วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

บล.ไทยพาณิชย์ มั่นใจหุ้นไทยลุ้น SET INDEX แตะ 1700 จุด

บล.ไทยพาณิชย์ มั่นใจตลาดหุ้นไทยเนื้อหอมรับปีระกา แนวโน้มรุ่งต่อเนื่อง ชี้ปัจจัยภายในแข็งแกร่งสู้ความผันผวนจากภายนอก ลุ้น SET INDEX แตะ 1700

บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทย ปี 2560 มีศักยภาพเติบโตต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ด้วยแรงส่งจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐและเอกชน ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ฟื้นตัว และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนทั้งจากการส่งออกและการใช้จ่ายในประเทศ หนุนตลาดหุ้นไทยเนื้อหอม ดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลกที่มีแนวโน้มหันมาลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงมากยิ่งขึ้น พร้อมตั้งเป้า SET INDEX ปีระกา ที่ 1700 จุด ชูกลยุทธ์ลงทุนหุ้น 3 กลุ่มอนาคตสดใส ประกอบด้วย กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มพลังงาน และกลุ่มธนาคารพาณิชย์

นายอิสระ อรดีดลเชษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) กล่าวว่า ปี 2560 จะเป็นปีที่ดีอีกปีหนึ่งสำหรับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย หลังจากที่ปี 2559 ตลาดหุ้นไทยได้โชว์ศักยภาพเติบโตถึง 20% นับว่าสูงที่สุดในภูมิภาค สำหรับในปีนี้ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเมือง รัฐบาลทั่วโลกเริ่มส่งสัญญาณใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งน่าจะได้ผลดีกว่าอดีตที่ปล่อยให้ธนาคารกลางอัดฉีดสภาพคล่องอยู่ฝ่ายเดียวมาหลายปี ประกอบกับราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มฟื้นตัว ส่งผลดีต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะสินค้าเกษตรของไทย ทำให้แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อน่าจะฟื้นตัวกลับเป็นบวกเข้าสู่เป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อที่ถูกผลักดันด้วยอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นเมื่อรวมกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่ส่งสัญญาณเดินหน้าเต็มที่ จะช่วยผลักดันให้เกิดวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนจากภาคเอกชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยรอคอยมานาน ทั้งหมดนี้จะสร้างสภาพแวดล้อมในการลงทุนที่ดีสำหรับตลาดหุ้น เนื่องจากการลงทุนในหุ้นสามารถเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงโดยธรรมชาติในช่วงที่เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นต่างจากตราสารหนี้ที่มักสร้างผลตอบแทนได้ไม่ดีในภาวะเงินเฟ้อสูง จึงน่าจะเห็นการโยกเม็ดเงินลงทุนมายังหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นไทยยังคงต้องเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยต่างประเทศที่ส่งผลให้ตลาดแกว่งในบางช่วง ซึ่งภายใต้มุมมองว่าปัญหาต่างๆ ไม่น่าจะถึงขั้นที่ก่อให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ความกังวลจากภายนอกจึงน่าจะสร้างความผันผวนให้กับตลาดเพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น

“ SCBS มองว่าภายใต้ปัจจัยแวดล้อมในปัจจุบัน SET INDEX มีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นอีกเนื่องจากนักลงทุนทั่วโลกหันมาซื้อสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มมากขึ้น และลดการลงทุนในตราสารหนี้ที่มักให้ผลตอบแทนที่ไม่ดีนักในภาวะที่อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ดังนั้นตลาดหุ้นไทยควรจะซื้อขายที่ราคาปิด/กำไรต่อหุ้น (PER) ที่ระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 3 ปีเล็กน้อย โดยที่ระดับ +1 Standard Deviation (SD) คิดเป็น PER ได้ที่ 14.7 เท่า ซึ่งเมื่อคูณกับประมาณการกำไรต่อหุ้นแบบมองไปข้างหน้า (Forward EPS) ณ ปลายปี 2560 ของตลาดที่น่าจะอยู่ที่ราว 115-120 บาท/หุ้น จะคำนวณประมาณการ SET INDEX ในปีนี้ว่ามีโอกาสขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 1700 จุดหรือคิดเป็นผลตอบแทนการลงทุนที่ราว 10-15% โดยนักลงทุนควรติดตามข่าวสารต่างๆ โดยเฉพาะข่าวเศรษฐกิจและการเมืองในต่างประเทศอย่างใกล้ชิดเพราะอาจทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเกิดความผันผวน ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยด้วย”

สำหรับหุ้น Top Picks ประจำไตรมาส 1/2560 แนะนำหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากปัจจัยสนับสนุนการลงทุนหลักๆ 3 ด้าน คือ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐและเอกชน ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ฟื้นตัว และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนทั้งจากการส่งออกและการใช้จ่ายในประเทศโดยอ้างอิง 3 กลุ่มหลักคือ กลุ่มบริการรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มพลังงาน และกลุ่มธนาคาร

• บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) : งานในมือจะเพิ่มขึ้น น่าจะทำจุดสูงสุดใหม่ที่ระดับ 8.8 หมื่นล้านบาทในปี 2560 นอกจากนี้การร่วมมือกับบริษัทอื่นๆ เข้าประมูลงานยังจะช่วยเสริม profile และประสบการณ์ ซึ่งจะเพิ่ม Upside จากงานใหม่ในอนาคตด้วย

• บมจ. ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (UNIQ) : งานในมือจะสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.6 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปี 2560 ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับบริษัททั้งในและต่างประเทศทำให้มีโอกาสสูงที่จะชนะการประมูลเพิ่มในปี 2560

• บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) : ค่าการกลั่นจะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องในระยะ 3 ปีข้างหน้า และยังจะได้รับประโยชน์จากโครงการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์สะอาด (UHV) ตลอดทั้งปี 2560 โครงการกำลังขยายกำลังการผลิตโพรพิลีนจะแล้วเสร็จภายในกลางปี ทันเวลารับประโยชน์จากวัฏจักรขาขึ้นของโพรพิลีนพอดี

• บมจ.สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) : ค่าการกลั่นที่สูงขึ้นจะช่วยสนับสนุนให้กำไรเติบโต 13% ในปี 2560 ความต้องการใช้น้ำมันเบนซินจำนวนมากจะส่งผลโดยตรงต่อบริษัท ซึ่งผลิตน้ำมันเบนซินได้มากที่สุดในประเทศไทย ผลตอบแทนจากเงินปันผล 7.9% จะช่วยป้องกันความเสี่ยงขาลง

• บมจ.ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) : เหมาะที่สุดสำหรับการลงทุนระยะยาว โดยมีปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอี และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว ตลอดจนการฟื้นตัวของธุรกิจประกันอันเป็นผลมาจากผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มสูงขึ้น

• บมจ.ธนาคารกรุงไทย (KTB) : Valuation ถูกที่สุดในกลุ่มธนาคาร แต่ได้ประโยชน์มากที่สุดจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังได้ประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ รวมถึง NPL ที่ลดลงจากการจัดชั้นสินเชื่อสินเชื่อบริษัทสหวิริยะสตีลอินดรัสตรี (SSI) พ้นจากการเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ซึ่งน่าจะช่วยหนุนให้คุณภาพสินทรัพย์ปรับตัวดีขึ้น


ประชาสัมพันธ์ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

       ดวงพร หุตะเสวี โทร. 02-544-4503 Email: [email protected]

       กุณฑลี โพธิ์แก้ว โทร. 02-544-4501 Email: [email protected]