วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'อุตตม' รับกลางสภาฯเยียวยาล่าช้า ไร้ข้อมูลอาชีพอิสระ

“อุตตม” ยอมรับกลางสภาฯเยียวยาเราไม่ทิ้งกันล่าช้าจริง เหตุไร้ข้อมูลอาชีพอิสระจึงต้องเปิดลงทะเบียน 

วันนี้ (27 พ.ค.2563) นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงการตรา พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท และ พ.ร.ก.อีก 2 ฉบับ ย้ำครั้งนี้กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทไม่ใช่ 1.9 ล้านล้านบาท เนื่องจาก พ.ร.ก.อีก 2 ฉบับไม่ใช่การกู้เงินโดยเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะใช้สภาพคล่องที่มีอยู่แล้วมาใช้ในการแก้ไขปัญหาผลกระทบที่เกิดจากไวรัส COVID-19

ภาวะเศรษฐกิจมีความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกจากสงครามการค้า ออกมาตรการตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้วเพื่อไม่ไม่ให้เกิดผลกระทบมาก ขณะที่เมื่อมีไวรัส COVID-19 ได้รับผลกระทบในไตรมาสแรก ประเทศอื่นก็ได้รับผลกระทบเช่น จีน สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เป้าหมายของรัฐบาล คือ 1.การดูแลเยียวยาผลกระทบเฉียบพลันที่เกิดขึ้น โดยเงินในกระเป๋าจำเป็นต้องให้ทันที การดูแลผู้ประกอบการรายเล็ก-รายกลาง เพื่อไม่ให้ขาดสภาพคล่องเพราะกระทบการจ้างงาน และ 3.การรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจของประเทศ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

"สถานการณ์ตอนนี้ไม่เหมือนกับสถานการณ์เมื่อปี 2540 ที่เป็นวิกฤตระดับภูมิภาคและไม่มีเรื่องความเป็นความตายของประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้องจากเป้าหมายที่มีรัฐบาลได้กำหนดแนวทางที่ใช้กันทั่วโลก โดยองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ไอเอ็มเอฟ ธนาคารโลก ได้เสนอแนวทางเชิงนโยบายให้ประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศเศรษฐกิจใหม่ที่ให้มุ่งเน้นช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางก่อน และใช้มาตรการทางการคลังในวงกว้างเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป ซึ่งเป็นแนวทางสากลที่ช่วยเหลือประชาชน

การกู้เงินเรามีกรอบที่รัดกุมไม่ได้แตกต่างจากอดีตและการประเมินผลงานก็ใช้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะและสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเข้ามาดำเนินการ อย่างโครงการไทยเข้มแข็ง และ พ.ร.ก.บริหารจัดการน้ำ และกรณีเราไม่ทิ้งกัน ก็มีวัตถุประสงค์ของการตราพระราชกำหนดไม่แตกต่างกัน ถามว่าการกู้เงินครั้งนี้สมเหตุสมผลหรือไม่นั้นรัฐบาลได้พิจารณาด้วยความรอบคอบ การเยียวยาและการเพิ่มสภาพคล่องเข้าไปในระบบ การกู้เงินครั้งนี้คิดเป็น 6% ต่อจีดีพี หรือ 31%ของงบประมาณประเทศ เรามีสัดส่วนการกู้เงินครั้งนี้ไม่ได้กระโดดจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้น เพราะเป็นการกู้เงินในภาวะวิกฤต"

นอกจากนี้ การกู้เงินครั้งนี้เราอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายและวินัยการเงินการคลัง ซึ่งในอดีตไม่มีกฎหมายดังกล่าว ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณากรอบการบริหารหนี้สาธารณะภายหลังมีการกู้เงิน 1 ล้านล้านบาทแล้ว ณ สิ้นเดือนก.ย.2564 ยังอยู่ในกรอบของกฎหมายแทบทั้งสิ้นผ่านตัวชี้วัดทั้ง 4 ตัว ได้แก่

  1. สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะอยู่ที่ 57.96% จากกรอบของกฎหมายที่กำหนดไว้ไม่เกิน 60%
  2. สัดส่วนภาระหนี้ของรัฐบาลต่อประมาณการรายได้ 21.2% จากกรอบของกฎหมายที่กำหนดไว้ไม่เกิน 35%
  3. สัดส่วนหนี้สาธารณะเงินตราต่างประเทศต่อหนี้สาธารณะทั้งหมดอยู่ที่ 2.53% จากกรอบของกฎหมายที่กำหนดไว้ไม่เกิน 10%
  4. สัดส่วนหนี้สาธารณะต่างประเทศต่อรายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการอยู่ที่ 0.19% จากกรอบของกฎหมายที่กำหนดไว้ไม่เกิน 5% 

"ยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉียบพลันจริงๆ ผมเชื่อว่าส.ส.ก็ไม่ใครคาดคิดได้ก่อนว่าจะมาแรงขนาดนี้ การดำเนินการเยียวยาก็ต้องดำเนินการให้เร็วเช่นกัน ความล่าช้ายอมรับว่าต้องใช้เวลาเพราะเรากำลังใช้งบประมาณแผ่นดินที่ต้องรัดกุม และข้อมูลที่ใช้นั้นข้อมูลประเทศไทยไม่ได้มีความพร้อมที่จะดำเนินการเยียวยาได้เร็วอย่างที่ควรจะเป็น อย่างผู้ประกอบอาชีพอิสระเราไม่ได้มีข้อมูลว่าเป็นใครที่ไหนบ้าง จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องให้มีการลงทะเบียน ครั้นจะจ่ายแบบทุกคน ถ้าทำได้ก็ดี แต่ต้องคำนึงถึงข้อจำกัดในแง่งบประมาณเช่นกัน"

นายอุตตม ยังกล่าวว่า รัฐบาลมีความห่วงใยสำหรับภาระที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เราไม่ได้นิ่งนอนใจต่อตัวเลขหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ทุกหน่วยงานจะดูแลให้ความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจของเรายังคงอยู่และต้องเป็นไปตามกฎหมายของประเทศ เรายอมรับว่ามีปัญหาและล่าช้าบ้าง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยดำเนินการเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม เรารับฟังทุกด้าน โดยเจ้าหน้าที่ทุกคนทำงานหนักและนำมาปรับวิธีการทำงานให้ดียิ่งขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนให้ดีที่สุดสำหรับวิกฤตครั้งแรกที่เกิดขึ้นเช่นนี้ แต่ครั้งนี้เราจะมีข้อมูลจำนวนมากเพื่อเป็นประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในอนาคตต่อไป