กกต.กำชับ “ผู้ว่าฯ –นอภ.” เตรียมสถานที่ลงคะแนน - จัดระบบการจราจรส.ว.ระดับอำเภอให้พร้อม ป้องกันถูกร้องเรียนภายหลัง
นายณัฏฐ์ เล่าสีห์สวกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวชี้แจงรายละเอียดการเตรียมความพร้อมการได้มาซึ่ง ส.ว. และการเลือกตั้ง ส.ส. ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และเจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทย ทั่วประเทศ ว่า กกต.ขอกำชับ ในเรื่องการสถานที่ลงคะแนนคัดเลือก ส.ว. และขอให้ระวังเรื่องการจราจร เพื่อไม้ให้เป็นเงื่อนไข ให้ผู้สมัครรับการสรรหานำมาร้องในภายหลังว่าไม่สามารถมาลงคะแนนได้ทันเพราะติดขัดในเรื่องปัญหาจราจร โดยเฉพาะการมารายงานตัวไม่ทันกับเวลาที่กำหนด เพราะจะถูกตัดสิทธิ์ทันที และในส่วนของสถานที่จะต้องโอ่โถง สามารถบรรจุผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ ซึ่งขอให้พิจารณาโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอ ส่วนการสมัครให้หาสถานที่ที่อยู่ติดกับห้องทะเบียนอำเภอ เพราะว่าผู้สมัครสามารถนะบัตรประชาชน ไปยื่นต่อเจ้าหน้าที่ เครื่องอ่านบัตรก็จะพิมพ์เอกสารประวัติของบุคคลนั้นออกมา และให้แนบกับเอกสารขององค์กรที่ส่งสมัคร
นายณัฏฐ์ กล่าวอีกว่า ในระหว่างการลงคะแนนอย่าให้ผู้สมัครกลับไปก่อน จะต้องรอให้การนับคะแนนเสร็จสิ้น เพราะหากพบว่า มีผู้สมัครได้ศูนย์คะแนน เกิน ร้อยละ 10 ของจำนวนผู้สมัคร แสดงว่ามีการฮั๊ว ดังนั้นต้องมีการลงคะแนนใหม่ แต่หากพบว่าในอำเภอใดมีผู้สมัครในกลุ่มจังหวัด ไม่เกิน 3 คน ให้ถือว่า 3 คน นั้นจะได้รับการคัดเลือก โดยไม่ต้องลงคะแนน พร้อมกันนี้ในส่วนของวันลงคะแนน ให้ผู้สมัครมารายงานตัวตั้งแต่เวลา 8.00 -9.00 น. จากนั้นในเวลา 9.00 น. ให้ประธานคณะกรรมการชี้แจงแนวทางการคัดเลือก โดยขอให้แต่ละจังหวัดจัดสถานที่ให้พร้อม เบื้องต้นตนได้ทดลองการลงคะแนนว่า ใน 1 ชั่วโมงควรจะลงคะแนนให้ได้ 100 คน เพราะในกรณีของจังหวัดใหญ่อาจะมีปัญหาถ้าที่ผู้สมัครจำนวนมาก โดยเฉพาะจังหวัดที่มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง เช่น เชียงใหม่ นครราชสีมา ทาง กกต.จะเข้าไปดูแลเป็นพิเศษ แต่ กทม. ไม่น่ามีปัญหา เพราะได้มีการซักซ้อมไปบ้างแล้ว
