วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

หมูสหรัฐ อาวุธทางการค้าทำลายเกษตรกรเวียดนาม

เวียดนามอนุญาตให้ชิ้นส่วนหมูที่เหลือจากการบริโภคของชาวอเมริกัน สามารถเข้ามาทำตลาดในประเทศของตนเองได้ จนทำให้หมูล้นตลาด

 

ข่าวการเตรียมเยือนสหรัฐอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทย ตามคำเชิญของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ แน่นอนว่าจะนอกจากจะเป็นการระชับความสัมพันธ์ของไทยและสหรัฐแล้ว ต้องมีการหารือกรอบความร่วมมือด้านต่างๆ ระหว่างกันด้วยซึ่งเรื่องนี้ทำให้สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ไม่อาจนิ่งเฉยได้ เพราะเชื่อว่าหนึ่งในข้อเจรจาของทั้งสองฝ่ายต้องมีการพูดคุยเรื่องการขอให้ไทยเปิดอนุญาตให้นำเข้าชิ้นส่วนหมูที่ไม่เป็นที่ต้องการของคนอเมริกัน ทั้งเครื่องใน หัว ขา ซึ่งสมาคมกังวลเป็นอย่างยิ่งว่าหากไทยยินยอมตกลงย่อมส่งผลให้ราคาหมูของไทยตกต่ำลงเหมือนที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรเวียดนามในขณะนี้

สาเหตุที่วันนี้ราคาหมูในเวียดนามราคาหมูตกต่ำเป็นอย่างมาก นอกจากจะได้รับผลกระทบจากการที่จีนประกาศห้ามลักลอบนำเข้าหมูจากชายแดนเวียดนามแล้ว อีกเหตุผลที่สำคัญคือการที่ทางการเวียดนามอนุญาตให้ชิ้นส่วนหมูที่เหลือจากการบริโภคของชาวอเมริกัน สามารถเข้ามาทำตลาดในประเทศของตนเองได้ จนทำให้หมูล้นตลาดกระทบต่อราคาในประเทศโดยราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มของเวียดนามเฉลี่ยในเดือนพฤษภาคมดิ่งลงมาเกือบร้อยละ 40 มาอยู่ที่ประมาณ 31 บาทต่อกิโลกรัมจากราคาเฉลี่ยในช่วงไตรมาศแรกที่ 50 บาทต่อกิโลกรัม

ที่สำคัญก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี ทรัมป์ ได้ลงนามในคำสั่งให้สอบสวนกรณีที่สหรัฐขาดดุลการค้าประเทศไทย โดยเมื่อปี 2559 สหรัฐส่งออกมาไทยเป็นมูลค่า 10,570 ล้านดอลลาร์ และนำเข้าจากไทย เป็นมูลค่า 29,490 ล้านดอลลาร์ ซึ่งทำให้สหรัฐ ขาดดุลการค้ากับไทยถึง 18,920 ล้านดอลลาร์ ทำให้สหรัฐต้องการที่จะกดดันให้ไทยนำเข้าสินค้าจากประเทศตนเองเพิ่มมากขึ้นเพื่อลดการขาดดุลนี่จึงกลายเป็นข้อกับวลที่ทำให้สมาชิกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ แสดงจุดยืนในการเรียกร้องต่อรัฐบาลเพื่อคัดค้านเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด

และข้อสำคัญที่คนในวงการหมูเป็นห่วงคือ ประเทศไทยให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยในอาหารและสุขอนามัยที่ดีของผู้บริโภคมาโดยตลอด โดยเฉพาะเรื่องสารเร่งเนื้อแดงที่ทุกฝ่ายต่างเร่งปราบปรามไม่ให้มีการใช้ โดยกรมปศุสัตว์ห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงในกลุ่มเบตาอะโกนิสต์ (Beta-agonist) ผสมในอาหารสัตว์ทุกตัว ไม่ว่าจะเป็น ซาลบูตามอล เคลนบูเตอรอล และแร็คโตปามีน เพราะสารดังกล่าวแม้จะสามารถช่วยเพิ่มปริมาณเนื้อแดงและลดไขมันในเนื้อสัตว์ลงได้ แต่ก็มีโทษทั้งต่อสัตว์และมนุษย์ เพราะสารเร่งเนื้อแดงมีฤทธิ์กระตุ้นทั้งสมองและระบบไหลเวียนโลหิต   ยิ่งใช้เกินขนาดจะทำให้สัตว์อยู่ในสภาพถูกทรมาน

