แม้ว่าแนวทางการเมืองแบบพรรคกล้า จะขายได้ยากในแง่ของข่าว แต่มันเป็นการเมืองลักษณะที่คิดว่ามันสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง สร้างโอกาสได้จริง และอยากสร้างพื้นที่นี้ขึ้นมาให้ได้มากที่สุด ในวงการการเมืองไทย
อีกครั้งที่ “พรรคกล้า” เปิดตัวลงสนามเลือกตั้งซ่อมในคราวเดียวกัน 3 เขต กทม.ชุมพร สงขลา โดยผู้นำพรรค “กรณ์ จาติกวณิช” บอกถึงความตั้งใจว่า เราอยากทำให้ประชาชนแต่ละเขตพื้นที่มีทางเลือกทางการเมืองที่แตกต่างจากทางเลือกที่มีอยู่ตามปกติ
พื้นที่ สงขลา ชุมพร ถ้าไม่มีพรรคกล้า ก็จะเป็นทางเลือกระหว่าง 2 พรรคร่วมรัฐบาล ที่เสนอตัวผู้สมัคร ที่ชาวบ้านอาจรู้สึกว่า เป็นทางเลือกแบบเดิม ๆ ที่มีมาหลายปี ไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาได้ ฉะนั้นไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร เราอยากทำให้เขามีความรู้สึกว่า การเมืองมันเปลี่ยนได้ ยังเป็นการเมืองในแนวสร้างสรรค์ได้
นอกจากนี้ เราเองก็จะได้ฝึกวิชาคนของเรา ในฐานะพรรคใหม่ ที่เน้นตั้งแต่แรกว่า จะเป็นพื้นที่สำหรับคนทุกสาขาอาชีพ ที่อยากมีส่วนร่วมในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในบ้านเมือง จากการทำงานการเมือง ซึ่งสามารถมาทำงานที่พรรคกล้าได้ คือไม่ต้องเป็นอดีตนักการเมือง ไม่ต้องเป็นคนที่มีหัวคะแนน มีฐานคะแนนเสียง เป็นลูกหลานนักการเมือง หรือนายทุนใหญ่ ก็สามารถมามีบทบาทในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในเวทีการเมืองที่พรรคกล้าได้"
อดีต รมว.คลัง กรณ์ จาติกวณิช เปิดใจในวันที่พบปะสื่อมวลชน เพื่อสนทนาแลกเปลี่ยน แนวทางการเมืองของเขา และแกนนำพรรคที่ร่วมกันก่อตั้งพรรคกล้า
กรณ์บอกว่า ตั้งต้นพรรคมายังไม่ครบ 2 ปี แต่ช่วงนี้ พรรคกล้าแอคทีฟมาก เพราะเราเลือกเส้นทางที่เหนื่อย ซึ่งตอนนี้เป็นโอกาสที่ทำให้ประชาชนได้รับรู้แนวคิดของพรรค นโยบาย และทำความรู้จักกับพรรคกล้าได้มากขึ้น นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น และเป้าหมายสำคัญของเรา คือการเลือกตั้งใหญ่ในครั้งต่อไป
กรณ์เล่าถึง การตัดสินใจออกมาตั้งพรรคแต่เนิ่น ๆ ก็เพราะตระหนักว่าการสร้างพรรคเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาโดยเฉพาะการทำพรรคที่ต่างจากแบบเก่า เพราะต้องการให้โอกาสคนที่มีความรู้ และเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองได้ในอนาคตแต่อาจไม่เคยเป็นนักการเมืองมาก่อน จึงต้องใช้เวลา หากกรณีที่เป็นการสร้างพรรคที่รวมตัวของอดีต ส.ส.อดีตนักการเมือง ก็อาจใช้เวลาน้อยกว่า แต่วิถีของเรา ที่ตัดสินใจแต่เนิ่นๆ เพราะเราคิดว่ายังอาจมีเวลาอีก 6 เดือน หรือ 1 ปี ก็ตามแต่ก็ใกล้จะถึงวันที่เราต้องลงสนามจริงแล้ว เราก็มองว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก สำหรับการเมืองไทยเพราะความเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นเร็วมาก มีผลกระทบต่อโอกาสของคนไทย ประเทศไทย แต่หากการเมืองยังไม่เปลี่ยน ก็จะทำให้คนไทยสูญเสียโอกาส
