"เพื่อไทย" แถลง 6 ประเด็นล้มเหลวปราบคอร์รัปชั่น "นาฬิกาหรูบิ๊กป้อม" เข้าด้วย จวก "ป.ป.ช." หมดความชอบธรรม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพรรคเพื่อไทย ได้แถลลงข่าวเรื่อง "ความล้มเหลวของรัฐบาล คสช ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น" โดยยกโครงการที่มีปัญหาประกอบด้วย 1.โครงการขุดลอกคูคลองทั่วประเทศขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) ซึ่งให้มีการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ โดยมีข้อกำหนดห้ามจ้างช่วง แต่กลับมีการจ้างช่วงและทิ้งงานจนที่สุด ครม. ต้องมีมติยกเลิก สิทธิพิเศษกับอผศ.ป.ป.ช.จนเป็นข่าวครึกโครม แต่เรื่องก็เงียบหายไป
2. โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อภายใต้ร่มพระบารมีเพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ซึ่งมีข้อร้องเรียนว่าในหลายจังหวัดมีการทุจริตในหลายขั้นตอน โดยเฉพาะการจัดซื้อพันธุ์ข้าว พันธุ์ปลา อาหารสัตว์ ปุ๋ย เครื่องพ่นยาเคมี รวมถึงอุปกรณ์การเกษตรอื่นที่มีราคาสูงกว่าราคาจริงในท้องตลาดมาก
3. โครงการจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด GT200 ที่มีการมีการซื้อขายในราคาที่สูงถึงเครื่องละหลายแสน ถึง 1 ล้านกว่าบาท ทั้งที่อุปกรณ์ทั้งหมดมีราคาไม่กี่ร้อยบาท และใข้งานไม่ได้ โดยเรื่องนี้ได้มีการร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.แต่ก็ก็ไม่มีความคืบหน้าในการตรวจสอบ ล่าสุด เมื่อ ก.ค.59 ประธานกรรมการ ป.ป.ช.คนปัจจุบันแถลงว่าจะสรุปเรื่องและชี้มูลความผิดผู้เกี่ยวข้องได้ในเดือน ก.ย.ปี 59 แต่จนบัดนี้เรื่องก็ยังเงียบ ทั้งที่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทุจริตมีพร้อม
4. กรณี ของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม และน้องชาย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำเงินหลวงฝากในบัญชีตนเองและใช้สถานที่ของกองทัพประกอบธุรกิจ แต่เรื่องก็เงียบหาน
5. กรณียกป่ารอยต่อชุมชน ห้วยเม็กให้บริษัทกระทิงแดงเช่า
6 เรื่องนาฬิกาของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ โดยเรื่องนี้ เรื่องนี้ถือว่า ป.ป.ช.ทำงานล่าช้าไปหนึ่งก้าว เพราะเมื่อมีข้อเท็จจริงเรื่องนี้และมีการร้องขอให้ตรวจสอบ ป.ป.ช.ควรใช้อำนาจที่มีอยู่สั่งยึดหรืออายัดนาฬิกาดังกล่าวเพื่อตรวจสอบจะได้เกิดความชัดเจน แต่อย่างไรก็ดีเมื่อพล.อ.ประวิตร ฯ อ้างว่าได้คืนให้เพื่อนไปหมดแล้วก็ต้องไปตามยึดอายัดไว้ตรวจสอบได้เช่นกัน เป็นของเพื่อนคนไหนก็ไปตามกับเพื่อนคนนั้น
ทั้งนี้ ป.ป.ช. ไม่มีความชอบธรรมในการทำหน้าที่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญได้กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ซึ่งรวมถึงกรรมการป.ป.ช. ไว้ชัดเจน และสูงกว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 เช่น กรณีเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานราชการไม่ต่ำกว่าอธิบดี ต้องดำรงตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และห้ามผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ เป็นกรรมการป.ป.ช. หากเป็นข้าราชการการเมือง ก็ต้องพ้นตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเช่นนี้ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญต้องกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญให้มีการสรรหากรรมการในองค์กรอิสระใหม่ ไม่ใช่เขียนให้ สนช. ไปกำหนดเรื่องการดำรงตำแหน่งของกรรมการในองค์กรอิสระเอาเอง เลยทำให้เกิดกรณีบางองค์กรอิสระ เช่น กกต. และ กสม. ถูกเซ็ตซีโร่ ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและกรรมการป.ป.ช. กลับไม่เซ็ตซีโร่ ซึ่งเมื่อพิจารณาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการป.ป.ช. ชุดปัจจุบัน พบว่า ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามถึง 7 คน จึงไม่อาจที่จะดำรงตำแหน่งกรรมการป.ป.ช.ได้ตามรัฐธรรมนูญ
การที่ให้กรรมการป.ป.ช. ยังดำรงตำแหน่งต่อไปจนครบวาระ ทั้งที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญชัดเจน อาจมองได้ว่า ผู้ร่างรัฐธรรมนูญและสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งมาจากแม่น้ำสายเดียวกัน ร่วมมือกันใช้เทคนิคทางกฎหมาย เพื่อให้คนในกลุ่มของพวกตนได้ดำรงตำแหน่งต่อไป ซึ่งถือเป็นความล้มเหลวและการล่มสลายครั้งใหญ่ของระบบการจัดทำกฎหมายของประเทศ จึงเห็นว่าเมื่อกรรมการป.ป.ช. ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ และกรรมการ ป.ป.ช. ส่วนใหญ่ ได้รับการสรรหาในยุคของ คสช. บางคนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจใน คสช. จึงไม่มีความชอบธรรมที่กรรมการป.ป.ช. เหล่านั้น จะอยู่ในตำแหน่งต่อไป





