“พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค”

“พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค”

“PF” เดินหน้าการลงทุน ขยายธุรกิจทั้งที่อยู่อาศัย และโรงแรม เผยแผนปี 2558



ครบรอบ 30 ปี “พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค” เดินหน้าขยายการลงทุนทั้ง ที่อยู่อาศัย คอนโดในเขตซีบีดี และโรงแรม เผยแผนปี 2558 วางเป้าขาย 18,000 ล้าน เปิดโครงการใหม่ 24 โครงการ รวมมูลค่า 29,500 ล้านบาท ในส่วนรายได้ หลังเข้าซื้อกิจการ ไทย พร็อพเพอร์ตี้ และแกรนด์ แอสเสท สำเร็จ คาดจะรับรู้รายได้รวม 20,000 ล้าน และเพิ่มเป็น 30,000 ล้าน ใน 3 ปีข้างหน้า

นายชายนิด อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มพัฒนาธุรกิจ และ นางสาวศิริรัตน์ วงศ์วัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มการเงิน บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) (PF) ร่วมกันแถลงถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจว่า พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เริ่มดำเนินธุรกิจในปี พ.ศ.2528 ปีนี้จึงเป็นปีที่บริษัทดำเนินงานมาครบรอบ 30 ปี โดยตลอดเวลาที่ผ่านมา บริษัทมีวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจ โดยให้ความสำคัญในเรื่องสภาพแวดล้อม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีอย่าง ยั่งยืนของผู้อยู่อาศัย และยังคงตอกย้ำความตั้งใจในการส่งมอบที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพให้แก่ลูกค้า

ในโอกาสครบรอบ 30 ปี บริษัทยังได้ตอกย้ำแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม โดยการนำเสนอบ้าน “Eco Cool” นวัตกรรมการอยู่อาศัยที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยแนวคิการออกแบบ Eco Design บวกกับการเลือกใช้วัสดุกันความร้อนและวัสดุทดแทนวัสดุธรรมชาติ ตลอดจนความร่วมมือกับ “SCG” ในการนำเทคโนโลยี Active Air Flow มาใช้ ซึ่งช่วยลดความร้อน และเพิ่มการระบายความร้อนออกจากตัวบ้าน ทำให้อยู่สบาย และช่วยประหยัดพลังงานจากการใช้เครื่องปรับอากาศได้ถึงปีละ 16-20%

ซึ่งบ้าน “Eco Cool” จะเปิดตัวในไตรมาส 2 นี้ นอกจากนั้น ยังมีการพัฒนาพื้นที่ส่วนกลาง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกรูปแบบใหม่ๆ อาทิ สระว่ายน้ำแบบลอยฟ้า ศาลาพักผ่อนกลางน้ำ เลนจักรยานภายในโครงการ เป็นต้น รวมถึง ความร่วมมือกับ “AIS” ผู้นำด้านโทรคมนาคม ในการพัฒนา “Perfect Digital Village” ด้วยบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านโครงข่ายใยแก้วนำแสงไปถึงบ้านและคอนโดมิเนียม และบริการฟรี Wifi ในพื้นที่ส่วนกลางของโครงการด้วย

ในปีนี้ บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 24 โครงการ รวมมูลค่า 29,500 ล้านบาท เป็นโครงการแนวราบ 20 โครงการ มูลค่า 25,000 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 3 โครงการ มูลค่า 3,000 ล้านบาท และโครงการบ้านพักตากอากาศที่เขาใหญ่ 1 โครงการ มูลค่า 1,500 ล้านบาท โดยจะเปิดตัวในครึ่งปีแรก 13 โครงการ และในครึ่งปีหลังอีก 11 โครงการ ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้ายอดขายในปี 2558 ไว้ที่ 18,000 ล้านบาท รวมการขายที่ดินเปล่า ในส่วนของรายได้ คาดว่าจะมีรายได้รวม 20,000 ล้านบาท จากการดำเนินงานของ PF 18,000 ล้านบาท และรายได้จากกิจการของ TPROP และ Grand อีก 2,000 ล้านบาท

ในส่วนของการเข้าซื้อกิจการของ บริษัท ไทย พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TPROP นั้น คณะกรรมการได้มีมติเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 ให้เปลี่ยนแปลงวิธีการชำระเงินสำหรับการซื้อกิจการ TPROP โดยจะชำระเป็นเงินสดแทนการออกหุ้นเพิ่มทุนเพื่อไปแลกหุ้นของ TPROP โดยจะใช้เงินสดภายในบริษัท เงินสินเชื่อจากสถาบันการเงิน และเงินเพิ่มทุนโดยวิธีให้สิทธิแก่ผู้ถือหุ้นเดิม (Rights Offering) ในอัตราส่วน 3 หุ้นเดิม : 1 หุ้นใหม่ ที่ราคาจองซื้อหุ้นละ 1 บาท บริษัทคาดว่าจะสามารถทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของ TPROP ได้ทันทีหลังที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ

ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 23 เมษายน 2558 มีมติอนุมัติในเรื่องดังกล่าว การซื้อหุ้นทั้งหมดของ TPROP โดยชำระค่าหุ้นด้วยเงินสดดังกล่าวนั้น บริษัทจะยังคงซื้อในราคาหุ้นละ 0.57 บาทด้วยวิธีการทำคำเสนอซื้อโดยความสมัครใจ (Voluntary Tender Offer) โดยมีเงื่อนไขว่าภายหลังจากเสร็จสิ้นคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ ผู้ถือหุ้น TPROP จะตอบรับคำเสนอซื้อรวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของจำนวนหลักทรัพย์ที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ TPROP และหากการเข้าซื้อกิจการ TPROP เป็นผลสำเร็จ จะทำให้บริษัทฯ เข้าไปมีอำนาจควบคุมอย่างมีนัยสำคัญโดยอ้อม (Chain Principle) ใน บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ Grand ส่งผลให้บริษัทฯ มีหน้าที่เข้าทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของ Grand

โดยจะมีค่าตอบแทนเป็นเงินสด ใน ราคาหุ้นละ 1.29 บาท (เป็นราคาหลังจากจ่ายปัผลเป็นหุ้นแล้ว) ประโยชน์ของธุรกรรมใหม่นี้ นอกจากจะกำหนดระยะเวลาการเข้าทำธุรกรรมได้แล้ว ยังไม่มีผลกระทบต่อการลดลงของสัดส่วนการถือหุ้น (Control Dilution) มีเพียงผลกระทบต่อราคาหุ้น PF เพียงเล็กน้อยเท่านั้น (Price Dilution) จากการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม ผลจากการซื้อกิจการและเพิ่มทุนครั้งนี้ จะทำให้ประมาณการมูลค่าสินทรัพย์รวมของบริษัทฯ ณ สิ้นปี 2558 เพิ่มขึ้นเป็นราว 43,500 ล้านบาท และมีผลให้ส่วนของผู้ถือหุ้น เป็น 16,500 ล้านบาท ในขณะที่ภาระหนี้สินที่มีดอกเบี้ยสิทธิต่อทุนของบริษัทลดลงเหลือ 1.20 เท่า การเข้าซื้อกิจการ ยังจะช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไร และเพิ่มความมั่นคงของกระแสรายได้ของบริษัทฯ ในอนาคตด้วย

ปี 2558 นี้ ยังถือเป็นก้าวสำคัญของบริษัทฯ ในการจัดวางโครงสร้างการลงทุนที่ครอบคลุมทั้งธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และ ธุรกิจโรงแรม ภายหลังจากการเข้าซื้อกิจการ TPROP และเข้าไปมีอำนาจควบคุมโดยอ้อมใน Grand เป็นผลสำเร็จ บริษัทยังมีแผนขยายการลงทุนใน Grand เพิ่มขึ้น สำหรับแผนใน 3 ปีช้างหน้า บริษัทคาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 30,000 ล้านบาท โดยมีแผนขยายการลงทุนในธุรกิจโรงแรมเพิ่มเป็น 1,500 ห้องพัก รวมทั้ง ยังมีแผนเจาะตลาดคอนโดในเขตซีบีดีเพิ่มอีกปีละ 1-2 โครงการ

ขณะเดียวกัน ยังมีแผนพัฒนาโครงการแบบมิกซ์ยูส เป็นที่อยู่อาศัยและโรงแรมหรือรีสอร์ท ในเมืองท่องเที่ยว ได้แก่ พัทยา หัวหิน ภูเก็ต และ กระบี่ ซึ่งจะทำให้ Grand มีรายได้ทั้งจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และมีรายได้ประจำจากธุรกิจโรงแรมด้วย ปัจจุบัน Grand มีธุรกิจโรงแรม 4 แห่ง รวม 930 ห้องพัก ได้แก่ เดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท, เชอราตัน หัวหิน รีสอร์ท แอนด์ สปา, เชอราตัน หัวหิน ปราณบุรี วิลล่า และ ไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพ ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และยังมีคอนโดมิเนียมในเขตซีบีดีอีก 2 โครงการ คือ ไฮด์ สุขุมวิท ซึ่งอยู่ระหว่างการโอนกรรมสิทธิ์ และโครงการใหม่ ไฮด์ สุขุมวิท 2
#