วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ประยุทธ์-ประวิตร' ดันซื้อเรือดำน้ำ - ปธ.กมธ.งบยื้อ-ชี้ยกเลิกไม่ได้

กมธ.งบฯ ฝ่ายรัฐบาล ยื้อชี้ขาดจัดซื้อเรือดำน้ำ ตัดบทจบเรียกกองทัพเรือชี้แจงเพิ่ม 28 ส.ค. เพื่อไทยซัดรัฐบาลตกลงกันไม่ได้ เชื่อมีใบสั่งเลื่อน

ด้าน “สันติ” ประธานกมธ.ชี้ยกเลิกจัดซื้อไม่ได้ ผ่านกระบวนการหมดแล้ว แค่ชะลอจ่ายเงิน ขณะที่“ประยุทธ์-ประวิตร” อ้างยุทธศาสตร์ จำเป็นต้องมี

กระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมและความจำเป็นในการพิจารณางบประมาณจัดซื้อเรือดำน้ำ 2 ลำ ของกองทัพเรือ มูลค่า 2.25 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางสถานการณ์โควิด และปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้สังคมจับตาท่าทีของคณะกรรมาธิการ(กมธ.)พิจารณาร่างพระราชบัญญัติรายจ่ายประจำปี 2564 ต่อการให้ความเห็นชอบในประเด็นดังกล่าว

โดยนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ในฐานะประธาน กมธ.งบฯ 64 ระบุว่า เรื่องเรือดำน้ำ กมธ.จะต้องปรึกษารวมถึงให้กองทัพเรือเข้ามาชี้แจง รายละเอียดให้ชัดเจน รวมถึงต้องให้บรรดาพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านได้มีการปรึกษาหารือว่าจะมีแนวทางอย่างไร

ตนก็ได้มีโอกาสได้พูดคุยกับทั้งสองฝ่าย ก็มีความเห็นด้วยกับกองทัพเรือที่จะมีเรือดำน้ำ อีก 2 ลำ แต่ขณะนี้มีวิกฤตในเรื่องของโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจชะลอลง จึงต้องมีการให้กองทัพเรือไปพิจารณาพูดคุยว่า จะสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้าง เนื่องจากเรือดำน้ำชุดนี้ได้มีการผ่านการอนุมัติออกมาเป็นกฎหมาย ในปี 2563 ไปแล้ว ต้องดูว่าจะมีแนวทางอย่างไรต่อไป

ส่วนกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชน กมธ.ทุกคนก็น้อมรับ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน โดยที่ประชุมจะตกลงอีกทีว่า จะกลับมาหารือในประเด็นนี้วันไหน ส่วนตัวเห็นว่า ความจำเป็นในการที่จะต้องมีเรือดำน้ำ ซึ่งในครั้งนี้ทางประเทศจีนได้มีการออกแบบเป็นพิเศษ ให้สามารถปฏิบัติการได้ทั้งในน้ำตื้นและน้ำลึก และเมื่อพูดถึงความคุ้มค่านั้น การที่น่านน้ำไทยมีเรือดำน้ำ 3 ลำก็ถือว่าเป็นการประหยัดที่สุดแล้ว กว่าจะจัดหาได้ก็ต้องใช้เวลาถึง 7 ปี โดยต้องมองถึงความมั่นคงในหลายๆ ด้าน ทั้งกองทัพ และเศรษฐกิจ

“สันติ”ชี้ยกเลิกเรือดำน้ำไม่ได้

ส่วนความเป็นไปได้ที่จะชะลอการจัดซื้อมีมากกว่าการยกเลิกการจัดซื้อใช่ ประธาน กมธ.งบฯ กล่าวว่า เรื่องของการยกเลิกนั้นเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เนื่องจากการอนุมัติการจัดซื้อเรือดำน้ำทั้ง 2 ลำนี้ได้ผ่านคณะรัฐมนตรีอนุมัติไปแล้ว ตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งสภาก็ได้มีการอนุมัติ ให้ทั้งเงินและอำนาจไปดำเนินการ ในเรื่องของกฎหมายทุกอย่างได้จบสิ้นไปแล้ว เรื่องการเลื่อนการพิจารณาไปของแต่ละอนุกรรมาธิการก็เพื่อเป็นไปตามความรอบคอบ ตนในฐานะประธานก็จะต้องดูให้เกิดความรอบคอบให้มากที่สุด

