แม้ระยะหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จะขอโทษการปฏิบัติงานของรัฐบาลในหลายครั้ง แต่เวลานี้ “ประชาชน” อาจไม่ต้องการคำขอโทษ แต่สิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือ "ความชัดเจนจากผู้นำรัฐบาล"
แฮชแท็ก #ประยุทธ์ออกไป มาแรงจนติดเทรนด์ทวิตเตอร์อันดับ 1 เมื่อช่วงเช้าวันที่ 27 มิ.ย.2564 ภายหลังที่มีราชกิจจานุเบกษาออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อควบคุมการระบาดไวรัสโควิด-19 ในเวลา 01.00 น. วันที่ 27 มิ.ย. ส่งผลเป็นแรงบวกทำให้ประชาชนไม่พอใจการบริหารงานของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหม ที่ไม่แจ้งให้ประชาชนรับทราบก่อน
โดย พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาตรการดังนี้ 1.ปิดสถานที่พักอาศัยชั่วคราว สําหรับคนงานทั้งภายใน และภายนอกสถานที่ก่อสร้าง รวมทั้งให้หยุดงานก่อสร้าง และห้ามการเดินทางและเคลื่อนย้ายแรงงานเป็นการชั่วคราวอย่างน้อย 30 วัน 2.ให้จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม เฉพาะนำกลับไปบริโภคที่บ้าน
3. ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์ เปิดดําเนินการได้ถึง เวลา 21.00 น. งดการจัดกิจกรรมในพื้นที่ โรงมหรสพ โรงภาพยนตร์ สวนน้ำงดนั่งรับประทานในศูนย์อาหาร 4.งดกิจกรรมรวมกลุ่มที่เกิน 20 คน เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่
และ 5. ตั้งจุดตรวจเพื่อคัดกรองการเดินทางเข้า-ออก ในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ นราธิวาส ปัตตานี ยะลาและสงขลา รวมถึงกรุงเทพมหานคร และ 5 จังหวัดปริมณฑล คือนครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร
คำสั่งดังกล่าวไม่มีการ “ล็อกดาวน์กทม.” แต่อย่างใด แต่ “จุดอ่อน” อยู่ที่การออกคำสั่งมาโดยไม่มีคำอธิบายประกอบ ทำให้ถูกตีความว่าประกาศดังกล่าวเป็นการ “ล็อกดาวน์กทม.” ยิ่งทำให้กระแสไม่พอใจ พล.อ.ประยุทธ์ ถูกปั่นจนติดลมบน
อีก “จุดอ่อน” คือคำสั่งให้จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม เฉพาะนำกลับไปบริโภคที่บ้าน ย่อมสร้างความเสียหายให้กับ “ผู้ประกอบการ” เพราะอย่างน้อยต้องมีการเตรียมวัตถุดิบ เพื่อนำมาประกอบอาหาร
ทว่า 2 จุดอ่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์โดนโจมตีกลับไม่มีมือไม้ของรัฐบาล ออกมาทำความเข้าใจกับประชาชน เพื่อคลายข้อข้องใจว่า ตกลงรัฐบาลล็อกดาวน์ กทม.หรือไม่ และคำสั่งจะมีผลในวันที่ 28 มิ.ย. ไม่ใช่มีผลบังคับใช้ในวันที่ 27 มิ.ย.ทันที
แต่เมื่อคำสั่งอย่างเป็นทางการออกมาได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับ “ประชาชน” เพราะไม่ทันตั้งตัวที่จะปรับการใช้ชีวิตให้สอดรับกับคำสั่ง กระแสต่อต้าน “ประยุทธ์ออกไป” ที่ถูกระบายผ่านทางโซเชียลมีเดียจึงพุ่งสูงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หากย้อนไปก่อนหน้านี้ การบริหารของพล.อ.ประยุทธ์ มักมีการออกคำสั่งที่ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนมาหลายครั้งแล้ว แต่กลับไม่ได้รับการแก้ไข
โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของเชื้อโควิดระลอก 3 ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ มิหนำซ้ำการสื่อสารที่ผิดพลาดจนเข้าขั้นวิกฤติลดทอน-บั่นทอน ความน่าเชื่อถือของ “พล.อ.ประยุทธ์-รัฐบาล” ให้ลดน้อยถอยลง
ช่วงกลางเดือน เม.ย. เปิดจองวัคซีนผ่านแอพพลิเคชั่น “หมอพร้อม” โดยจะจัดสรรวัคซีนตามยอดจอง แต่ปรากฏว่ายอดจองวัคซีนไม่สอดคล้องกับการแพร่ระบาด ที่ต้องจัดสรรไปยังพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดสูงได้ฉีดวัคซีนก่อน
นอกจากนี้ยังมีปัญหา “วัคซีนการเมือง” ที่มีการจัดสรรวัคซีนให้กับบางพื้นที่ที่มีการระบาดน้อย ให้ได้รับการจัดสรรวัคซีนมากกว่าพื้นที่ที่มีการระบาดสูง
สุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ ต้องสั่งล้างไพ่การจัดสรรวัคซีนใหม่ โดยยกเลิกการจองวัคซีนก่อนหน้านี้ มอบอำนาจให้คณะกรรมการจัดสรรวัคซีนที่ตั้งขึ้นเข้ามาดูแลแทน
ช่วงปลายเดือน พ.ค. พล.อ.ประยุทธ์-ศบค.มีคำสั่งให้ยกเลิกการลงทะเบียนฉีดวัคซีนผ่าน “หมอพร้อม” โดยมอบให้ทางจังหวัดดำเนินการเปิดรับจองแทน ซึ่งทำให้ประชาชนเข้าใจว่าไม่จำเป็นต้องดำเนินการใดๆผ่าน “หมอพร้อม” แล้ว แต่ในทางปฏิบัติยังต้องใช้ “หมอพร้อม” เพื่อยืนยันการฉัดวัคซีน
กรณีของแอพฯ “หมอพร้อม” ทาง ศบค.ต้องออกมาขอโทษประชาชน พร้อมชี้แจงภายหลังว่าไม่ได้ยกเลิกการใช้งาน แต่ปรับการใช้งานมาอยู่ในรูปแบบของการยืนยันตัวตนเมื่อได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว
วันที่ 31 พ.ค. ช่วงเช้า “พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง” ผู้ว่ากทม. สั่งคลายล็อก 5 กิจกรรม-กิจการ อาทิ เปิดร้านนวด สปา เปิดสวนสาธารณะ เปิดพิพิธภัณฑ์ เปิดร้านสัก เป็นต้น ซึ่งทำให้ประชาชนเตรียมพร้อมดำเนินกิจกรรมตามที่จะมีการคลายล็อก
แต่ยังไม่ทันข้ามคืนในช่วงค่ำวันที่ 31 พ.ค. “พล.อ.ประยุทธ์-ศบค.” ออกคำสั่งยกเลิกการคลายล็อก 5 กิจกรรม-กิจการของ กทม. โดยให้เหตุผลว่าพื้นที่กทม.ยังมีการแพร่ระบาดสูงอยู่
คำสั่งที่ขัดกันของ “กทม.-ศบค.” สร้างความสับสนให้ประชาชนอย่างมาก โดยในช่วงเช้าวันที่ 1 มิ.ย. มีประชาชนส่วนหนึ่งเตรียมตัวไปวิ่งในสวนสาธารณะ เพราะคิดว่าเปิดทำการตามคำสั่ง กทม. แต่สุดท้ายกลับไม่เปิดให้เข้าใช้บริการ
วันที่ 25 มิ.ย. ท่ามกลางกระแสข่าว ศบค.เตรียม “ล็อกดาวน์กทม.” อีกรอบ เนื่องจากมีการแพร่ระบาดเพิ่มสูงขึ้นอย่างมา จนเตียงผู้ป่วยรายใหม่ ผู้ป่วยหนัก เหลือไม่มากพอที่จะรองรับ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ กลับแถลงข่าวภายหลังการประชุมอย่างอารมณ์ดี ปล่อยมุขหยอกล้อ ชู 2 นิ้ว จนทำให้ประชาชนไม่พอใจต่อท่าทีของผู้นำประเทศที่แสดงออกมา เพราะสถานการณ์ตึึงเครียดมากกว่าจะนำมาล้อเล่นกัน
นี่คือบางส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์-รัฐบาล สื่อสารผิดพลาดในยามวิกฤติ ในขณะที่ประชาชนต้องการความเชื่อมั่นจาก “ผู้นำ” แต่หลายครั้งการสื่อสารกลับไปกลับมา
แม้ระยะหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จะขอโทษการปฏิบัติงานของรัฐบาลในหลายครั้ง แต่เวลานี้ “ประชาชน” อาจไม่ต้องการคำขอโทษ แต่สิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือ "ความชัดเจนจากผู้นำรัฐบาล"





