วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิถีชีวิตเกษตรกรกับการเลือกใช้ปุ๋ย

คนิต ลิขิตวิทยาวุฒิ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพียงอย่างเดียวนั้น ก่อให้เกิดมลพิษน้อย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

วันนี้มีข้อมูลองค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องปุ๋ยให้กับเกษตรกรที่อาจจะยังไม่เข้าใจในเรื่องของการใช้ปุ๋ยอย่างแท้จริง ซึ่งในรายละเอียด นายคนิต ลิขิตวิทยาวุฒิ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ฝ่ายวิชาการ ได้กล่าวถึงองค์ความรู้ในเรื่องของการใช้ปุ๋ยทั้ง 2 ชนิด สิ่งสำคัญต้องดูในเรื่องสมบัติของดินในแต่ละพื้นที่ ที่ใช้ปลูกพืชว่าเป็นอย่างไร เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีสภาพดินที่มีความแตกต่างกัน เช่น ดินเหนียว ดินร่วน ดินทราย

“ส่วนประกอบของดินที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของพืช มีอยู่ด้วยกัน 4 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่เป็นของแข็ง ประกอบด้วย อนินทรียวัตถุ ได้แก่ แร่ธาตุต่าง ๆ และ อินทรียวัตถุ ได้แก่ ส่วนที่ได้จากการย่อยสลายของซากพืช ซากสัตว์จนเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปโดยสมบูรณ์ เป็นสารสีน้ำตาลหรือน้ำตาลดำ เรียกว่า ฮิวมัส และส่วนของช่องว่าง ประกอบด้วยน้ำและอากาศ ซึ่งดินดีในอุดมคติ ใน 100 ส่วนโดยปริมาตร ประกอบด้วย แร่ธาตุ 45% และ อินทรียวัตถุ 5% น้ำ 25% และอากาศ 25%

แต่ในความเป็นจริงแล้วภายหลังบุกเบิกป่าเพื่อทำการเกษตร ส่วนประกอบของดินก็จะแปรเปลี่ยนไป ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องเพิ่มเติมส่วนที่ขาดให้แก่ดินเพื่อให้พืชเจริญเติบโตให้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ ทั้งในส่วนของอินทรียวัตถุ และแร่ธาตุอาหาร โดยในส่วนของแร่ธาตุอาหารที่พืชต้องการ มีอยู่ 16 ธาตุ โดย 3 ธาตุ ได้จากน้ำและอากาศ ได้แก่ คาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน ซึ่งไม่ค่อยพบปัญหาการขาดธาตุดังกล่าวในพืช และ อีก 13 ธาตุ ได้มาจากดิน โดยพืชต้องการในปริมาณมากน้อยต่างกัน ประกอบด้วย ธาตุอาหารหลัก พืชต้องการในปริมาณมาก ได้แก่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และ โพแทสเซียม (K) ธาตุอาหารรอง เป็นธาตุอาหารที่พืชต้องการในปริมาณมากเช่นกัน แต่น้อยกว่าธาตุอาหารหลัก มี 3 ธาตุ

ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม และ ซัลเฟอร์ และธาตุอาหารเสริม เป็นธาตุอาหารที่พืชต้องการในปริมาณน้อยแต่ขาดไม่ได้ จะมี ๗ ธาตุ คือ ธาตุเหล็ก แมงกานีส สังกะสี ทองแดง โบรอน โมลิบดีนัม และ คลอรีน พืชต้องได้ธาตุอาหารครบทั้ง 16 ธาตุ และแต่ละธาตุมีประโยชน์ต่างกัน เช่น ไนโตรเจน มีส่วนช่วยให้พืชเจริญเติบโตเร็ว ฟอสฟอรัส มีส่วนช่วยให้เร่งการออกดอกออกผล โพแทสเซียม มีส่วนช่วยปรับปรุงคุณภาพผลผลิต เช่น ผลมีเนื้อเส้นใยแน่นขึ้น ผลไม้ให้มีรสชาติดี ตามลักษณะของพืช

นอกจากนี้ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ยังให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับการเติบโตของป่าไม้ในพื้นที่ป่าธรรมชาติโดยไม่ใช้ปุ๋ย แต่ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์ตามระบบนิเวศของสภาพสิ่งแวดล้อม เช่น มีการย่อยสลายของใบไม้โดยจุลินทรีย์ เป็นการเพิ่มเติมอินทรียวัตถุ หรือ ฮิวมัส ให้แก่ดิน ส่งผลให้ดินมีสมบัติและความอุดมสมบูรณ์ที่ดี