หากท้ายที่สุด กมธ.มีมติให้เลื่อนการจัดซื้อเรื่องดังกล่าวซึ่งตามกฎหมาย พ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 จะอนุมัติการจัดซื้อไปแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับทางกองทัพเรือที่จะจัดเวลาไปเซ็นสัญญา

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการเลื่อนจัดซื้อออกไป วงเงินงบประมาณตรงนี้จะสามารถโยกไปใช้ในส่วนอื่นได้อีกหรือไม่นั้น นายสันติ ก็ต้องดูข้อกฎหมายให้รอบคอบ

นอกจากนี้ นายสันติ ยังกล่าวแสดงความมั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)จะไม่โหวตคว่ำปมจัดซื้อเรือดำน้ำตามที่แถลงก่อนหน้านี้ เพราะตนเชื่อว่าคงต้องมองถึงเหตุผลของบ้านเมืองเป็นหลัก

กมธ.งบยื้อชี้ขาดชื้อเรือดำน้ำ

ด้านนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย รองประธานอนุกรรมาธิการ (กมธ.)

ครุภัณฑ์ ไอซีที รัฐวิสาหกิจ และทุนหมุนเวียน ในกมธ.พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ กล่าวว่า โครงการนี้ไม่ใช่โครงการผูกพันงบประมาณมาจากปี 2563 เพราะยังไม่มีสัญญาจัดซื้อจัดจ้างในลำที่ 2-3 จึงถือว่ายังไม่มีการอนุมัติ

อีกทั้งกองทัพเรือยังยอมรับว่า หากเลื่อนออกไปก็ไม่มีค่าปรับ เพียงแต่ห่วงว่าจะกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทย- จีนเท่านั้น นอกจากนี้ ตนยังเห็นว่างบฯส่วนนี้ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 75 ที่กำหนดให้มีการจัดสรรงบประมาณอย่างสมดุล และพอเพียงเพื่อให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข แต่ตอนนี้ประชาชนกำลังเดือดร้อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุม กมธ.งบฯ ชุดใหญ่ นายยุทธพงศ์พยายามเสนอให้มีการหยิบยกดังกล่าวขึ้นมาพิจารณา แต่นายวราเทพ รัตนากร รองประธาน กมธ.งบฯ ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม พยายามชี้แจงว่า เรื่องดังกล่าวยังคงต้องมีการหารือภาคส่วนต่างๆ รวมทั้งรอให้กองทัพเรือชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม ในวันศุกร์ที่ 28 ส.ค.นี้ แต่นายยุทธพงศ์ พยายามเสนอให้ที่ประชุมลงมติว่าจะหยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นมาพิจารณาหรือไม่

ทำให้นายวราเทพต้องสั่งพักการประชุมเพื่อให้ กมธ.ไปหารือกัน ก่อนที่ที่ประชุมจะมีการตัดบทเข้าสู่การพิจารณาวาระอื่นต่อไป

ช่วงพักการประชุมนายยุทธพงศ์ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ตอนแรกรายงานอนุ กมธ.ครุภัณฑ์ฯเรื่องเรือดำน้ำจะเข้าสู่ที่ประชุมตั้งแต่เช้า แต่ที่ประชุมเอารายงานของอนุกมธ.ชุดอื่นมาพิจารณาก่อน มาถึงช่วงบ่ายในช่วงการพิจารณารายงานของอนุกมธ.ฝึกอบรม สัมมนา กลับเสนอปิดประชุมดื้อๆ ดูเหมือนว่าฝ่ายรัฐบาลไม่สามารถตกลงเรื่องเรือดำน้ำได้ จึงใช้วิธีเลื่อนประชุมออกไป หากจะต้องมีการลงมติรัฐบาลจะกลัวอะไร การสั่งเลื่อนประชุมวันนี้มีใบสั่งแน่นอน เพราะอนุกมธ.ครุภัณฑ์ 10 คน พร้อมรอชี้แจงอยู่แล้ว แต่มีเหตุอะไรจะให้เลื่อนประชุมออกไป