หากแต่สารอันตรายที่ว่านี้ เกษตรกรของสหรัฐกลับสามารถใช้ในการเลี้ยงหมูได้อย่างเปิดเผย เพราะทางการไม่จัดให้เป็นสารอันตราย การใช้จึงถือว่าถูกกฎหมายไปโดยปริยาย เมื่อไทยห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงสหรัฐก็ใช้ความพยายามในการอ้างเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก ในประเด็นความตกลงว่าด้วยการใช้บังคับมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Agreement on the Application of Sanitary and Phytosanitary Measures-SPS) หรือ SPS โดยระบุว่าไทยยังไม่มีผลการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ถึงผลกระทบด้านลบของการใช้สารเร่งเนื้อแดง นี่คือข้ออ้างที่สหรัฐพยายามผลักดันให้ทั่วโลกยอมรับสารเร่งเนื้อแดงดังเช่นที่ประเทศของตนอนุญาตให้ใช้ เพื่อหวังผลในการผลักดันชิ้นส่วนหมูที่คนสหรัฐไม่บริโภค โดยเฉพาะเครื่องในหมูไม่ให้เหลือทิ้ง และเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าได้อย่างแยบยล

อย่างไรก็ตามจนถึงวันนี้สหภาพยุโรป(อียู) และอีกหลายประเทศ อาทิ จีน รัสเซีย รวมถึงไทยก็ยังคงไม่เห็นด้วยและปฏิเสธการใช้ ตลอดจนยืนยันที่จะห้ามใช้สารในกลุ่มเบตาอะโกนิสต์อย่างเด็ดขาด เพื่อปกป้องความปลอดภัยด้านอาหารแก่ประชากรของประเทศอย่างถึงที่สุด

ปัจจุบันสหรัฐได้เปรียบคู่แข่งในทุกๆประเทศ จากนโยบายการอุดหนุนผู้เลี้ยงหมูของสหรัฐ ทำให้มีต้นทุนการผลิตต่ำ จึงสามารถส่งเนื้อหมูและชิ้นส่วนไปตีตลาดได้แทบทุกประเทศ นี่จึงเหมือนอาวุธทางการค้าที่สามารถทำลายเกษตรกรทั้งรายย่อย รายกลางในประเทศผู้นำเข้าจากสหรัฐได้อย่างราบคาบ ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับเวียดนาม ที่เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูหลายรายต้องเลิกกิจการฟาร์มหมูไปเพราะไม่สามารถแบกรับภาระขาดทุนจากราคาขายที่ต่ำกว่าต้นทุนได้อีกต่อไป

วันนี้สิ่งที่ไทยจะต้องทำเพื่อขัดขวางการนำเข้าเนื้อสัตว์จากต่างประเทศ ที่จะกระทบกับความมั่นคงของเกษตรกรไทย มีอยู่ทางเดียว คือ การเดินหน้ายกระดับมาตรฐานการเลี้ยงสัตว์อย่างต่อเนื่องต่อไป ควบคู่กับการป้องกันและควบคุมโรคที่เข้มงวด และคงความสามารถในการป้องกันการใช้สารเร่งเนื้อแดงได้ 100 % ดังที่เป็นอยู่ ส่วนโรงฆ่าชำแหละและแปรรูปหมูของไทยหลายแห่งก็มีมาตรฐานเทียบเท่าหรือสูงกว่าของสหรัฐฯอยู่แล้ว สิ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองแก่สินค้าปศุสัตว์ของไทย

สุดท้ายต้องขอฝากการบ้านถึงรัฐบาล...โปรดอย่าปล่อยให้สหรัฐมีอิทธิพลเหนือความปลอดภัยทางอาหารของคนไทย อย่าให้ผู้บริโภคชาวไทยต้องเสี่ยงต่อการได้รับสารเร่งเนื้อแดง และช่วยปกป้องอาชีพเกษตรกรเลี้ยงหมูที่มีพัฒนาการและเติบโตอย่างต่อเนื่องกระทั่งสามารถผลิตเนื้อสุกรที่มีคุณภาพสูงได้อย่างเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศอยู่แล้ว อย่าปล่อยให้พี่น้องเกษตรกรไทยต้องเดินซ้ำรอยเวียดนามเลย

โดย อุษณี รักษ์กสิกิจ