(รายงาน) ถอดรหัส “ประยุทธ์” ใช้ ม.44 ตั้ง “คณะกรรมการพิสูจน์บุคคลแรงงานต่างด้าว” เผือกที่ถูกดึงออกจากมือ “กระทรวงแรงงาน” เพื่อใคร ได้อะไร
จากกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ออกคำสั่งตามมาตรา 44 ของ รัฐธรรมนูญ 2557 ให้ปลด นายวรานนท์ ปีติวรรณ ออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมการจัดหางาน และต่อมา พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ก็ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ทำให้คนจับตาว่าเกิดปัญหาอะไรในกระทรวงแรงงานหรือไม่
มีกระแสข่าวระบุว่าเหตุผลของการปลดนายวรานนท์นั้น ส่วนหนึ่งมาจากการพิสูจน์อัตตลักษณ์บุคคล เพื่อขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวมีความล่าช้า ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ไม่พอใจ ทั้งยังต้องการให้มีการจัดซื้อเครื่องสแกนม่านตา และอุปกรณ์เก็บข้อมูลส่วนบุคคล แต่กระทรวงแรงงานไม่ตอบสนองเท่าที่ควร
โดยล่าสุดวานนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 อีกครั้งเรื่องการพิสูจน์ตัวบุคคลของแรงงานต่างด้าว โดย คำสั่งดังกล่าวให้เหตุผว่า ที่ผ่านมา มีคนต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก แต่ไทยยังไม่สามารถตรวจสอบและยืนยันอัตตลักษณ์ได้ตามหลักการที่เกี่ยวกับความมั่นคง เพราะปัจจุบันการจัดเก็บข้อมูลเพื่อพิสูจน์ตัวบุคคลของแรงงานต่างด้าวกระจัดกระจายอยู่ในความรับผิดชอบของหลายหน่วยงาน อีกทั้งยังใช้ระบบหรือวิธีการที่แตกต่างกันทำให้เกิดความยุ่งยากและล่าช้าในการนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ จึงเห็นควรให้ตั้งตั้งคณะกรรมการพิจารณาการเก็บข้อมูลพิสูจน์ตัวบุคคลของแรงงานต่างด้าวเพื่อทำหน้าที่จัดทำทะเบียนประวัติ
โดยคำสั่งฉบับนี้กำหนดให้ตั้ง “คณะกรรมการพิจารณาการเก็บข้อมูลพิสูจน์ตัวบุคคลของแรงงานต่างด้าว” โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานกรรมการ อธิบดีกรมการกงสุล อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์(องค์การมหาชน) เป็นกรรมการ อธิบดีกรมการปกครองเป็นกรรมการและเลขานุการ อธิบดีกรมการจัดหางาน อธิบดีกรมเจ้าท่า และอธิบดีกรมประมง เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
** โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวจะมีหน้าที่ในการดำเนินการเพื่อให้มีระบบการพิสูจน์ตัวบุคคลของแรงงานต่างด้าวภาคประมงที่กรมเจ้าท่าและกรมการจัดหางานดำเนินการอยู่ โดยให้มีการจัดเก็บข้อมูลการระบุอัตลักษณ์บุคคลเพื่อประโยชน์ในการพิสูจน์ตัวบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้นยังมีหน้าที่ในการกำหนดหน่วยงานที่มีหน้าที่และอำนาจในการจัดเก็บข้อมูลการระบุอัตลักษณ์บุคคลรวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการจัดเก็บข้อมูลดังกล่าว ตลอดจนกำหนดให้มีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดเก็บข้อมูล จัดทำทะเบียนประวัติ และพิสูจน์อัตลักษณ์ของแรงงานต่างด้าวอีกด้วย โดยกำหนดว่าหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมีหน้าที่ในการรักษาข้อมูลให้ปลอดภัยและมีความน่าเชื่อถือไม่ให้มีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้ สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณให้คณะกรรมการและหน่วยงานที่ตั้งขึ้นด้วย
โดยหน้าที่นี้เองที่ถูกมองว่า เป็นการเปิดช่องให้คณะกรรมการจัดทำระบบการพิสูจน์อัตตลักษณ์บุคคลโดยอาศัยเครื่องมือแบบเดียวกัน ซึ่งตอนนี้ประเทศไทบยังไม่มีระบบดังกล่าว
นอกจากนี้ ในเรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลที่ระบุไว้นั้น เครื่องสแกนม่านตาที่มีข่าวว่านายกรัฐมนตรีต้องการให้จัดซื้อนั้น จะต้องมีระบบจัดเก็บข้อมูลในลักษณะเซิร์ฟเวอร์กลาง เพื่อการประมวลผล นำไปใช้และการรักษาข้อมูลอีกด้วย
อย่างไรก็ตามน่าสังเกตุว่าผู้ที่รับผิดชอบหลักในกรณีนี้มิใช่กระทรวงแรงงานอีกต่อไปหากแต่เป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีข่าวว่าได้เตรียมความพร้อมเรื่องนี้เอาไว้แล้ว
ทั้งนี้ในท้ายคำสั่งระบุว่าให้มีการเริ่มใช้กับ 22 จังหวัดที่มีพื้นที่ติดทะเลและมีแรงงานภาคประมง และจัดการให้แล้วเสร็จในวันที่ 31 มี.ค. 2561 หรืออีก 5 เดือนนับจากนี้

'ห้างเซ็นทรัล–เซ็นทรัล เอ็มบาสซี' ต้อนรับคณะคู่สมรส IMF–World Bank 2026 สัมผัสประสบการณ์ Thai Heritage, Global Standards
16 ต.ค. 2569 | 18:50
แอสเซทไวส์ส่ง 25 คอนโด 5,000 ยูนิต ร่วมสินเชื่อบ้านคนละหลัง PLUSดอกเบี้ยเริ่ม 2.6%
16 ต.ค. 2569 | 17:43
'สยามพิวรรธน์' ต้อนรับคู่สมรสผู้นำการเงินโลก ในงานประชุม 'IMF & World Bank 2026' ณ ไอคอนสยาม
16 ต.ค. 2569 | 17:36


