การขุดคุ้ย 'สกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ' น้องชาย 'ธนาธร' ช่วงโค้งสุดท้ายเลือกตั้งท้องถิ่น ไม่ต่างอะไรกับการสร้างวาทกรรม "ไม่เลือกเรา เขามาแน่" ที่เคยใช้เล่นงานทางการเมืองกันมาแล้ว
หากจะบอกว่า 'ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ' เจอกับเรื่องไม่เป็นเรื่องก็คงไม่ผิดนัก เพราะล่าสุดเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเองแท้ๆ แต่ก็ยังถูกเชื่อมโยงมาถึงจนได้ ภายหลังเริ่มมีการขุดคุ้ยกรณี 'สกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ' น้องชาย 'ธนาธร' อดีตประธานบริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เตรียมเช่าที่ดินสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ บริเวณย่านชิดลม
ประเด็นเริ่มแดงขึ้นมาตรงที่ในคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ลงวันที่ 27 พ.ย.2562 ที่พิพากษาให้นายประสิทธิ์ อภัยพลชาญ นายสุรกิจ ตั้งวิทูวนิช มีความผิดตามประมวลกฎหมายฐานใช้เอกสารราชการปลอมและเป็นตัวกลางเรียกรับสินบน และจำคุกเป็นเวลา 3 ปี นั้นมีการระบุตอนหนึ่งว่า
ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
- จับตา! 'สกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ' จ่อแถลงคดีสินบน
- 'ปิยบุตร' งัดไม้เด็ด เลือกก้าวหน้าได้วิสัยทัศน์ 'ธนาธร' ทำงานทันทีไม่ต้องรอ10ปี
- 'ธนาธร' ประกาศไม่หวั่นพวกระราน แต่อย่าขวางเสรีภาพประชาชน
"มีการจ่ายเงินให้แก่จำเลยทั้งสองคนเพื่อเป็นการตอบแทนดำเนินการติดต่อประสานงานและนำเงินส่วนหนึ่งไปมอบให้รองผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าพนักงานของรัฐ ตามกฎหมายโดยวิธีอันทุจริตและผิดกฎหมายเพื่อจูงใจรองผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ให้กระทำการในหน้าที่ด้วยการจัดสรรที่ดินบริเวณองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ชิดลม) ซึ่งเป็นทรัพย์สินของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ให้บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ได้สิทธิการเช่าที่ดินระยะยาว โดยไม่ต้อผ่านการประมูลแข่งขันตามขั้นตอนปกติ"
จากข้อความในคำพิพากษาตรงนี้เองที่ทำให้เกิดการขยายผลตามมาเป็นจำนวนมาก รวมทั้งเกิดตั้งข้อสังเกตุว่าทำไมพนักงานสอบสวนและอัยการถึงไม่เอาผิดกับ 'สกุลธร' เมื่อมีประเด็นพาดพิงมาถึงสำนักงานอัยการสูงสุด ทำให้เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ทีมโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดต้องออกมาแถลงข่าวชี้แจงเพื่อให้เกิดความกระจ่าง
สาระสำคัญที่ทีมโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด พยายามชี้แจงอยู่ที่การระบุว่าคดีนี้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีเพียงแค่สองคนเท่านั้น คือ นายประสิทธิ อภัยพลชาญ อดีตเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และ นายสุรกิจ ตั้งวิทูวนิช เท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้อัยการจึงไม่สามารถดำเนินการใดๆกับ 'สกุลธร' ได้แต่อย่างใด นอกจากนี้ แม้ในคำพิพากษาจะมีการระบุถึงการจ่ายค่าตอบแทนแต่ก็ไม่อาจถือเป็นพยานหลักฐานที่จะรับฟังได้ เพราะตามกฎหมายแล้วพยานหลักฐานที่จะสามารถรับฟังได้จะต้องผ่านการสอบสวนตามกฎหมายเท่านั้น
"ดังนั้น จากกรณีดังกล่าวตามที่มีข่าวออกมาว่าพนักงานอัยการไม่ได้ดำเนินคดีกับนายสกุลธรนั้นเนื่องจากนายสกุลธรไม่ได้เป็นผู้ต้องหา อัยการจึงไม่มีอำนาจสั่งไม่ฟ้องหรือสั่งฟ้องนายสกุลธร นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจ่ายเงินนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ได้จากตัวผู้ต้องหาเท่านั้นยังไม่มีการสอบพยานอื่นว่าเป็นความจริงมากน้อยเพียงใดและยังไม่ได้มีการสอบสวนนายสกุลธรว่ามีการจ่ายเงินหรือไม่อย่างไร พนักงานอัยการจึงไม่มีการยื่นฟ้องนายสกุลธร" นายอิทธิพร แก้วทิพย์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ระบุเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.
ทั้งนี้ ทีมโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดได้ยกกฎหมายมาอ้างอิงถึงสาเหตุที่ยังไม่สามารถดำเนินการกับ 'สกุลธร' ได้ในเวลานี้ เพราะตามหลักกฎหมายแล้วศาลจะพิพากษาตามประเด็นที่มีการฟ้องเท่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งหมายความว่าในเมื่อในชั้นนี้พนักงานสอบสวนไม่สอบสวนน้องชายธนาธร อัยการจึงไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้ จึงส่งฟ้องศาลได้เฉพาะผู้ต้องหาสองคน และศาลก็พิพากษาเท่าที่มีการฟ้องขึ้นมาเท่านั้น
เท่ากับว่าแรงเหวี่ยงทั้งหมดจึงตกไปอยู่ที่พนักงานสอบสวนในฐานะที่ได้แสดงความประสงค์จะดำเนินการสอบสวน 'สกุลธร' ว่าจะมีความผิดฐานให้สินบนเจ้าหน้าที่หรือไม่ แต่ไม่ว่าผลแห่งการสอบสวนของพนักงานสอบสวนจะออกมาอย่างไร ปรากฎว่าคดีนี้มีผลโยงมาถึง 'ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ' อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทราบกันดีว่าห้วงเวลาเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่นที่ 'คณะก้าวหน้า' เป็นหนึ่งในกลุ่มการเมืองที่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งด้วย ประกอบกับ 'ธนาธร' เป็นอีกคนหนึ่งที่ออกมาสนับสนุนการชุมนุมของคณะราษฎร จึงทำให้เกิดการปล่อยของเหมือนกับที่เคยปล่อยวาทกรรม "ไม่เลือกเรา เขามาแน่" เมื่อครั้งการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2556
มาเวลานี้วาทกรรมที่ว่านั้นได้กลับมาอีกครั้งโดยมี 'ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ' เป็นเป้าหมายทางการเมือง จึงต้องรอดูว่าผลผลิตแห่งวาทกรรม "ไม่เลือกเรา เขามาแน่" จะขวางคณะก้าวหน้าได้มากหรือน้อยเพียงใด