กรณ์ ตอบคำถามถึงจุดแข็งของพรรคกล้า ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมมือเศรษฐกิจในด้านต่างๆ ซึ่งเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลปัจจุบันในเรื่องขาดทีมเศรษฐกิจว่า แนวทางของพรรคกล้า โดยธรรมชาติมันเป็นอย่างนั้น ด้วยเหตุที่ว่า ตั้งแต่แรกเรามองว่า การเมืองคือเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องปากท้อง แต่ที่ผ่านมาการเมืองมันแตกออกไปเป็นหลายประเด็น ทั้งความแตกแยกขัดแย้ง สุดท้ายมันกลับกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา การสร้างโอกาส เรื่องการทำมาหากินให้กับประชาชน
เราจึงตั้งใจดึงการเมืองกลับมาอยู่ในประเด็นที่เรามองว่า มีความสำคัญต่ออนาคต และชีวิตของชาวบ้านจริงๆ ก็หนีไม่ผลเรื่องปากท้อง เรื่องเศรษฐกิจ พอเรามีความคิดแบบนี้ โดยธรรมชาติก็ทำให้คนที่มีความคิดเหมือนเรา อยากจะผลักดันเรื่องแบบนี้ให้เป็นวาระทางการเมืองหลักของประเทศ ก็เลยเดินเข้ามาหาเราในจำนวนที่มากขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยยิ่งทำให้เรามีความเป็นพรรคที่เป็นที่รวมของผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมากขึ้น
พวกเขาเห็นว่า พรรคเห็นความสำคัญ นอกจากเรื่องของปากท้องและเศรษฐกิจแล้ว ยังเห็นความสำคัญ เรื่องของการใช้เทคโนโลยีในการหาคำตอบ และสร้างโอกาสให้กับประชาชน โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่จะนำไปสู่การสร้างโอกาสให้ประชาชนอย่างไร จุดเริ่มต้นพอมีความคิด ความตั้งใจ และการกำหนดโจทย์การเมืองของเรา ทำให้ภาพลักษณ์และการสะสมประสบการณ์ของพรรค เน้นไปทางนี้
"ฉะนั้นในอนาคต ผมก็มั่นใจว่า ถ้าเรามีโอกาสได้เข้าไปทำงานด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะ จะเป็นบทบาทที่เราจะทำได้ดีที่สุดในสภาฯ หรือรัฐบาล" กรณ์ กล่าวอย่างมั่นใจ
อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงประเด็นยุทธศาสตร์ชาติที่ถูกวางแผนไว้ยาวนาน 20 ปี มองเห็นจุดแข็งจุดอ่อนตรงไหนที่จำเป็นต้องปรับแก้หากเป็นรัฐบาลหน้า กรณ์ ตอบทันทีว่า "ผมตอบตามตรง ผมไม่เคยให้ความสนใจกับยุทธศาสตร์ชาติเพราะผมเห็นว่า แม้แต่คนร่างก็ไม่ให้ความสนใจเหมือนกัน 4-5 ปีตั้งแต่ออกยุทธศาสตร์ชาติมา ผ่านไป 1 ใน 4 แล้ว เราไปถึงไหนกันบ้าง การรายงานผลการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติต่อสภาฯ แต่ละครั้ง ก็ไม่มีข้อมูลอะไรที่เราดูแล้วมั่นใจว่าเกิดประโยชน์ แล้วผมจะไปให้ความสนใจในสิ่งที่ไม่เชื่อตั้งแต่แรกได้อย่างไร
กรณ์มองว่า โลกเปลี่ยนเร็วเสียจนกระบวนการกำหนดแผนแบบนั้น มันตกยุคสมัยไปแล้ว แค่โลกปีที่แล้วกับโลกปีนี้ก็ต่างกันมาก หลายประเทศเค้ากำหนดเรื่อง Metaverse เป็นหนึ่งในวาระที่สำคัญที่สุดของชาติไปแล้ว ของเราไปเปิดดูตรงไหนในยุทธศาสตร์ชาติ อนาคตที่ประเทศอื่นมองเห็นคือการยึดพื้นที่ในเทคโนโลยี Metaverse ฉะนั้นประเด็นนี้ผมไม่ได้ใส่ใจยุทธศาสตร์ที่เคยเขียนมาเลย" กรณ์ ระบุ
