"ชัยเกษม" เตือน คนในกระบวนการยุติธรรม ถ้าทำหน้าที่ตรงไปตรงมา บ้านเมืองจะเรียบร้อย แนะ เป็นกลาง ใจหนักแน่น ถาม ตร. ละมุนละม่อม กับม็อบ ได้หรือไม่ ชี้ คนที่ออกมาเพราะ เดือดร้อน เห็นความป่วยในการบริหารของรัฐบาล
นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตอัยการสูงสุด เปิดเผยถึงสถานการณ์ในปัจจุบันว่า คนอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ถ้าจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ต้องทำตัวให้เป็นกลาง ทำใจให้เป็นกลาง ไม่ใช่ว่าเรื่องเล็กก็ทำเป็นเหมือนเรื่องใหญ่ รู้ว่ารัฐบาลอยากให้ทำอย่างไร ก็ทำเพื่อให้เป็นไปตามความประสงค์ ความต้องการของรัฐบาลกระบวนการยุติธรรมของเราคนที่มาเกี่ยวข้องมีตั้งแต่ระดับที่สืบสวนสอบสวนหาผู้กระทำความผิด คือฝ่ายตำรวจ จนไปถึงคนที่จะฟ้องร้อง และผู้ตัดสินคดี ซึ่งทั้งหมดนี้ถ้าทุกคน คิดดีๆ ทำดีๆตามหน้าที่ของตน ตรงไปตรงมา บ้านเมืองมันก็คงจะไปได้เรียบร้อย
นายชัยเกษม กล่าวว่า จากประสบการณ์ในชีวิต คนไม่ผิดติดคุกก็เคยมีพอสมควร คนผิดไม่ติดคุกเยอะ เพราะฉะนั้น คนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมมันอยู่กับใจที่หนักแน่นของแต่ละคน และดุลพินิจที่เป็นกลางของแต่ละคน จะเห็นว่าในต่างประเทศเขาก็แก้ไขปัญหาเรื่องดุลพินิจ ของศาล เขาก็ตั้งระบบลูกขุนขึ้นมา มันจะกลายเป็นความเห็นที่หลากหลายขึ้นมา หลังจากฟังแล้วคดีเป็นอย่างนี้ มันควรจะตัดสินตามพยานหลักฐานซ้ายขวาแค่ไหน ก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง พอมองลึกลงไปก่อนจะไปถึงระบบลูกขุน มันอยู่ในอำนาจใครก็อยู่ในอำนาจของฝ่ายที่ดำเนินคดีคือตำรวจกับอัยการ
"คือถ้าพวกนี้ใจมันเอียง หรือว่าทำอะไรที่เป็นไปตามคำขอ ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พอถึงเวลาเรื่องมันอาจจะไม่ถึงลูกขุนเลยก็ได้ มันหลุดหายไปก่อนหมดแล้ว เพราะฉะนั้น กระบวนการยุติธรรมถึงเป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะลำบากมาก ในเรื่องของการที่จะต้องทำให้คนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมนั้น เกิดจิตสำนึกในการที่จะให้ความเป็นธรรมในทุกเรื่อง เพราะฉะนั้น ถ้ามีการปฎิบัติหน้าที่ ของตัวเองโดยไม่ตั้งสติให้ดี ว่าสิ่งที่ตัวเองควรกระทำนั้น แค่ไหนเพียงใดมันก็เกิดปัญหาอย่างที่เราเห็นขึ้นมา" นายชัยเกษม กล่าว
นายชัยเกษม กล่าวอีกว่า ในส่วนของการปราบปรามม็อบ ความจริงก็ต้องดูว่าเด็กหรือคนที่อยู่ในม็อบ เขาทำอะไรมากน้อยแค่ไหนอย่างไร แล้วสามารถที่จะใช้วิธีการอื่นที่ละมุนละม่อมกว่านั้นได้หรือไม่ ตนเชื่อว่าประชาชนที่มาประท้วงทั้งหลายแน่นอนว่าอาจมีบางคนชอบการเมืองก็เป็นเรื่องธรรมดาของบุคคล แต่หลายคนที่มา ตนก็เชื่อว่าเขาไม่ได้มาเพราะว่าเป็นเรื่องของการเมือง แต่มาเพราะว่าเขาเดือดร้อนครอบครัวเดือดร้อน ญาติพี่น้องเดือดร้อน เห็นสังคมเดือดร้อน เห็นความไม่ถูกต้อง ความไม่เป็นธรรม เห็นความป่วยในการบริหาร ในการตัดสินใจ คนเหล่านี้ก็มีโอกาสเข้ามาร่วมได้เป็นจำนวนมาก เพราะชีวิตเขาเริ่มไม่ปกติ ก็ต้องออกมาเรียกร้องเพราะไม่รู้จะทำอย่างไร





