วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

แชฟฟ์เลอร์ขยายฐานการผลิตในประเทศไทย

แชฟฟ์เลอร์ (Schaeffler) กลุ่มบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและยานยนต์ระดับนานาชาติได้จัดพิธีวางศิลาฤกษ์โรงงานที่จังหวัดชลบุรี ประเทศไทย

นายแอนเดรียส ชิค ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร CEO ของแชฟฟ์เลอร์ภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก (Schaeffler Asia Pacific) กล่าวว่า “การขยายฐานการผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในภูมิภาคนี้ และช่วยให้เราตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นด้วยผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นขั้นสูงต่างๆ ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โรงงานผลิตจะสร้างขึ้นบนพื้นที่ขนาด 55,000 ตารางเมตรในจังหวัดชลบุรีทางชายฝั่งตะวันออกของประเทศไทย การก่อสร้างโรงงานกำลังจะเริ่มตามกำหนดและจะเริ่มการผลิตในไตรมาสแรกของปี 2559“

 

“ผมเชื่อว่าเราอยู่ ณ จุดพลิกผันที่สำคัญของหนึ่งในตลาดที่มีการเติบโตมากที่สุด นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์คือหัวใจของกลยุทธ์การเจริญเติบโตของแชฟฟ์เลอร์ ขณะเดียวกันการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับความสามารถทางด้านวิศวกรรมขั้นสูง ก็ช่วยให้เราสามารถทำงานร่วมกับลูกค้าในการพัฒนาและกำหนดโซลูชั่นที่ต้องการได้”  นายแอนเดรียส ชิค กล่าวเสริม

โรงงานใหม่จะสร้างขึ้นบนแนวคิดแบบแยกส่วน โดยมีขอบเขตการขยายตัวในอนาคตด้วยการเพิ่มสายผลิตภัณฑ์จากกลุ่มผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของแชฟฟ์เลอร์ สำหรับการใช้งานทั้งด้านเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง และระบบช่วงล่างรถยนต์ สายผลิตภัณฑ์ที่จะเปิดตัวในระยะที่ 1 ได้แก่ แผ่นผ้าคลัทช์ จานกดผ้าคลัทช์แบบแห้ง ระบบปรับตั้งแรงดึงสายพานอัตโนมัติทางกลและทางแรงดันน้ำมัน วงแหวนซิงโครไนเซอร์ ตลับลูกปืนจานกดคลัทช์ และระบบคลัทช์

นายมาซาฟุมิ โยชิดะ ประธานฝ่ายยานยนต์ของแชฟฟ์เลอร์ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ที่สำคัญของโลก   มีโรงงานผลิตและสถาบันการวิจัยด้านการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ที่หนาแน่นมากที่สุด ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้แสดงให้เห็นการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมที่แข็งแรง นอกจากนั้นรัฐบาลไทยก็ยังได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ ประเทศไทยมีแรงงานฝีมือที่เก่งกาจและต้นทุนค่าแรงงานที่แข่งขันได้ พร้อมด้วยสถาบันการวิจัยและพัฒนายานยนต์ที่มีชื่อเสียงของผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ๆ เกือบทั้งหมด”

“การเปิดโรงงานใหม่ที่ไทยจะเสริมสร้างความความสัมพันธ์ของเรากับลูกค้าทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การพัฒนาความสามารถด้านการดำเนินงานและด้านวิศวกรรมของเราในภูมิภาคนี้จะช่วยให้เราสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างรวดเร็ว การรวมกลุ่มของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 จะเอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ ขณะที่การจัดหาชิ้นส่วนในประเทศจะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันลูกค้าของเราให้มากขึ้น เนื่องจากพวกเขาจะได้รับประโยชน์ในด้านต่างๆ อาทิเช่น แรงจูงใจด้านภาษีของรัฐบาล การจัดส่งที่เร็วขึ้น และความยืดหยุ่นในการวางแผนการผลิต" นายโยชิดะกล่าวสรุป

แชฟฟ์เลอร์ได้พัฒนากลยุทธ์การเจริญเติบโตและใช้ประโยชน์จากศักยภาพที่มีอยู่อย่างล้นหลามเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดและลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปนี้  โดยมุ่งเน้นการผลักดันด้านสิ่งแวดล้อม ความสะดวกสบายในการเดินทางในตัวเมืองและระหว่างเมือง  รวมถึงห่วงโซ่พลังงาน ซึ่งแชฟฟ์เลอร์ได้ออกแบบขึ้นด้วยความมุ่งมั่นผ่านการทำวิจัยและพัฒนาร่วมกับลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ  แชฟฟ์เลอร์ในฐานะผู้จัดจำหน่ายยานยนต์และอุตสาหกรรมของโลก จึงได้เสนอโซลูชั่น “ยานพาหนะเพื่อวันพรุ่งนี้  (Mobility for tomorrow)”