สสส. และชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพประเทศไทย จัดโครงการชุมชนจักรยานเพื่อสุขภาวะ ปี 2 ปลุกกระแสการใช้จักรยานในชีวิตประจำวันของคนไทยทุกภาค กระตุ้นประชาชนหันมาให้ความสำคัญกับการใช้จักรยานเป็นพาหนะคู่ใจ
สสส. และชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพประเทศไทย จัดโครงการชุมชนจักรยานเพื่อสุขภาวะ ปี 2 ปลุกกระแสการใช้จักรยานในชีวิตประจำวันของคนไทยทุกภาค กระตุ้นประชาชนหันมาให้ความสำคัญกับการใช้จักรยานเป็นพาหนะคู่ใจ หลังจากประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในปีแรก เดินหน้าเตรียมสานต่อโครงการในปีที่ 2 เริ่มต้นด้วยการติดตามความก้าวหน้าของ 35 ชุมชนจักรยานเพื่อสุขภาวะ โซนภาคเหนือในงานชื่อ เวทีติดตามความก้าวหน้าโครงการชุมชนจักรยานเพื่อสุขภาวะ นำ 35 ชุมชนจักรยานในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางตอนบน เข้าร่วมการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยมี ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ ประธานชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย และที่ปรึกษาโครงการพัฒนาศักยภาพภาคี และติดตามสนับสนุนโครงการชุมชนจักรยานเพื่อสุขภาวะ และ ทพ.ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ ผู้อำนวยการสำนัก 6 สำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม สสส. เดินทางมาร่วมงาน ณ ห้องประชุม โรงแรมแม่ยมพาเลส จ.แพร่ เมื่อเร็วๆนี้ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ ประธานชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “หลังจากโครงการชุมชนจักรยานเพื่อสุขภาวะ ได้เริ่มดำเนินโครงการมาตั้งแต่เดือน ก.ค.59
โดยได้คัดเลือก 99 ชุมชนทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ เพื่อให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ทางชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย และ สสส. จึงได้จัดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และรายงานผลความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการชุมชนจักรยานเพื่อสุขภาพภาวะ ในระดับภูมิภาค ซึ่งการจัดเวทีในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางตอนบน ได้มี 35 ชุมชนจักรยานเพื่อสุขภาวะมาเข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำงานของแต่ละพื้นที่ พร้อมเติมองค์ความรู้ที่จำเป็นเพื่อผลลัพธ์ในการดำเนินงาน ที่จะทำให้เกิดการใช้จักรยานในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น รวมทั้งเพื่อขับเคลื่อนโครงการฯ ให้เดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับภาพรวมการดำเนินโครงการของ 35 ชุมชนนั้น พบว่าการขับเคลื่อนผลักดันโครงการชุมชนจักรยานเพื่อสุขภาวะ ได้ทำให้ประชาชนตื่นตัว เกิดกระแสการกลับมาใช้จักรยานมากขึ้น เกิดกิจกรรมรณรงค์การใช้จักรยานในชีวิตประจำวันขึ้นอย่างแพร่หลาย ทำให้คนในพื้นที่ซึ่งเคยใช้จักรยานอยู่แล้วในอดีต หันกลับมาใช้จักรยานในชีวิตประจำวันมากขึ้น
นอกจากนี้ยังเกิดการพัฒนาแนวร่วมภาคีเครือข่าย โดยคณะทำงานในพื้นที่ได้หาภาคีมาร่วมขับเคลื่อนโครงการให้กว้างขวางมากขึ้น ครอบคลุมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทุกกลุ่มอายุ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ หรือคนที่มีโรคประจำตัว และที่สำคัญทางโครงการฯ ยังได้สำรวจข้อมูลชุมชนในประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องการใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน ว่ามีการใช้มากน้อยแค่ไหน เหตุผลในการใช้หรือไม่ใช้จักรยาน ฯลฯ เพื่อนำฐานข้อมูลมาใช้ในการออกแบบกิจกรรม สร้างการเรียนรู้ และการรับรู้ให้เกิดขึ้นในชุมชน รวมถึงการทำกิจกรรมรณรงค์ต่างๆ ในพื้นที่ให้สอดคล้องกับวิถีปฏิบัติของคนในชุมชน และตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย” ด้าน ทพ.ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ ผู้อำนวยการสำนัก 6 สำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม สสส. ได้กล่าวว่า
