วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทีมอัยการคลี่ 3 ประเด็น 'คดีบอส'

พบ “พล.อ.ท.” พยานปากเอกเครือข่ายธุรกิจ “หมอพรทิพย์” ข้องใจทนายนั่งที่ปรึกษากมธ.สนช.ชุดยื่นขอความเป็นธรรม

“ทีมอัยการ”ประชุมวันแรก 7 ชม.คลี่ปม 3 ประเด็น"ไม่สั่งฟ้อง"คดี “บอส อยู่วิทยา” พบ “พล.อ.ท.” พยานปากเอกเครือข่ายธุรกิจบริษัทรถยนต์“บอส” ด้าน “หมอพรทิพย์” ข้องใจ "ทนาย” นั่งที่ปรึกษากมธ. สนช. ชุดยื่นขอความเป็นธรรม ขณะที่ตัวแทน อสส.-ตร.ตอบรับเข้าชี้แจง กมธ.กฎหมาย สภาฯ

ภายหลังสำนักงานอัยการสูงสุด(อสส.)ออกเอกสารข่าว โดยนายประยุทธ เพชรคุณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 และรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ระบุว่า ตามที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งที่ พิเศษ/2563 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2563 แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบการพิจารณาสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ผู้ต้องหาคดีขับรถชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ อดีตผู้บังคับหมู่ปราบปราม สน.ทองหล่อ เสียชีวิต เมื่อวันที่ 3 ก.ย.2555

วานนี้ (28 ก.ค.) เวลา 08.30 น. นายสมศักดิ์ ติยะวานิช รองอัยการสูงสุด หัวหน้าคณะทำงาน ได้เรียกประชุมคณะทำงานที่ห้องประชุมชั้น 9 สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ โดยการประชุมคณะทำงาน ได้เรียกสำนวนคดีอาญา ส.1 เลขรับที่ 107/2556 จากสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1 มาเพื่อพิจารณาว่า การสั่งไม่ฟ้องคดีดังกล่าว เป็นไปตามหลักกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่ และมีเหตุผลการสั่งคดีอย่างไร

คณะทำงาน ได้ประชุมพิจารณาตั้งแต่เวลา 08.30 น. จนถึงเวลา 15.00 น. ซึ่งผ่านไปกว่า 7 ชั่วโมง แต่การพิจารณายังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากมีเอกสารที่จะต้องตรวจพิจารณาเป็นจำนวนมาก ที่ประชุมจึงมีมติให้เลื่อนการประชุมต่อในวันที่ 29 ก.ค. 2563 เวลา 09.00 น. ทั้งนี้หากมีผลคืบหน้าเป็นประการจะแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน

ทั้งนี้ภายหลังการประชุมดังกล่าวได้เสร็จสิ้นลง ผู้สื่อข่าวได้พยายามโทรศัพท์ติดต่อ นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด และอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 ซึ่งเป็นคณะทำงานและผู้ช่วยเลขานุการ เพื่อสอบถามความคืบหน้าในการประชุมวันนี้ ปรากฏว่าไม่รับสายแต่อย่างใด

สำหรับการประชุมครั้งแรกในวันนี้ เป็นการเชิญคณะทำงานทั้งหมดมารับทราบหลักการในการทำงานก่อน โดยยังไม่มีข้อสรุปทางคดีแต่อย่างใด เนื่องจากกรอบการพิจารณาการทำงานนั้นมีระยะเวลา 7 วัน

วาง3ประเด็นทีมอัยการหาข้อสรุป

ขณะที่ นายประยุทธ รองโฆษก อสส. กล่าวก่อนประชุมว่า คณะทำงานจะมีการพิจารณาใน 3 ประเด็นหลักตามที่อัยการสูงสุดได้สั่งการ 1.คำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ 2.การพิจารณาสั่งคดีของอัยการเป็นไปตามระเบียบกระบวนการหรือไม่ และ3.คณะทำงานจะพิจารณาว่ามีเหตุและผลการพิจารณาอย่างไรที่อัยการสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ

“ส่วนที่สังคมได้ตั้งข้อสังเกตต่างๆ เช่น เรื่องพยานบุคคล 2 ปาก ที่ทำให้อัยการเชื่อได้ว่าคดีนี้เป็นความผิดฐานประมาทร่วม แทนข้อกล่าวหาเดิมนั้น นายประยุทธ กล่าวว่า ในรายละเอียดคงไม่สามารถระบุได้ว่า จะมีการนำความคิดเห็นหรือข้อมูลต่างๆ ที่มีการแชร์ในโลกโซเชียลมาเป็นประเด็นพิจารณาหรือไม่ ซึ่งจะต้องอยู่ที่คณะกรรมการ ว่าจะนำเข้าพิจารณาหรือไม่”

