"เวทีสามัคคีประชาชน" ระดมความเห็นเพื่อเป็นทางออกประเทศ เห็นพ้องรวมพลังไล่ พล.อ.ประยุทธ์ - แก้รัฐธรรมนูญ "วีระ" ซัดรัฐบาลเลว ประกาศเดือนพฤษภาคม เจอกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานในเวที เสวนา “สามัคคีประชาชน เพื่อประเทศไทย” จัดโดยคณะญาติวีรชนพฤษภา35, สภาที่สาม และเครือข่ายองค์กรประชาธิปไตย ซึ่งมีนักกิจกรรมทางการเมือง, นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ตัวแทนภาคสังคม เข้าร่วมระดมความเห็นเพื่อเป็นทางออกของปัญหาการเมืองไทย โดยมีเนื้อหาสำคัญที่เห็นร่วมกันคือ สร้างการเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงรัฐบาล และแก้ไขรัฐธรรมนูญ
โดย นายไทกร พลสุวรรณ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง กล่าวว่าความจริงของประเทศไทย คือ เผด็จการทหารครอบงำประเทศ และมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นหุ่นเชิดของระบบดังกล่าว ทั้งนี้ตนเชื่อว่าหากสามารถไล่พล.อ.ประยุทธ์ ได้ จะทำให้กลไกของระบบสืบทอดอำนาจไปไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่ประชาชนต้องแสดงความสามัคคีร่วมกันไล่นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน เพื่อไม่ให้ประเทศพังคามือ
“ส.ว.เหมือนหมา ยอมให้เจ้านายจูงไปจูงมา จึงไม่ยอมละทิ้งอำนาจ หากสามารถตัดเชือกจูงหมา ทั้ง 250 คนได้ เชื่อว่าจะมีหมาที่รู้สำนึกประชาชน ตอนนี้เหมือนกฐินสามัคคีรวมกันเพื่อเอาประเทศไทยเป็นขอประชาชน และหยุดเผด็จการทหาร ให้จบรุ่น ขั้นแรกที่จบได้ คือ เอาพล.อ.ประยุทธ์ ออกไปให้ได้ด้วยวิธีการใดๆ ก็ได้” นายไทกร กล่าว
ส่วน นายการุณ ใสงาม อดีตส.ว.บุรีรัมย์ กล่าวว่าจากประสบการณ์ของตนที่เป็นอดีตส.ส., ส.ว. และแก้รัฐธรรมนูญ เชื่อว่าไม่มีปัญญาแก้รัฐธรรมนูญได้ด้วยวิธี และเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน อย่างไรก็ตามการสร้างความสามัคคีปรองดองที่จะเกิดขึ้นได้ คือ นำเยาวชนนักเคลื่อนไหวทางการเมืองออกจากการถูกจับกุมคุมขัง
ขณะที่ น.ส.ณัฎฐา มหัทธา นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง เสนอความเห็นต่อการแก้รัฐธรรมนูญว่า ยอมรับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สามารถทำได้โดยประชาชน และทำได้ทันก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะการทำประชามติถูกเพิ่มจำนวน ดังนั้นตนเชื่อว่าแนวทางที่เป็นไปได้ คือ การแก้ไขรายมาตรา ส่วนที่เข้าสู่อำนาจ เพื่อให้ได้รัฐบาลชุดใหม่ ได้แก่ 1.มาตรา 272 ตัดอำนาจวุฒิสภาร่วมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในรัฐสภา เพราะไม่เป็นประชาธิปไตย เนื่องจากที่มาของส.ว. มาจากการแต่งตั้ง และมีจำนวนสมาชิกมีมากถึง 1 ใน 3 ของรัฐสภา, 2.แก้ไขกลุ่มมาตราว่าด้วยการเลือกตั้งและระบบการเลือกตั้ง ให้มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ
น.ส.ณัฏฐา กล่าวด้วยว่า สำหรับการทำร่างพ.ร.บ.ประชามติ ตนมองว่ามีปัญหาเพราะต้องใช้เสียงข้างมาก ถึง2 ครั้ง เพราะ นอกจากใช้เสียงข้างมากของผู้มาลงคะแนน ต้องใช้เสียงมากเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์ ทั้งนี้ที่ผ่านมาการออกเสียงประชามติ มีผู้ออกมาใช้สิทธิ์ เพียง 65 เปอร์เซ็นต์ เพราะส่วนที่เหลือต้องยอมรับว่าเป็นผู้ไม่สนใจการเมือง ดังนั้นหามีการรณรงค์ให้อีก 15 เปอร์เซ็นต์ไม่ออกไปใช้สิทธิ์ลงคะแนน อาจะทำให้ล้มประชามตินั้นได้ ดังนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับต้องใช้เวลา โดยต้องทำให้กฎหมายประชามติเกิดความยุติธรรม
ส่วนนายวีระ สมความคิด เลขาธิการต่อต้านคอร์รัปชั่น กล่าวว่าพล.อ.ประยุทธ์ เป็นบุคคลที่โกหก ปลิ้นปล้อนนับไม่ถ้วน แต่มีประชาชนจำนวนหนึ่งสนับสนุน แต่คนจำนวนมากไม่สนับสนุนแต่ที่ไม่ออกมาเนื่องจากไม่มีคนนำขับไล่ ซึ่งพวกเขารอให้มีคนนำขับไล่อย่างจริงจัง ทั้งนี้รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์มีประเด็นทุจริตคอร์รัปชั่น แต่กติกา รวมถึงองค์กรตรวจสอบ ไม่มีประสิทธิภาพที่จะดำเนินการ เช่น การถือครองนาฬิกาหรูของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ถือครองนาฬิกา จำนวน 22 เรือน ซึ่งตนยื่น 2 กรณี คือ กรณีแจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ระบุว่ามาจากการยืมเพื่อน ซึ่งสร้างความกังขาไปทั่วโลก และกรณีที่ค้างอยู่โดยไม่มีคำตอบ คือ กรณีร่ำรวยผิดปกติ
นายวีระ กล่าวด้วยว่าสำหรับการทุจริตมีกรณีสำคัญ คือ ที่ดินการรถไฟเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ เป็นเรื่องใหญ่กว่ากรณีที่น.ส. ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ รุกป่าจ.ราชบุรี เพราะ 5,300 ไร่ที่จ.บุรีรัมย์นั้น อยู่ใจกลางเมือง มีบุตรชายของเจ้าของที่ดินเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล ทั้งนี้มีคำพิพากษาของศาลให้นำที่ดินคืนให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย แต่ไม่มีใครดำเนินการ
“การคอรัปชั่นในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์มีมากกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา เป็นเหตุผลที่ผมต้องร่วมกับเวทีและประชาชน เพราะไม่สามารถปล่อยให้รัฐบาลเผด็จการทหาร ชั่ว เลว สร้างความเสียหายให้บ้านเมืองต่อไป พล.อ.ประยุทธ์ชอบท้าประชาชน โดยเฉพาะการทุจริตที่บอกให้นำหลักฐาน เมื่อเรื่องถูกยื่น แต่กระบวนการตรวจสอบกลับไม่ทำงาน ดังนั้นเดือนพฤษภาคมนี้เจอกัน” นายวีระ กล่าว
ทางด้าน นายสุวิช ศุมานนท์ ประธานสมาพันธ์คนงานรถไฟไทย กล่าวว่า ข้อเรียกร้องสำคัญคือ รัฐบาลต้องเปลี่ยนแปลง เพราะรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ สร้างความขัดแย้ง แตกแยกไม่สร้างความปรองดอง จนทำให้การบริหารประเทศล้มเหลว ซึ่งตนมองว่าหากรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์อยู่ต่อ อนาคตเราอาจได้บัตรขอทาน และต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ขณะที่ นางลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ เลขาธิการองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) กล่าวว่าในวันอาทิตย์ ที่ 28 มีนาคม ที่มีการเลือกตั้งท้องถิ่น พบกระแสข่าวมีการซื้อเสียง ขั้นต่ำ 500 บาท บางพื้นที่ที่แข่งขันสูง มากถึง 3,000 บาท ตนขอให้พวกท่านเรียกค่าตัวให้สูงกว่านี้เพราะเป็นฤดูกาล อย่างไรก็ดีพีเน็ตไม่สนับสนุนเรื่องดังกล่าว.





