ตั้งอโศกเป็นป้อมค่ายไล่‘บิ๊กตู่’! ‘ณัฐวุฒิ’ลั่นถ้าการเมืองเปลี่ยนอย่าใช้กติกานอกระบบ

ตั้งอโศกเป็นป้อมค่ายไล่‘บิ๊กตู่’! ‘ณัฐวุฒิ’ลั่นถ้าการเมืองเปลี่ยนอย่าใช้กติกานอกระบบ

เริ่มแล้ว! กิจกรรม “คาร์ม็อบ-กินข้าวเย็นไล่เผด็จการ” ย่านอโศก “บก.ลายจุด” เผยไฮไลต์ตั้งเป็น “ป้อมค่าย” จับตาวันลงมติ 4 ก.ย. “เต้น ณัฐวุฒิ” ลั่นอย่าใช้กติกานอกระบบเด็ดขาด ปชช.ไม่ยอมรับแน่ เชื่อ “บิ๊กตู่” รอดอภิปราย แต่ทำงานร่วม ครม.ไม่ได้อีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2564 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นัดจัดกิจกรรม ‘คาร์ม็อบ’ และกิจกรรม ‘กินข้าวเย็นไล่เผด็จการ’ บริเวณสถานีรถไฟฟ้า BTS อโศก เพื่อแสดงจุดยืนขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม

สำหรับบรรยากาศเมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ที่ผ่านมา มีผู้ชุมนุมเริ่มทยอยเดินทางเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง และมีการตั้งเวทีปราศรัยสะท้อนปัญหาที่รัฐบาลชุดนี้จัดการแก้ไขไม่ได้ ขณะที่การจราจรบน ถ.อโศก ค่อนข้างติดขัด โดยมีตำรวจจราจรเข้ามาอำนวยความสะดวก และดูแลความปลอดภัยให้ผู้สัญจร กระทั่งเมื่อเวลาประมาณ 15.35 น. จึงตัดสินใจปิดการจราจร เพื่อความปลอดภัยของส่วนรวม

เมื่อเวลาประมาณ 16.15 น. นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชน ถึงการจัดกิจกรรม ‘คาร์ม็อบ’ วันนี้ว่า สำหรับกิจกรรมในวันนี้ จะจัดเป็นเชิงตลาดนัดการเมือง เป็นลักษณะม็อบเฟสติวัล โดยแต่ละกลุ่มจะใช้ความชำนาญ หรือความสนใจของตัวเองมาทำกิจกรรมสร้างสรรค์ที่บริเวณนี้ ขณะเดียวกันจะมีการแจกอาหารคิงบับเป็นอาหารเย็นให้กับบุคคลที่จะมาเล่นกิจกรรม Popcat เพื่อดันสถานะของไทยกลับไปสู่อันดับ 1 ของโลก ส่งสัญญาณไปถึงนานาชาติว่า ประชาชนที่นี่เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศ

นายสมบัติ กล่าวว่า ไฮไลต์การจัดกิจกรรมวันนี้คือการส่งสัญญาณไปถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ ในสภาฯ เนื่องจากมีแนวโน้มว่าพรรคร่วมรัฐบาลอาจสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ต่อไป เป็นเรื่องของฝ่ายการเมือง แต่ฝ่ายประชาชนยืนยันว่าไม่เห็นด้วยให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯต่อไป สิ่งที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่หลังจากนี้เรียกว่า ‘ป้อมค่าย’ โดยหลังจากนี้อีก 2-3 วัน จะมีการปรึกษาหารือกับกลุ่ม REDEM และกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เพื่อปรับพื้นที่อโศกเป็นป้อมค่ายในการจัดกิจกรรมไล่ พล.อ.ประยุทธ์ ทุกวันตอนเย็น ให้เหมือนกับบริเวณแยกดินแดง แต่จะไม่ให้เกิดความรุนแรง โดยจัดเป็นม็อบเฟสติวัลต่อเนื่อง จนกว่า พล.อ.ประยุทธ์จะลาออก เรียกว่าเป็น ‘ดีเดย์’ จัดกิจกรรมหล่อเลี้ยงทำให้ม็อบหรือป้อมค่ายดำเนินต่อไปได้ โดยในวันที่ 4 ก.ย. 2564 ที่สภาฯจะลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นวันที่สำคัญมาก และที่ชุมนุมจะมีมติร่วมกันทั้งสังคมว่าจะเอาอย่างไรกับผลการลงคะแนนของสภาฯ