นายกฯชี้เป็นเรื่องยุทธศาสตร์

ส่วนท่าทีจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวว่า

เป็นเรื่องของ กมธ.ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งมีหลายพรรคร่วมอยู่ สิ่งสำคัญสุดได้อธิบายไปหมดแล้วถึงความจำเป็น หลักการและเหตุผล งบฯ ที่จัดซื้อก็เป็นของกองทัพเรือ และเราได้แก้ปัญหาปี 63 ไว้แล้วส่วนหนึ่ง ฉะนั้นที่เป็นโครงการต่อเนื่อง มีความจำเป็นหรือไม่ จำเป็นอย่างไร จะได้หรือไม่ได้ ขึ้นอยู่กับ กมธ.

“แต่ในความรู้สึกส่วนตัวผม คิดว่าอะไรก็ตามที่จะต้องสร้างความมั่นคงปลอดภัยของพวกเรา ตรงนี้ไม่ใช่เพื่อใครทั้งสิ้น แต่เพื่อประเทศไทยและคนไทย ทรัพยากรของชาติ ของแผ่นดิน จะทำอย่างไร และโลกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด ความขัดแย้งอะไรต่างๆ มีเยอะหรือไม่ ไม่ได้มีไว้ไปรบหรือสู้กับใคร แต่เป็นเรื่องของยุทธศาสตร์ คงเข้าใจกันว่ามันเป็นอย่างไร ข้อสำคัญงบฯ เป็นของกองทัพเรือ เป็นงบฯ ของกระทรวงกลาโหม ฉะนั้น สุดแล้วแต่ กมธ.จะพิจารณาออกมาอย่างไร วันหน้าทุกคนก็ต้องรับผิดชอบด้วยกันทั้งหมด หากเกิดอะไรขึ้น คงไม่ใช่เฉพาะผมคนเดียว เป็นเรื่องมติของคนหลายคน หลายพรรคด้วยกัน ก็สุดแล้วแต่” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

“ประวิตร” ลั่นจำเป็นอย่างยิ่ง

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ตอบข้อถามสื่อมวลชนว่า "ความจริงมันดำเนินการไปหมดแล้ว ทางด้านเอกสาร แล้วสื่อคิดว่าควรซื้อหรือไม่ มันเป็นเรื่องของยุทธศาสตร์ และถือว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่ง”

เมื่อถามถึงกรณีพรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้เปิดเผยหนังสือมอบอำนาจของทางรัฐบาลที่ให้ไปเซ็นสัญญาจีทูจี พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เปิดได้อยู่แล้ว เอกสารต่างๆ มีทั้งหมด เมื่อถามว่าไม่จำเป็นต้องทบทวนหรือชะลอเรื่องนี้ใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ชะลอเรื่องการจ่ายเงินอย่างเดียว เพราะเรื่องยุทธศาสตร์กองทัพเรือเขาเตรียมการมานานแล้ว ประเทศเพื่อนบ้านก็มีกันทั้งนั้น

เมื่อถามว่า หากเป็นเช่นนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็น่าจะเข้าใจใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ต้องไปถามพรรคประชาธิปัตย์ และมองว่า จะไม่เป็นปัญหาในพรรคร่วม

ปชป.ไม่ถึงขั้นโหวตสวน

ขณะที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในชั้น กมธ.เขาคงต้องรือกัน ส่วนจุดยืนของพรรคที่มีการพูดคุยกัน(25ส.ค.) เห็นว่าเรื่องความมั่นคง และเศรษฐกิจก็มีความสำคัญทั้ง 2 ส่วน จะสร้างสมดุลอย่างไรในภาวะวิกฤติปัจจุบัน นั่นคือสิ่งที่ กมธ.ของพรรคจะไปหารือ ตนขอให้ได้คุยกันก่อน เชื่อว่าน่าจะมีทางออก

ส่วนที่ส.ส.บางคน. ออกมาระบุว่า ในการพิจารณาวาระ 3 ประชาธิปัตย์อาจโหวตสวน นายจุรินทร์ ระบุว่า ยังไม่ไปไกลถึงขนาดนั้น เรื่องนี้ตนก็ยังไม่ได้คุยกับนายกฯ