลิซ่า คอนเต้ ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคและผู้แทนของโครงการอาหารโลก กล่าว “WFP ขอบคุณในการสนับสนุนของไทยยูเนี่ยนที่มีต่อโครงการนี้ ซึ่งจะเผยถึงผลการศึกษาโครงการอาหารโรงเรียนทั่วประเทศซึ่งเกี่ยวข้องกับเกษตรกรในท้องถิ่นและภาคธุรกิจว่า จะสามารถช่วยพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนของประเทศเคนย่า เราหวังจะได้ทำงานร่วมกันและเปิดเผยผลการศึกษาของโครงการเพื่อเดินไปข้างหน้าร่วมกัน”
 
“โครงการที่ช่วยปรับปรุงโภชนาการของเด็กนักเรียน ในขณะเดียวกันก็ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่งโครงการในลักษณะนี้เป็นโครงการที่ควรให้การสนับสนุน” ดร. แดเรี่ยน แมคเบน ผู้อำนวยการกลุ่มด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนของไทยยูเนี่ยน กล่าว “ไทยยูเนี่ยนมีเป้าหมายที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดกับสังคมในวงกว้าง ในขอบเขตที่เราสามารถช่วยเหลือได้โดยตรง และบริษัทมีความภูมิใจที่ได้ทำงานร่วมกับ WFP ในโครงการนี้” 
 
การศึกษานี้อยู่ในระหว่างดำเนินการโดย มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส ในช่วงเดือนกรกฎาคมปีนี้ไปจนถึงเดือนธันวาคม ปี 2562 โดยผลจากการศึกษาจะนำไปต่อยอดให้กับรัฐบาลเคนย่าตามแผนจัดหาอาหารกลางวันให้เด็กนักเรียนทั้งหมด  

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลยุทธ์ความยั่งยืนของไทยยูเนี่ยน กรุณาไปที่ http://seachangesustainability.org.
###
 


เกี่ยวกับ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) 

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นผู้นำธุรกิจอาหารทะเลของโลก ซึ่ง ส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารทะเลที่มีนวัตกรรม รสชาติดี มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และมีคุณภาพสูงให้กับผู้บริโภคทั่วโลกมาเป็นเวลาเกือบ 40 ปี วันนี้ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ปลาทูน่าบรรจุภาชนะชนิดต่าง ๆ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมียอดขายต่อปีมากกว่า 125 พันล้านบาท (3.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ) และมีพนักงานทั่วโลกรวมกันมากกว่า 46,000 คน ซึ่งล้วนทุ่มเทเพื่อผลิตภัณฑ์อาหารทะเลที่มีนวัตกรรม และมีความยั่งยืน
 
ไทยยูเนี่ยนเป็นเจ้าของแบรนด์ทั่วโลก ประกอบด้วย แบรนด์ที่เป็นผู้นำตลาดโลกอย่าง Chicken of the Sea, John West, Petit Navire, Parmentier, Mareblu, King Oscar และ Rügen Fisch รวมทั้งแบรนด์ชั้นนำในประเทศไทย ได้แก่ ซีเล็ค ฟิชโช เบลลอตต้า และมาร์โว่
 
จากพันธกิจในการเป็นบริษัทแห่งนวัตกรรมและดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบทั่วโลก ไทยยูเนี่ยนภูมิใจที่ได้เป็นหนึ่งในภาคีข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nations Global Compact) และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิเพื่อความยั่งยืนของอาหารทะเลสากล (International Seafood Sustainability Foundation: ISSF) ในปี 2558 ไทยยูเนี่ยนเปิดตัวกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน SeaChange® และดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเรื่องมาโดยตลอดในเรื่องดังกล่าว จนส่งผลโดยรวมให้ไทยยูเนียนได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกของดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices หรือ DJSI) สำหรับตลาดเกิดใหม่มาตั้งแต่ปี 2557 และในปี 2559 ไทยยูเนี่ยนได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของ DJSI เป็นปีที่สามติดต่อกัน  นอกจากนี้ไทยยูเนี่ยนได้รับการคัดเลือกให้ติดอันดับดัชนี  FTSE4Good Emerging Index เมื่อเร็วๆ นี้อีกด้วย

 
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ
นายคริสโตเฟอร์ ฮิวจ์
M: +66.625.941.089
E: [email protected]