สำหรับการส่งผู้สมัครขององค์กรต่างๆ จะต้องส่งผู้สมัครที่เกี่ยวข้องกับองค์กรวิชาชีพนั้นๆ และส่งได้อำเภอละ 1 คน โดยผู้สมัครที่ได้รับการเสนอชื่อในนามองค์กรแล้ว จะไม่สามารถไปสมัครในนามอิสระ หรือไปลงในอำเภออื่นๆ อีกไม่ได้ และ กกต.มีระบบที่จะตรวจสอบ ซึ่งหากมีบุคคลผู้นั้นจะขาดคุณสมบัติทันที ทั้งนี้ ส.ว. 250 คน ถือว่าสำคัญ เพราะไม่เพียงเป็นผู้พิจารณากฎหมาย แต่ยังเป็นผู้มีสิทธิ์โหวตนายกรัฐมนตรี ดังนั้นในการสรรหาเราจะต้องดูแลให้ดี เพราะไม่รู้ว่าผู้รับการสรรหา ส.ว.คนนั้นจะได้เป็น ส.ว.หรือไม่ หากดูแลไม่ดีแล้วเขาได้เป็น ส.ว.ก็อาจจะมีผลกระทบถึงเรา ที่พูดไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของการดูด ส.ส.ที่ขณะนี้กำลังเป็นกระแสข่าว หากพรรคไหนมีจำนวน ส.ส.มาก ก็จะมีสิทธิ์ในการโหวตนายกฯ อย่างไรก็ตาม ตามกฎหมายการเลือก ส.ส. ให้ กกต.เก็บข้อมูลการกระทำผิดไว้ทั้งหมด เพราะหากมีการร้องเรียน กกต.จะต้องตามล้างตามเช็ด
นายณัฏฐ์ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกรณีต้องเก็บข้อมูลเพื่อเอาผิดหากมีการร้องเรียนว่า กฎหมายกำหนดให้ กกต. ต้องเก็บข้อมูลที่เข้าข่ายว่ากระทำผิดไว้ทั้งหมด โดยอนาคตหากมีคนร้อง ก็จะไปเอาข้อมูลนั้นมาสืบสวน ไต่สวนตามกระบวนการของ กกต. จากนั้นก็จะมีการเสนอให้ กกต.พิจารณา หากเห็นว่ามีความผิดจะต้องส่งให้ศาลฎีกาพิจารณา ซึ่งก็อาจจะเป็นศาลฏีกา โดยทางศาลจะเป็นผู้กำหนดว่าจะให้แผนกคดีใดเป็นผู้พิจารณา อาจเป็นคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทากการเมืองก็ได้ ซึ่งเรื่องการดูด ส.ส. ตามกฎหมายพรรคการเมืองระบุว่า ไม่ให้มีการเสนอให้ทรัพย์สินหรือเงินทองเพื่อแลกกับการให้มาเป็นสมาชิกพรรคการเมือง หากมีการดำเนินการก็เป็นโทษ และหากเป็นการดำเนินการของกรรมการบริหาร มีโทษถึงยุบพรรค
รองเลขาธิการ กกต.กล่าวด้วยว่า สำหรับสื่อมวลชนให้ระวังการทำข่าวและเสนอข่าว เกี่ยวกับการเลือก ส.ว. โดยเฉพาะในช่วงการเปิดรับสมัคร ส.ว.ระดับอำเภอ ที่จะต้องรอให้การปิดรับสมัครก่อน จึงจะสามารถรายไดจำนวนได้ เพราะกฎหมายกำหนดห้ามเปิดเผยเนื่องจากเกรง จะทำให้ผู้สมัครรู้ว่ากลุ่มองค์กรใดยังจำนวนน้อยหรือมีใครสมัครในกลุ่มใดบ้าง อาจเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ รวมทั้งไม่ควรไปสัมภาษณ์ผู้สมัคร หรือนำเสนอประวัติของผู้สมัคร เพราะกฎหมายห้ามผู้สมัครหาเสียง ทำได้เพียงแต่การแนะนำตัว ซึ่งผู้สมัครจะสามารถแนะนำตัวกันเองได้เท่านั้น และจะใช้โซเชียลแนะนำตัวเองไมได้ การที่กฎหมายไม่ให้หาเสียง เพราะผู้สมัคร ส.ว.จะต้องมีต้นทุนทางสังคมสูงมาก ไม่ใช่โนเนมแล้วจะมาสมัคร





