"เสรีพิศุทธ์" แจงความบริสุทธิ์ หลังถูกคนร้อง รุกป่า-ลำน้ำ มั่นใจถูกกลั่นแกล้ง จ่อเชิญ กรมป่าไม้- กรมเจ้าท่า-กรมที่ดิน ตรวจสอบการเข้าพื้นที่โดยพลการ
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย แถลงที่รัฐสภา ยืนยันไม่ได้กระทำผิดตามกฎหมาย กรณีที่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายกฟ้องคดีขอเพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมเจ้าท่าที่ให้รื้อถอนสิ่งล่วงล้ำลำน้ำในแม่น้ำแควน้อย พร้อมระบุรายละเอียดว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวตนซื้อตั้งแต่ปี 2535 เป็นที่ดินติดแม่น้ำแควน้อย ทั้งนี้สมัยที่ตนรับราชการตำรวจในกทม. พบต้นไม้ถูกกระแสน้ำกัดเซาะ จึงขอให้ เจ้าท่ากาญจนบุรีสมัยนั้น ตรวจสอบ และขออนุญาตทิ้งหินถมดินป้องกันการกัดเซาะหน้าที่ประมาณ 100 เมตร ซึ่งได้รับอนุญาตจากกรมเจ้าท่า ทั้งนี้หายหลังตนเกษียณอายุราชการ กลับพบว่าถูกร้องเรียนเรื่องดังกล่าว และการตรวจสอบไม่ได้สอบถามเจ้าท่ากาญจนบุรีคนที่ให้อนุญาตตน และเข้าพื้นที่โดยพลการ ไม่บอกกล่าวตนในฐานะเจ้าของที่ดิน แต่กลับบอกว่าทิ้งหินถมดินเกินไป และมีหนังสือให้รื้อถอน ตนจึงยื่นอุทธรณ์ไปที่ปลัดกระทรวงและฟ้องศาลว่าเจ้าท่าคนนี้บุกรุกและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่ศาลพิพากษายกฟ้องไป จนเป็นเหตุให้ตนไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง แต่เมื่อศาลวินิจฉัยว่าคำสั่งของเจ้าท่าที่ให้ตนรื้อถอนที่ดินที่ล่วงล้ำลำน้ำไปถูกต้องแล้วก็จบอยู่แค่นี้
"ผมและกรมเจ้าท่าต้องมาทำการตกลงกันว่าถมเกินไปอยู่ตรงใด อยู่ดีๆจะไปรื้อได้อย่างไร เพราะมันไม่เหมือนตึก และสิ่งสำคัญใครจะเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการรื้อ ซึ่งถ้าผมทิ้งหินถมดินโดยพลการแน่นอนผมต้องออกค่าใช้จ่าย แต่ผมขออนุญาตถูกต้องโดยชอบกฎหมาย ดังนั้นตรงนี้ต้องตกลงกัน ใครเป็นรื้อ ใครออกค่าใช้จ่าย" พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่มีคนไปตรวจค้นที่ดินที่ทองผาภูมิ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ขอชี้แจงว่า หลังจากมีคำพิพากษาเป็นเรื่องของตนกับกรมเจ้าท่า ไม่ได้เป็นเรื่องของส่วนราชการอื่นเลย แต่รัฐบาลนี้ ใครอยู่เบื้องหลังก็ไม่รู้ ส่งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ไปขอศาลเพื่อทำการตรวจสอบที่ดินตรงที่เกิน มันเกี่ยวอะไรกับกรมป่าไม้ โดยไม่ได้ศึกษาเลยว่าที่ดินของตนมี 2 โฉนด เมื่อได้หมายก็เข้ามาเลย แต่การจะผ่านที่ดินแปลงที่ 2 มันต้องผ่านที่ดินแปลงแรก เมื่อไม่ได้ขอแปลงแรกเท่ากับบุกรุกหรือไม่
หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ยังกล่าวถึงการถูกร้องกรณีสร้างท่าเทียบเรือบ้านพักหลังหนึ่งใกล้รรัฐสภา ด้วยว่า เคยมีคนไปแจ้งความดำเนินคดีว่าสร้างเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ตรวจสอบแล้ว อัยการก็สั่งไม่ฟ้อง แต่ส.ส.คนหนึ่งพาเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ และแจ้งความเนินคดีอ้างว่าแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นป่า กล่าวหาว่าตนสร้างท่าเทียบเรือโดยไม่ขออนุญาตกรมป่าไม้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายที่ดิน ป่า หมายถึงที่ดิน ซึ่งไม่มีบุคคลใดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เลยมองว่าแม่น้ำเจ้าพระยาไม่มีใครเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เลยถือว่าเป็นป่า เมื่อถือว่าเป็นป่า ดังนั้นเรือทุกลำที่สัญจรไปมาในแม่น้ำก็รุกป่า รวมทั้งโรงแรม ท่าเทียบเรือ แม้กระทั่งกรมเจ้าท่า หรือสภาฯก็ตาม ด้วยเหตุนี้ ตนจับความได้ว่าการมากล่าวหาว่าบุกรุกแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นป่า กรมป่าไม้ก็เลยไปขอหมายค้นเพื่อที่จะดำเนินคดีกับตนว่าถมที่ไปเป็นการบุกรุกป่า
"ขนาดผมมีตำแหน่งเป็นประธาน กมธ.ปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ยังกล้ากับผมแบบนี้ เพราะผมไม่มีอำนาจบริหารแต่งตั้ง โยกย้าย ให้ความดีความชอบ แล้วกับประชาชนจะไม่ถูกข่มเหงหรือ เมื่อกล้าก็ต้องเจอกัน อย่างไรก็บุกรุกที่ดินผมแน่ เพราะฉะนั้นอยากจะถามว่าบ้านเมืองอยู่ด้วยกฎหมายหรืออยู่ด้วยอะไร ไม่ใช่ใครเป็นศัตรูก็แกล้งเขา ผมไม่เคยกลั่นแกล้งใครเลย หรือแม้แต่กรณีตรวจสอบนายกรัฐมนตรีถวายสัตย์ฯไม่ถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมาย ผมถูกขัดขวางมาโดยตลอด แต่ที่ต้องทำเพราะต้องการพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่ ซึ่งตรวจสอบจะเสร็จแล้ว" พล.ตงอ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวต่อว่า ตนเป็นเจ้าหน้าที่ก็ยินดีให้การตรวจสอบแต่ใครทำผิดกฎหมายก็ต้องรับไป ดังนั้น ตนจะใช้อำนาจประธานกมธ.ปราบโกง เพื่อเรียกทางกรมป่าไม้ กรมที่ดิน กรมเจ้าท่า มาตรวจสอบ เอาเอกสารมาดูว่าเข้าไปยังที่ดินตนได้อย่างไร ไปขอหมายค้น เขียนคำร้อง ให้ปากคำกับศาลอย่างไร ผลการตรวจค้นเป็นอย่างไร แจ้งสถานีตำรวจอย่างไร พาเข้าเส้นทางใดบุกรุกหรือไม่.





