Neovii เผยผลวิจัยระยะยาวที่สนับสนุนการใช้ Grafalon(R) เป็นมาตรฐานในการป้องกันภาวะสเต็มเซลล์ใหม่ต้านร่างกายผู้ป่วย (GvHD)
- จากการติดตามโครงการวิจัยเฟส 3 แบบสุ่มกลุ่มตัวอย่างในศูนย์หลายแห่งตลอดระยะเวลา 8 ปี ในกลุ่มผู้ใหญ่ที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือด พบว่ากลุ่มที่ใช้ Grafalon(R) มีผลการรักษาที่ดีกว่าอย่างชัดเจน
- กลุ่มที่ใช้ Grafalon(R) มีอัตราการรอดชีวิตโดยปลอดโรคกำเริบและปลอดภาวะ GvHD ที่รุนแรง อยู่ที่ 34% เมื่อเทียบกับ 13% ในกลุ่มที่ไม่ใช้ Grafalon(R)
- อัตราความน่าจะเป็นในการมีชีวิตรอดและไม่จำเป็นต้องรับการรักษากดภูมิคุ้มกันอยู่ที่ 47% ในกลุ่มที่ใช้ Grafalon(R) เมื่อเทียบกับ 11% ในกลุ่มที่ไม่ใช้ Grafalon(R)
- Grafalon(R) ไม่ทำให้อัตราการเสียชีวิตจากโรคกำเริบเพิ่มขึ้น ซึ่งสนับสนุนความปลอดภัยของ Grafalon(R) ในระยะยาว
Neovii ประกาศผลลัพธ์ระยะยาวจากโครงการวิจัยแบบสุ่มกลุ่มตัวอย่างคู่ขนานในศูนย์หลายแห่งในยุโรปและอิสราเอล โดยเป็นการศึกษากลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการป้องกันภาวะสเต็มเซลล์ใหม่ต้านร่างกายผู้ป่วย (GvHD) ด้วย cyclosporine A และ methotrexate ทั้งแบบควบคู่และไม่ควบคู่กับ Grafalon(R) (anti-human-T-lymphocyte immunoglobulin- ATLG) (ปริมาณยารวม 60 mg/kg) เป็นการรักษาพื้นฐานในผู้ใหญ่ที่ได้รับยาเคมีบำบัดหรือฉายรังสีความเข้มข้นสูง (myeloablative conditioning) ก่อนทำการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากผู้บริจาคที่มีคุณสมบัติเข้ากันแต่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด ผลลัพธ์ดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet Haematology ฉบับเดือนมิถุนายน โดยแสดงให้เห็นว่า อัตราความน่าจะเป็นในการมีชีวิตรอดและไม่จำเป็นต้องรับการรักษากดภูมิคุ้มกันเมื่อเวลาผ่านไป 8 ปี อยู่ที่ 47% ในกลุ่มที่ใช้ ATLG เมื่อเทียบกับ 11% ในกลุ่มที่ไม่ใช้ ATLG[1]
(โลโก้: http://mma.prnewswire.com/media/527086/Neovii_Pharmaceuticals_Logo.jpg )
ศาสตราจารย์เจอร์เกน ฟินค์ หัวหน้านักวิจัยประจำโครงการ ผู้ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าแผนกโลหิตวิทยาและวิทยาเนื้องอกประจำคณะแพทยศาสตร์และศูนย์การแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยไฟรบวร์ก ประเทศเยอรมนี ทั้งยังเป็นประธานคณะทำงานปลูกถ่ายสเต็มเซลล์แห่งเยอรมนี (DAG-KBT) กล่าวว่า "ความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญในจุดยุติรวมระหว่าง 'การรอดชีวิตโดยปลอดโรคกำเริบและปลอดภาวะ GvHD ที่รุนแรง' ได้บ่งชี้อย่างชัดเจนถึงผลลัพธ์ของ ATLG ในการรักษาผู้ป่วยโดยไม่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นเป้าหมายหลักของการปลูกถ่ายเซลล์ของผู้ที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด โดยได้รับการสนับสนุนจากข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่รอดชีวิตหลังรับการป้องกัน GvHD ด้วย ATLG ไม่จำเป็นต้องรับการรักษากดภูมิคุ้มกันอีก ผลที่ออกมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความสำคัญของการใช้ ATLG ในกระบวนการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์โดยที่ผู้ให้และผู้รับไม่ได้เป็นเครือญาติกัน และจะมีผลต่อการตัดสินใจของแพทย์และการให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยในระยะยาว"
อเล็กซานเดร ซูดาร์สกีส์ ซีอีโอของ Neovii กล่าวว่า "ผลลัพธ์พลิกวงการนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ประสิทธิภาพระยะยาวของ Grafalon(R) ในกระบวนการทำเคมีบำบัดหรือฉายรังสีความเข้มข้นสูงก่อนทำการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด Neovii มุ่งตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยด้วยการรักษาแบบแอนติบอดีที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถทำการรักษาได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ" ทั้งนี้ Neovii สนับสนุนการวิจัยและการพัฒนาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ การปลูกถ่ายอวัยวะ รวมถึงความผิดปกติทางภูมิคุ้มกันวิทยาและมะเร็งโลหิตวิทยา






