“หมอธี” ลั่นเอาจริงผอ.ฉาว ขณะที่ สพฐ.ทบทวนใหม่มาตรการคุ้มครองดูแลนักเรียน หลังใช้มา 10 ปีอัพเดตใหม่ให้ทันสถานการณ์
จากกรณีผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่ง อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา ถูกกล่าวหามีพฤติกรรมเชิงชู้สาวกับน้องบี (นามสมมุติ) นักเรียนหญิงชั้น ม.2 อายุ 14 ปี ของโรงเรียนดังกล่าว โดยมีหลักฐานข้อความแชตไลน์ในโทรศัพท์มือถือหวานซึ้ง โดยฝ่ายนักเรียนใช้สรรพนามเรียก ผอ.ว่า “ที่รัก” และ ผอ.เรียกนักเรียนว่า “เมียที่รัก” ต่อมาสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 สั่งย้ายด่วนผู้อำนวยการไปช่วยราชการที่สำนักงานฯพร้อมตั้งกรรมการสืบหาข้อเท็จจริงรายงานผลใน 7 วัน หากพบผิดจริงมีโทษทางวินัยร้ายแรงถึงขั้นไล่ออก และความผิดทางอาญา ฐานพรากผู้เยาว์เด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปีนั้น
เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2561 นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานโดยละเอียด แต่ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้ ศธ.เอาจริง และพล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารมว.ศึกษาธิการ ก็ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลอยู่เป็นระยะ ซึ่งการที่ผู้อำนวยการโรงเรียนไปมีความสัมพันธ์กับเด็ก ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ถือว่ามีความผิดอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีเรื่องความเหมาะสมและยังมีเรื่องจรรยาบรรณ ซึ่งระดับนี้ต้องรู้ตัว ถ้าไม่รู้ตัวก็มีคนช่วยให้รู้ตัว ก็ต้องลงไปจัดการ
“ล่าสุดทราบว่าสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ลงไปตรวจสอบคู่ขนานด้วยแล้ว ซึ่งถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี ที่ผ่านมาเวลามีปัญหา คนส่วนใหญ่จะนึกถึงแต่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อย่างเดียว แต่หลายเรื่อง เกี่ยวข้องกับจริยธรรม เป็นเรื่องมาตรฐานวิชาชีพครู ซึ่งต้องตั้งสอบวินัยอย่างร้ายแรง ไม่ต้องห่วงยุคนี้ เอาจริงแน่นอน “นพ.ธีระเกียรติ กล่าว
ด้าน ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการจัดทำมาตรการเฝ้าระวังป้องกันเหตุใช้ความรุนแรงและแนวทางการปฏิบัติ กรณีที่เกิดเหตุการณ์ กระทำความรุนแรงต่อนักเรียนในสถานศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานครั้งที่ 1/2561 หลังเกิดเหตุบุคลากรทางการศึกษา ครูเเละนักเรียนถูกกล่าวหามีความประพฤติไม่เหมาะสม ว่า จากกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์กับเด็กนักเรียน โดยเฉพาะประเด็นชู้สาว แต่การคุ้มครองดูแลช่วยเหลือนักเรียนนั้น ยังมีเรื่องอื่นๆที่ต้องดูแล อาทิ การกลั่นแกล้งระหว่างเด็กด้วยกันเอง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่มีสถิติสูงในอันดับต้นๆ
ดังนั้น สพฐ.จะมีการทบทวนมาตรการปฏิบัติกรณีเกิดเหตุการณ์กระทำความรุนแรง ต่อเด็กในสถานศึกษา พ.ศ.2550 ซึ่ง สพฐ.จำแนกภัยที่จะเกิดขึ้นเป็น 3 เรื่องหลัก คือ ภัยบุคคล ,อุบัติเหตุ และสาธารณภัย และใช้มานานหลายสิบปี จึงต้องดูว่ามาตรการ หลักเกณฑ์ ระเบียบที่กำหนด รวมถึงการออกแบบจำลองเพื่อป้องกันภัยต่างๆ ยังคงใช้ได้ในสถานการณ์ปัจจุบันหรือไม่
ดร.บุญรักษ์ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ วางหลักไว้ว่า หลังเกิดเหตุ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาต้องตรวจสอบ ลงพื้นที่ทันทีเเละรายงานผลมาที่ตนทันที ซึ่งอาจจะเป็นผลไม่เป็นทางการก็ได้ โดยไม่ต้องรอตั้งคณะกรรมการการสืบสวนข้อเท็จจริงก่อนเเล้วถึงจะรายงานเพราะอาจล่าช้า ข้อสั่งการเรื่องการสอบสวนข้อเท็จจริง เดิมกำหนดต้องดำเนินการสืบสวนให้เเล้วเสร็จภายใน 10 วัน เเต่ปัจจุบันสามารถทำได้รวดเร็วกว่านั้น เเต่ก็ให้ยึดตามกรอบเดิม เพราะถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม
“การทบทวนมาตรการครั้งนี้จะมุ่งเน้นไปเรื่องของภัยที่เกิดบุคคล ที่เป็นภัยคุกคามแก่เด็ก ซึ่งมีภัยจากเรื่องทางเพศ ความรุนแรงที่เกิดจากผู้ใหญ่กระทำต่อเด็ก ครูลงโทษเด็ก ความรุนแรงของเด็กและเด็ก และการไม่ได้รับความเป็นธรรมจากระบบ โดยจะมีการทำงานร่วมกับครู นักเรียน ผู้ปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ซึ่งมีข้อมูลเรื่องเด็กมาร่วมระดมความคิดเห็น ในการกำหนดมาตรการใหม่ เพื่อปรับมาตรการให้ทันสมัย โดยจะเน้นเรื่องการป้องกัน ป้องปรามและลงโทษผู้กระทำผิดโดยเร็วที่สุด”ดร.บุญรักษ์ กล่าว
เลขาธิการ กพฐ.กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ ต่อไปการแก้ไขปัญหาเด็กจะไม่ดูเป็นรายกรณีเช่นที่ผ่านมา แต่จะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ สิ่งสำคัญคือ วิธีการในการดูเเล ช่วยเหลือหรือฟื้นฟูสภาพจิตใจของเด็ก จะมอบภารกิจให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา ไปสำรวจสภาพปัญหาของเด็กในเเต่ละพื้นที่ รวมถึงวิธีการเข้าถึงเด็กเเละวิธีการเเก้ปัญหาที่เหมาะสมกับเด็กในเเต่ละโรงเรียนหรือเเต่ละพื้นที่โดยทำงานร่วมกับส่วนท้องถิ่น ขณะเดียวกัน สพฐ.จะเร่งหานักจิตวิทยามาประจำให้ครบทุกเขตพื้นที่การศึกษา ปัจจุบันมีเพียง 26 เขตจาก 225 เขต และพัฒนาครูทุกคนให้เข้าใจและรับมือในการดูแลเด็กได้ทันท่วงที รวมถึงเร่งพัฒนาระบบการแนะแนว ครูแนะแนว ศึกษานิเทศก์เข้าไปในโรงเรียน ทำความเข้าใจแก่เด็กให้เด็กรู้สึกมีตัวตน เห็นคุณค่าในตัวเองด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อจัดทำแผนมาตรการเรียบร้อยจะเสนอให้ นพ.ธีระเกียรติ พิจารณาต่อไป




