วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

พาณิชย์ไทย-จีน เดินหน้าต่ออายุแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปี

พร้อมจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ เน้นกระชับความร่วมมือในสาขาเศรษฐกิจหลัก

 

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จัดการประชุมคณะอนุกรรมาธิการ ว่าด้วยการค้าและการลงทุน ไทย-จีน ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 26 – 27 กันยายน 2559 ณ โรงแรม Royal Orchid Sheraton โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายสุวิทย์ เมษินทรีย์) เป็นประธานร่วมกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์จีน (นางเกา เยี่ยน) เพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และเพื่อเป็นการเตรียมการสำหรับการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (ระดับรองนายกรัฐมนตรี) ที่จีนจะเป็นเจ้าภาพในช่วงปลายปี 2559

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การหารือเป็นไปด้วยบรรยากาศที่เป็นมิตร โดยเป็นการต่อยอดผลการหารือระหว่างรองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) กับรองนายกรัฐมนตรีจีน (นายจาง เกาลี่) และ มนตรีแห่งรัฐ (นายหวัง หย่ง) เมื่อเดือนมิถุนายน 2559 ในการนี้ ไทยและจีนได้ตกลงที่จะต่ออายุแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปี ฉบับเดิม ที่จะหมดอายุในปี 2559 ออกไปอีก 5 ปี (พ.ศ. 2560-2564) ซึ่งมีสาระครอบคลุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ 14 สาขา[1] โดยจะจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ โดยในระยะ 1 - 2 ปีแรก จะเน้นนวัตกรรมของความร่วมมือในสาขาที่สองฝ่ายมีความสนใจร่วมกัน และให้ความสำคัญในลำดับต้นๆ ได้แก่

1) โครงสร้างพื้นฐาน 2) อุตสาหกรรม 3) เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 4) วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ 5) พลังงาน และให้มีการหารือสาขาความร่วมมือด้านอื่นๆ ในปีถัดไป ซึ่งแนวทางการจัดทำหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจนี้ จะเน้นความร่วมมือด้านนวัตกรรมที่จะสอดรับกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของจีน และยุทธศาสตร์ “ไทยแลนด์ 4.0” ของไทย ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายจะเร่งหารือรายละเอียดโครงการ และกิจกรรมความร่วมมือต่างๆ ทั้งความร่วมมือระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล และความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจไทย-จีน ภายใต้แผนปฏิบัติการดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้สามารถนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ครั้งที่ 5 (ระดับรองนายกรัฐมนตรี) ในเดือนธันวาคม 2559 ต่อไป

นายสุวิทย์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ สองฝ่ายได้หารือเพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน โดยไทยขอให้จีนเร่งรัดการนำเข้าค้าสินค้าเกษตร อาทิ ข้าว และยางพารา ภายใต้ MOU ความร่วมมือการค้าสินค้าเกษตร รวมทั้งขอให้ทั้งสองฝ่ายเร่งประสานการดำเนินงาน เพื่อให้สามารถส่งออกรังนกไทยไปจีนได้โดยเร็ว นอกจากนี้ ยังมีการหารือเพื่อลดอุปสรรคของนักลงทุนไทยในจีน และอุปสรรคของนักลงทุนจีนในไทย ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุนให้กันและกันต่อไป นอกจากนี้ ฝ่ายจีนได้แสดงความสนใจในการพัฒนาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ หรือ Special Economic Zone (SEZ) และ เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) ของไทยอีกด้วย

 ปัจจุบันจีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยโดยจีนเป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 และเป็นแหล่งนำเข้า อันดับ 1 ในขณะที่ไทยเป็นคู่ค้าลำดับที่ 13 ของจีนโดยเป็นตลาดส่งออกลำดับที่ 12 และแหล่งนำเข้าลำดับที่ 10 ของจีน ในปี 2558 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่ารวม 65 พันล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับปี 2559 (ม.ค.-ก.ค.) มีมูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยกับจีน 36 พันล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์ มันสำปะหลัง ยางพารา เคมีภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เป็นต้น ในขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าประเภทเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เคมีภัณฑ์ อุปกรณ์และส่วนประกอบรถยนต์ และผลิตภัณฑ์เหล็ก เป็นต้น

[1]ประกอบด้วย 1) การอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน 2) นวัตกรรมและเทคโนโลยีสีเขียว 3) การให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการ 4) ทรัพย์สินทางปัญญา 5) SMEs 6) เกษตร 7) อุตสาหกรรม (สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องจักรและอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เคมีภัณฑ์) 8) สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน 9) เหมืองแร่ 10) พลังงาน 11) เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 12) การท่องเที่ยว 13) โลจิสติกส์ 14) การเงิน