แม้ว่าเมื่อหลายปีที่ผ่านมาจะมีกระแสเรื่องเกษตรอินทรีย์และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ โดยมีการผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์กันมากขึ้น แต่เกษตรกรจะต้องมีความรู้และให้ความสำคัญต่อการตรวจวิเคราะห์ดินในพื้นที่ที่จะทำการปลูกพืช เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ทราบว่าดินมีความอุดมสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด ควรใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีในปริมาณที่เหมาะสมเพียงใด

“จะเห็นว่าปัจจุบันรัฐบาล หันมาส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อให้เกษตรกรรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน และใช้ปุ๋ยที่ผลิตเองจากซากพืชซากสัตว์ได้ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิต แต่เราก็ไม่ควรทิ้งปุ๋ยเคมี เพราะมีประโยชน์คนละด้าน ปุ๋ยอินทรีย์มีประโยชน์ช่วยปรับปรุงสมบัติของดินโดยเฉพาะทำให้โครงสร้างของดินดีขึ้น ดินโปร่งร่วนซุย การระบายน้ำถ่ายเทอากาศดี ให้ธาตุอาหารด้วยแต่จะค่อย ๆ ปลดปล่อยให้พืชได้ใช้อย่างช้า ๆ แต่ปุ๋ยเคมีมีประโยชน์ให้ธาตุอาหารพืชได้อย่างรวดเร็วใส่แล้วเป็นประโยชน์แก่พืชทันที โดยเฉพาะธาตุอาหารหลัก N P K ที่พืชต้องการมากแต่ในดินมักขาด แต่ควรต้องวิเคราะห์ดินก่อนว่ามี N P K อยู่ในดินมากน้อยเพียงใด แล้วจึงใส่ปุ๋ยเคมีสูตรและปริมาณที่เหมาะสมตามสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน จะเป็นการลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมี

“ปุ๋ยอินทรีย์ ก็เหมือนกับยาบำรุงที่ช่วยให้ดินมีคุณภาพที่ดีขึ้น การมีอินทรียวัตถุในดินเพิ่มขึ้น จะเป็นอาหารของจุลินทรีย์ และสัตว์ในดิน ทำให้มีไส้เดือน และสัตว์ที่มีอยู่ในดินเพิ่มมากขึ้น จุลินทรีย์จะย่อยสลายอินทรียวัตถุและปลดปล่อยธาตุอาหารเป็นประโยชน์ต่อพืชมากขึ้น ที่สำคัญ “ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ต้องใช้ควบคู่กันไป” ยกตัวอย่าง คนเราทานอาหารหลักแล้วยังต้องทานวิตามินหลาย ๆ ชนิดควบคู่กันไป พืชก็เช่นกัน โดยต้องมีการวิเคราะห์ดินก่อนที่จะใช้ปุ๋ย” คนิตกล่าว

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ยังฝากถึงเกษตรกรที่สนใจต้องการให้ภาครัฐเข้าไปช่วยเหลือในเรื่องของการวิเคราะห์ดินก่อนทำการปลูกพืชหรือก่อนการใส่ปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตรมีการจัดตั้งศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน ทั่วประเทศ 882 ศูนย์ อำเภอละ 1 ศูนย์ ใน 77 จังหวัด เพื่อเป็นหน่วยบริการวิเคราะห์ดินในพื้นที่ สามารถให้คำแนะนำการจัดการดินและปุ๋ยเบื้องต้น หรือเกษตรกรสามารถเก็บตัวอย่างดินส่ง สถานีพัฒนาที่ดินในพื้นที่     ซึ่งให้บริการวิเคราะห์ดินและให้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้อง หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ใกล้บ้าน

 

จากข้อสรุปความจริงเรื่องปุ๋ย จะเห็นว่าปุ๋ยแต่ละชนิดจะมีประโยชน์ที่แตกต่างกัน แม้ว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์จะทำให้ประหยัดต้นทุน เป็นการนำเอาซากพืชซากสัตว์ที่มีอยู่แล้วมาใช้ประโยชน์ได้ดี และทำให้ดินมีคุณภาพที่ดี ปรับความยั่งยืนให้กับดินและโครงสร้างดินไม่เสีย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าปุ๋ยเคมี หรือสารสะกัดชีวภาพ จะไม่มีประโยชน์ หากแต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ ควรทำการตรวจวิเคราะห์ดินเพื่อทราบความอุดมสมบูรณ์ของดิน และความเป็นกรดเป็นด่างของดินก่อน เพื่อสามารถปรับปรุงดินและใช้ปุ๋ยได้อย่างเหมาะสมกับพืชแต่ละชนิด เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงต่อผลผลิตของเกษตรกรอย่างยั่งยืนต่อไป