สำหรับกรณีที่อัยการและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องตรงกัน จะสามารถรื้อฟื้นคดีนี้มาพิจารณาใหม่ได้อีกหรือไม่นั้น ตนเห็นว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปในประเด็นนี้ ขอให้คณะทำงานได้ตรวจสอบสำนวนทั้งหมดก่อน แต่ตามหลักของกฎหมายแล้ว หากความเห็นสั่งไม่ฟ้องเด็ดขาด อัยการไม่สามารถสั่งฟ้องคดีได้ เว้นแต่มีพยานหลักฐานใหม่ในคดี หรือญาติของผู้เสียหายยื่นฟ้องคดีต่อศาลเอง ซึ่งเป็นคดีอาญาที่ไม่สามารถยอมความกันได้

ผู้สื่อข่าวถามถึงการทำงานของอัยการสูงสุดในขณะนี้ ที่สังคมเคลือบแคลงสงสัยการว่ามีความเป็นกลางหรือไม่ นายประยุทธ กล่าวว่า การตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมา เพื่อที่จะหาข้อเท็จจริง รวมทั้งการสั่งคดี การทำงานของอัยการว่าเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า หากผลการตรวจสอบพบว่ามีการทำงานบกพร่องจะลงโทษกับพนักงานอัยการผู้สั่งคดีหรือไม่ ขอให้คณะทำงานพิจารณาก่อน

พบ“พล.อ.ท.”พยานโยงธุรกิจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสำนวนที่อัยการสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ ปรากฏชื่อ พล.อ.ท.จักกฤช ถนอมกุลบุตร เป็นหนึ่งในพยานที่ให้การเพิ่มเติม โดยพบว่า พล.อ.ท.จักกฤช เป็นเจ้าของธุรกิจรถลีมูซีนตรายักษ์พระพิราพ ภายในสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า บริษัท พระพิราพ จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2527 ทุนจดทะเบียน 80 ล้านบาท มี นายธนิตศักดิ์ นิยมรัตน์ภูวัติ นายวิชิต แมลงภู่ นางสาวณัฐธยาน์ โยธาประเสริฐ และ นายพิธสมพล นีติวัฒนพงษ์ 

โดยในปีงบประมาณ การเงิน 2561 บริษัทฯ มีรายได้รวม 114,820,053.20 บาท กำไรสุทธิ 3,057,101.03 บาท แต่พบว่าในปี 2560 ไม่ส่งงบการเงิน

นอกจากนี้ พล.อ.ท.จักกฤช มีความสนิทสนมกับ ว่าที่ ร.อ.ท.อนิรุทธิ์ ถนอมกุลบุตร อดีตผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในยุคที่นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี เป็นกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ตระกูลอยู่วิทยา และตระกูลภิรมย์ภักดี มีความสนิทสนมถึงขั้นร่วมตั้งบริษัทขายเฟอร์รารี โดยให้นายวรยุทธ เป็นผู้บริหาร

นอกจากนี้ ยังพบว่า บริษัท พระพิราพ ของ พล.อ.ท.จักกฤช เคยขายรถยนต์ประจำตำแหน่งหุ้มเกราะให้กับหน่วยงานรัฐหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ข้องใจทนายนั่งที่ปรึกษากมธ.

ทางด้านแพทย์หญิงคุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) และผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค แสดงความคิดเห็นกรณีอัยการสั่งไม่ฟ้อง “บอส อยู่วิทยา” โดยระบุว่า กรณีนี้มีประเด็นเรื่องการสั่งของอัยการ และผู้บังคับบัญชาตำรวจ ที่ทำไมจึงดูเหมือนเป็นการตัดสินใจโดยลำพัง 

“ที่หนักสุดเห็นจะเป็นกรรมาธิการทางการเมืองทั้งระดับส.ส.และ ส.ว. ที่ต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ รายชื่อที่ปรากฏสะท้อนระบบพรรคพวก ไม่ได้เน้นที่ความยุติธรรม ที่สำคัญทนายความในคดี ทำไมจึงมีชื่อเป็นที่ปรึกษากรรมาธิการชุดนี้ และตัวเองยังยื่นเรื่องขอความเป็นธรรม” แพทย์หญิงคุณหญิง พรทิพย์ ระบุและว่า

อีกเรื่องที่พยายามผลักดันทุกทางคือ สิทธิที่จะรับรู้ของเหยื่อ ระบบของไทยมักปกปิด อ้างว่าเป็นความลับในสำนวน จนทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ คราวนี้สื่อนอกเป็นผู้เสนอข้อมูลให้สังคมได้รู้ จนร้อนเป็นไฟไปทั่ว เรื่องนี้เห็นทีจะเงียบหายง่าย ๆ ไม่ได้แน่นอน"

ตัวแทนอสส.-ตร.ตอบรับกมธ.