กรณ์ ยอมรับว่า แม้ว่าแนวทางการเมืองแบบพรรคกล้า จะขายได้ยากในแง่ของข่าว แต่มันเป็นการเมืองลักษณะที่คิดว่ามันสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง สร้างโอกาสได้จริง และอยากสร้างพื้นที่นี้ขึ้นมาให้ได้มากที่สุด ในวงการการเมืองไทย เริ่มต้นอาจจะเป็นแค่ 5% 10% แต่ขอให้ยึดหัวหาดตรงนี้ได้ พอเราเริ่มมีพื้นที่ มีเวทีที่เป็นลักษณะแนวความคิดของเรา ว่าการเมืองของบ้านเรามันควรจะหันกลับมาพูดถึงเรื่องราวเหล่านี้กันบ้าง ผมคิดว่าจะขยายพื้นที่นี้ออกไปเป็นวงกว้างได้มากขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดก็คือ การมี ส.ส.ในสภาจะเป็น 1-2-3 คน ภายในสิ้นเดือนมกราคมนี้ ก็จะแสดงให้เห็นว่าพรรคกล้าเป็นพรรคการเมืองแบบไหน
ต่อข้อถามถึงความคาดหวังว่า 3 เขตเลือกตั้งซ่อมครั้ง กรณ์ ระบุว่า มีความคาดหวังอยู่หลายระดับ คิดว่าเรามีสิทธิ์ชนะได้เลย พูดตามตรงโอกาสสูงสุดก็คือในกรุงเทพฯ ส่วนชุมพรตอนนี้ลุ้นกันอยู่มาก สูสีมากระหว่าง 3 พรรค กล้าประชาธิปัตย์ และพลังประชารัฐ ส่วนสงขลาของเรากระแสดีมาก แต่เป็นที่รู้กันว่า ณ ปัจจุบันนี้ เป็นการแข่งขันกันในอีกมิติหนึ่ง ทำให้พรรคที่เรื่องแนวทางการเมืองแบบเรา ที่ไม่มีการจัดตั้ง ไม่มีการซื้อเสียง ทำงานยากมาก
“โดยรวม เราคาดหวังสูงจากการเลือกตั้งซ่อม 3 เขตนี้ อย่างน้อยที่สุด ผมคิดว่าจะทำให้ประชาชนรู้จักเข้าใจพรรคเรามากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญสำหรับพรรคใหม่ ที่จะต้องทำให้ได้มากที่สุด ใช้ทุกเวที ทุกโอกาสในการที่จะแนะนำตัวแนะนำวิธีคิด วิธีการทำงานของพรรคให้ประจักษ์ต่อประชาชนในวงกว้างให้มากขึ้นเรื่อยๆ”
"ก่อนที่จะถึงการเลือกตั้งใหญ่ที่มีความต่างกับการเลือกตั้งซ่อม เพราะไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องนายกฯ เพราะฉะนั้นการตัดสินใจของประชาชน ก็จะมีมิติที่แตกต่างกับการตัดสินใจในเลือกตั้งใหญ่แน่นอน ผมคิดว่าก็จะเป็นสัญญาณบ่งบอกอารมณ์ความรู้สึก ความต้องการของประชาชนที่ดี ได้ในระดับหนึ่ง"
ต่อข้อถามถึงประเด็นที่เขาระบุถึงการเมืองอีกแบบหนึ่ง ซึ่งยังมีการเมืองในโลกเก่าอยู่ในปัจจุบัน ทั้งเรื่องบ้านใหญ่ ส.ส.ที่มีอิทธิพลในพื้นที่ และยังจะมีพรรคใหม่ๆ เกิดขึ้นอีก และกติกาเลือกตั้งให่บัตรสองใบ พรรคกล้าจะไปรอดหรือไม่ หรือมีโอกาสจะไปรวมกับพรรคอื่นก่อนจะถึงวันเลือกตั้งหรือไม่
หัวหน้าพรรคกล้า ระบุเพียงว่า รอดหรือไม่รอด ขึ้นอยู่กับประชาชน ถ้าประชาชนรวมตัวกันและปฏิเสธการเมืองแบบเก่า ขณะที่พรรคกล้ามีจุดยืนในการนำเสนอทางเลือกให้กับประชาชน ให้กับบ้านเมือง ส่วนเรื่องที่ไปไกลกว่านี้ เขายังสงวนท่าที ไม่ปฏิเสธสิ้นเชิง และไม่ปิดโอกาส ปิดทางพรรคใด