“จากผลการดำเนินงานที่ต่อเนื่อง หากมองถึงปัจจัยความสำเร็จแล้วพบว่ากระบวนการทางสังคมและเครื่องมือในชุมชนคือปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญ ในการกระตุ้นให้ประชาชนเกิดการรับรู้และเห็นความสำคัญของการใช้จักรยาน จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหันมาใช้จักรยานในชีวิตประจำวันกันมากขึ้น โดยกระบวนทางสังคมที่เป็นปัจจัยความสำเร็จนั้น อาทิ ความร่วมมือของภาคีเครือข่าย ทุกภาคส่วนในชุมชนเห็นด้วยและให้ความร่วมมือในการขับเคลื่อน, การมีผู้นำที่เข้มแข็งเอาจริงเอาจังและเข้าใจเรื่องชุมชนจักรยานอย่างแท้จริง อาทิ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือนายอำเภอ ที่ออกมาเป็นผู้นำในการขับเคลื่อน หรือเป็นปากเสียงให้กับคนใช้จักรยาน, คณะทำงานเข้าใจถึงเป้าหมายที่แท้จริงของชุมชนจักรยาน และมุ่งไปสู่การทำให้คนในชุมชนหันมาใช้จักรยานในชีวิตประจำวันมากขึ้น, การสร้างนวัตกรรมทางสังคม เช่น เทศบาลเมืองแกน ใช้วิธีให้ประชาชนผ่อนรถจักรยานมือสองราคาถูกจากเทศบาล, การทำคลินิกซ่อมจักรยาน, การทำเส้นทางแบบมีความคิดสร้างสรรค์
เช่น เทศบาลตำบลป่าสัก คิดทำป้ายบอกจำนวนแคลอรี่ และจำนวนพลังงานที่ใช้ไปเมื่อปั่นจักรยาน เพื่อจูงใจให้รู้สึกอยากปั่นจักรยาน, การสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการใช้จักรยาน หรือมีพื้นที่ปลอดภัย เช่น การจำกัดความเร็ว หรือมีจุดจอดจักรยานที่เพียงพอ ฯลฯ ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น ส่วนปัญหาและอุปสรรคก็มีให้พบเช่นกัน อาทิ เรื่องการออกแบบกิจกรรมไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์, ไม่นำข้อมูลชุมชนมาใช้ให้เกิดประโยชน์, ทำอย่างไรจึงจะสามารถเปลี่ยนจากกิจกรรมการปั่นเพื่อสร้างกระแส มาเป็นการใช้จักรยานในชีวิตประจำวันได้ ผู้ร่วมทางบนท้องถนนไม่เห็นความสำคัญของการใช้รถใช้ถนนร่วมกับจักรยาน ทำให้ไม่มั่นใจเรื่องความปลอดภัย แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีชุมชนในภาคเหนือหลายแห่งที่ผลักดันจนประสบความสำเร็จ ครับ” หนึ่งในชุมชนที่ประสบความสำเร็จ คือ
องค์การบริหารส่วนตำบลกกแรต อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย ซึ่งได้ทำงานเชิงรุก ปลูกจิตสำนึกใหม่ให้กับเยาวชน เกิดเป็นมติห้ามนักเรียนนำรถจักรยานยนต์มาใช้ในโรงเรียน และเป็นชุมชนที่มีชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพ มีการทำงานรณรงค์กันอย่างเข้มแข็ง สามารถประสานกับหน่วยงานต่างๆ ให้เข้ามาร่วมมือ โดยมี นายสุวัฒน์ สังข์ทอง ประธานชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพตำบลกกแรต อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย เป็นผู้นำในการขับเคลื่อน โดยกล่าวว่า “ชุมชนกกแรต ให้ความสำคัญกับเด็กนักเรียนมาเป็นอับดับแรก คณะทำงานชุมชนจักรยานเพื่อสุขภาวะได้เข้าไปผลักดันจน 3 โรงเรียนในชุมชนได้ออกกฎห้ามไม่ให้นักเรียนนำรถ จักรยานยนต์มาใช้ในโรงเรียน ซึ่งเป็นมติจากคณะครูและผู้ปกครอง
โดยให้เหตุผลเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก เพราะที่ผ่านมามีนักเรียนได้รับอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์เป็นจำนวนมาก ทางชมรมฯ ได้ชี้ให้ครู ผู้ปกครอง และเด็กนักเรียน ได้เห็นถึงข้อเสียในการใช้รถจักรยานยนต์ รวมถึงตระหนักถึงข้อดีในการใช้จักรยาน ซึ่งการรณรงค์ในขั้นต่อไปก็คือเรื่องการเดิน หรือปั่นจักรยานมาโรงเรียน ครับ” โดยผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเรื่อง โครงการชุมชนจักรยานเพื่อสุขภาวะ ปี 2 หรือเรื่องเกี่ยวชุมชนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้ที่โทรศัพท์ 081-6285141 และ 063-3584503 ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ ทีมประชาสัมพันธ์ โทร. 063-3584503 และ 081-4987932