ด้าน นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานกรรมาธิการ(กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า หลังจากที่ กมธ.มีหนังสือเชิญตำรวจและอัยการที่เกี่ยวข้องกับคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา มาให้ข้อมูลต่อ กมธ.กฎหมาย ล่าสุดมีการยืนยันจากทาง พล.ต.อ.ชนสิษฐ์ วัฒนวรางกูร รองผบ.ตร.และ นายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด ว่าจะเดินทางมาชี้แจงต่อ กมธ.ด้วยตนเอง ในวันที่ 29 ก.ค.63 เวลา 13.00 น.

กมธ.ไฟเขียวถ่ายทอดสดชี้แจง

ส่วนในวันที่ 5 ส.ค.2563 ทาง กมธ.กฎหมายฯ จะเชิญผู้เกี่ยวข้องในส่วนที่เหลือ ทั้งตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานที่เคยยืนยันว่า นายวรยุทธ ขับรถด้วยความเร็ว 177 ก.ม.ต่อชม. แต่ภายหลังกลับคำให้การว่านายวรยุทธขับรถไม่เกิน 80 ก.ม.ต่อ ชม. พยานใหม่ 2 คน ที่ขับรถในคืนเกิดเหตุ ที่ยืนยันว่าตำรวจขับรถเปลี่ยนเลนไปหานายวรยุทธ และนายวรยุทธ ขับรถไม่เกิน 80 ก.ม.ต่อชม.

 ส่วนกรณีทางกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ที่ถูกระบุว่า ผู้ต้องหาร้องขอความเป็นธรรมไปยัง กมธ.ชุดดังกล่าว และทนายความนายวรยุทธ มาให้ข้อมูลต่อ กมธ.สนช.ชุดดังกล่าว ตนจะขอมติจากที่ประชุม กมธ.การกฎหมาย สภาฯ ในวันที่ 29 ก.ค.นี้ เพื่อเชิญผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาชี้แจงต่อไป

นายสิระ ระบุด้วยว่า สำหรับการประชุมของ กมธ.ในวันดังกล่าว ตนจะอนุญาตให้สื่อมวลชนสามารถร่วมรับฟังได้ตลอดการประชุม และสามารถถ่ายทอดสดการประชุมออกไปได้ เพื่อให้ประชาชนได้ติดตามการประชุมอย่างใกล้ชิด และหากประชาชนมีคำถาม หรือข้อสงสัยประการใด สามารถส่งคำถามมายังกรรมาธิการเพื่อให้สอบถามต่อผู้ที่เกี่ยวข้องได้

โพลชี้กระบวนการยุติธรรมพึ่งไม่ได้

 ทางด้าน นายแพทย์แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการ มูลนิธิเมาไม่ขับ ร่วมกับ ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ยุติธรรมพึ่งได้ หวังได้ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 91.1 ระบุพึ่งพากระบวนการยุติธรรมไม่ได้ และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 86.6 รู้สึกหมดหวังต่อกระบวนการยุติธรรมไทย ร้อยละ 82.5 เศร้าใจ เป็นทุกข์ ร้อยละ 82.3 อับอายไปทั่วโลก และร้อยละ 65.5 สูญเสียความภูมิใจในความเป็นคนไทย นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 61.7 ระบุเป็นไปได้ที่จะเกิดการลุกลามบานปลายเกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองมากขึ้นไปอีก ในขณะที่ร้อยละ 38.3 ระบุเป็นไปไม่ได้

หวั่นส่งผลเพิ่งแนวร่วมม็อบเยาวชน

ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.9 ต้องการมากถึงมากที่สุดให้ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ดีของบ้านเมืองลงมาดูแลเยียวยาความรู้สึกของประชาชน กรณีอัยการและตำรวจสั่งไม่ฟ้องคดีบอส อยู่วิทยา และที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ แนวโน้มประชาชนที่เห็นด้วยกับ ม็อบเยาวชนที่มุ่งโจมตีรัฐบาลในด้านต่างๆ เช่น ความล้มเหลวแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เรียกร้องยุบสภา แก้รัฐธรรมนูญ และกรณีล่าสุด อัยการและตำรวจสั่งไม่ฟ้องคดีบอส เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 53.9 ในการสำรวจครั้งแรก มาอยู่ที่ร้อยละ 70.5 ในการสำรวจครั้งที่สอง