นายสมบัติ กล่าวด้วยว่า สำหรับคิวการปราศรัยจะมีตน นายณัฐวุฒิ และกลุ่มคนรุ่นใหม่ประมาณ 10 คนผลัดกันขึ้นปราศรัย โดยคาดว่าจะเลิกชุมนุมประมาณ 20.00 น. แต่คาดว่าจะเริ่มสลายตัวตั้งแต่ 19.30 น. เนื่องจากติดการเคอร์ฟิวตอนเวลา 21.00 น.

ต่อมาเมื่อเวลา 16.30 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการกลุ่ม นปช. ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า นี่เป็นการนัดชุมนุมครั้งแรกในรอบ 10 กว่าปีของตน โดยตั้งใจให้กิจกรรมวันนี้เป็นการเริ่มต้นแสดงพลังขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ บนท้องถนน สอดคล้องกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ ในสภาฯ นอกเหนือจากการมาแสดงพลังกันแล้ว ยังต้องการสื่อสารกับ ส.ส. ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้านว่า ประชาชนจำนวนมหาศาล แน่ใจว่าเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ยอมรับการบริหารของ พล.อ.ประยุทธ์ ดังนั้น ส.ส.ต้องตัดสินใจเลือกระหว่างประชาชนกับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ล้มเหลว สร้างความเสียหาย ผู้คนล้มตายมากกว่าหมื่นชีวิต ส.ส.ที่จะมาจากประชาชน จะตัดสินใจเลือกอย่างไร

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เข้าใจว่าขณะนี้มีแรงเสียดทานทางการเมืองเกิดขึ้นกับ พล.อ.ประยุทธ์ จากซีกรัฐบาลพอสมควร แน่นอนว่าประชาชนไม่ได้เกี่ยวข้องในความขัดแย้งดังกล่าว ถ้ามีความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ทางการเมือง จุดยืนของเราชัดเจน ยอมรับการเปลี่ยนแปลงในระบบเท่านั้น ไม่ยอมรับวิธีการนอกระบบ ไม่ยอมรับวิธีพิเศษนอกเหนือจากบทบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

“หาก พล.อ.ประยุทธ์ ผ่านการลงมติไม่ไว้วางใจ เป็นนายกฯต่อ ยืนยันเดินหน้าขับไล่ หาก พล.อ.ประยุทธ์ เกิดชะตากรรมทางการเมือง จากความขัดแย้งคุกรุ่นเข้มข้นตอนนี้ ประชาชนยังคงยืนยันข้อเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงในระบบ กติกาที่มีอยู่ ไม่เอาวิธีอื่นเป็นอันขาด” นายณัฐวุฒิ กล่าว

ส่วนจะยกระดับการชุมนุมหรือไม่นั้น นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า การชุมนุมยุคปัจจุบัน เห็นว่าต้องมีการยกระดับ ต้องมีพัฒนาการตลอดเวลา ถ้าหากว่าต้องเคลื่อนไหวชุมนุมกันต่อเนื่อง ต้องมีการพัฒนาทั้งเนื้อหา รูปแบบ หรือกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน กลุ่มมวลชนต่าง ๆ ต้องประเมินสถานการณ์ร่วมกัน ต้องคำนึงถึงความจริงของสถานการณ์ การยกระดับต้องเอาสถานการณ์เป็นตัวตั้ง

เลขาธิการ นปช. กล่าวว่า ประเมินสถานการณ์ขณะนี้ว่า การเมืองในสภาฯมีความเข้มข้นแหลมคมที่สุด ติดตามนาทีต่อนาที คิดว่าต่อให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจผ่านไป แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับความเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากก็ตาม จะเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อย่างน้อยมีการปรับคณะรัฐมนตรี เชื่อว่าความขัดแย้งที่เป็นอยู่ คณะรัฐมนตรีคงอยู่ร่วมกันไม่ได้ ทำงานกันต่อไปไม่ได้