วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจไทย ติดหล่มโควิด

การระบาดโควิดระลอก 3 นี้ ทำให้เศรษฐกิจไทยถดถอยลงยิ่งกว่าเดิม แม้จะได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากการใช้จ่ายภาครัฐ แต่ก็ยังไม่สู้ดี เพราะคนเข้าไม่ถึงวัคซีนและตัวเลขรายวันยังคงเพิ่มขึ้นสูง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ "การส่งออกต้องชะงักงันอีกครั้ง"

เมื่อวานนี้ (23 มิ.ย.64) คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี คณะกรรมการเห็นว่าอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว การเร่งดำเนินมาตรการทางการเงิน โดยเฉพาะสินเชื่อฟื้นฟู รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้จะช่วยภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบได้ตรงจุดมากกว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ กนง.ยังประกาศปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยใหม่ โดยปีนี้จากที่เคยคาดการณ์แนวโน้มขยายตัวอยู่ที่ 3% เหลือเพียง 1.8% ส่วนปีหน้าจาก 4.7% เหลือเพียง 3.9%

เป็นผลจากการระบาดโควิด-19 ระลอก3 ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าลงและไม่ทั่วถึงมากขึ้น ส่วนในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำ อย่างมีนัยสำคัญจากสถานการณ์การระบาดระลอกใหม่ ทั้งในและต่างประเทศที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ คณะกรรมการแนะนำให้ภาครัฐมีความต่อเนื่องของนโยบายจัดหาและกระจายวัคซีน พร้อมเร่งเบิกจ่ายมาตรการ เยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจ

แม้ กนง.จะมีข่าวดีทางด้านปัจจัยบวกคือเศรษฐกิจได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มเติมจากการใช้จ่ายภาครัฐที่สูงขึ้นจาก พ.ร.ก. กู้เงินและการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวดีตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แต่เราเห็นว่าโดยสรุปภาพรวมไม่สู้ดี โดยเฉพาะประเด็นการระบาดระลอกใหม่ที่ กนง.เป็นห่วง พบว่าเป็นที่น่ากังวล เนื่องจากข้อมูลทางการแพทย์เกี่ยวกับประสิทธิภาพวัคซีนในประเทศ ตัวเลขรายวันทั้งผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตที่เพิ่มต่อเนื่อง มีโอกาสสูงที่ประเทศไทยจะเผชิญวิกฤตโควิดต่อไป

ข้อมูลเตียงผู้ป่วยใน กทม.ขาดแคลนหนัก โดยในโรงพยาบาลรัฐผู้ป่วยสีแดงใน กทม.เหลือเพียง 20 เตียง ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงแต่บ่งบอกถึงความไม่พร้อมทางด้านเครื่องมือและบุคลากร แต่เป็นสัญญาณการแพร่ระบาดที่อาจทำให้อัตราป่วยและเสียชีวิตสูงขึ้น ในขณะที่ระยะเวลาการรักษายาวนานขึ้น ยังสอดคล้องกับสถานการณ์ในต่างประเทศที่วันนี้หลายประเทศต้องยืดระยะเวลาการปลดล็อกออกไป เนื่องจากไวรัสมีการกลายพันธุ์ ประเด็นนี้ยังกระทบการส่งออกที่เป็นปัจจัยบวก อาจจะต้องกลับมาชะงักงันอีกครั้ง

เราเห็นว่าโควิด-19 คือปัจจัยชี้ขาดว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นหรือฟุบ จึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่หน่วยงานรับผิดชอบในภาครัฐ ต้องมีวิสัยทัศน์ในการทำงานเชิงรุกรับมือและแก้ปัญหาได้ตรงประเด็น นอกจากสกัดจำนวนผู้ป่วยให้เพิ่มน้อยที่สุดและฉีดวัคซีนให้ได้ 5 แสนโดสต่อวันแล้ว รัฐบาลกลางกับท้องถิ่นต้องเป็นเนื้อเดียวกัน จากวันวัคซีนขาดแคลนมาถึงวันที่เตียงผู้ป่วยไม่พอ คือรอยร้าวในการทำงาน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ต้องจัดการเร่งด่วนด้วยอำนาจในมือ เพื่อไม่ให้ถูกดูแคลนว่าเศรษฐกิจที่ติดหล่มวันนี้ เกิดจากต้นตอ รัฐราชการ