ครม. เห็นชอบแผนยุทธศาสตร์-แม่บทจัดการแร่ 20 ปี รับฟังความเห็นของประชาชน
เมื่อวันที่ 31 ก.ค.61 พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมครม.ว่า ที่ประชุมครม.เห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอ ใน 2 ประเด็นได้แก่ 1.ยุทธศาสตร์การจัดการแร่ 20 ปี 2.แผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ สำหรับยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแร่ 20 ปี ได้กำหนดนโยบายหลัก 4 ประการ ได้แก่ 1.ประเทศมีความมั่นคงเป็นฐานของทรัพยากรแร่ และวัตถุดิบเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 2.การนำมาใช้ประโยชน์ต้องมีดุลยภาพด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน 3.การพัฒนากลไกในการอนุญาต ให้มีประสิทธิภาพ มีการปรับปรุงระบบจัดสรรผลประโยชน์ให้เป็นธรรม 4.เสริมสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน
ส่วนของแผ่นแม่บทการบริหารจัดการแร่ ตั้งแต่ปี 2560-2564 ได้มีการกำหนดหลักการสำคัญ 4 เรื่อง ได้แก่ 1.การจำแนกเขตแหล่งแร่ เพื่อกำหนดพื้นที่แหล่งแร่อุดมสมบูรณ์ และพื้นที่แหล่งแร่ทางเศรษฐกิจ เพื่อรักษาและมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรแร่เท่าที่จำเป็น ให้คุ้มค่าที่สุด 2.กำหนดนโยบายการบริหารจัดการแร่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด 3.พัฒนากลไกลระบบอนุญาตประทานบัตร หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าภาคหลวงแร่ ระบบกำกับดูแล ติดตามตรวจสอบอย่างละเอียด
พล.ท.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า 4. เสริมสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในการจัดทำยุทธศาสตร์และกำหนดนโยบาย พร้อมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ได้มีข้อเสนอจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพิ่มเติม แก่คณะกรรมการกฤษฎีกา สำหรับการปรับปรุงแก้ไข ให้เหมาะสม ในกรณีของการบริหารจัดการแร่ตามยุทธศาสตร์ต้องคำนึงถึงปริมาณแร่สำรองสำหรับอนาคต เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม ควรใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และต้องมีการฟื้นฟูสภาพพื้นที่ภายหลังเสร็จภารกิจ ในส่วนของแผ่นแม่บทนั้น พื้นที่ประทานบัตรที่ได้มีการขออนุญาตต่ออายุไปแล้ว ตลอดจนอาชญาบัตรที่ออกให้ก่อน วันที่ พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2560 มีผลบังคับใช้ ให้สามารถดำเนินการต่อไปได้ เป็นต้น
“แต่เดิมการขออนุญาตทำเหมืองแร่ของประเทศไทย ผู้ประกอบการต้องติดต่อกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อตรวจสอบว่า พื้นที่ที่จะดำเนินการนั้น มีแร่มากน้อยแค่ไหน ก่อนต้องขออนุญาตผ่าน กรมอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานและเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการอยู่คนละส่วนกัน โดยไม่มีการรวบรวมข้อมูลเป็นองค์รวมเพื่อความสะดวกในการดำเนินการ จึงมีการพัฒนาขั้นตอนนี้ให้สะดวกมากยิ่งขึ้น” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว





