"มานิจ" เชื่อปฏิรูปตำรวจสำเร็จแน่ เผยจะจัดเวทีรับฟังความเห็นอีก หลังร่างกม.เสร็จแล้ว
เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการฯ นายมานิจ สุขสมจิตร กรรมการปฏิรูปตำรวจ ในฐานะรองประธานอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็น คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ กล่าวถึงการจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้เกี่ยวข้องในการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) ว่า เมื่อได้ความเห็นเห็นจากเวทีสัมมนาในวันนี้แล้วก็จะนำเอาความคิดเห็นที่ได้ไปสรุปให้ที่ประชุมกรรมการชุดใหญ่ฟัง ซึ่งข้อเสนอต่างในวันนี้ตรงกับกรอบตามรัฐธรรมนูญที่ให้เราทำการปฎิรูปอย่างมีเหตุผล ด้วยการรับฟังความเห็น ที่ยังต้องไปดำเนินการในภูมิภาคต่างๆอีกด้วย อย่างไรก็ตามสำหรับใน กทม. นอกจากการจัดเวทีนี้แล้ว ยังต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มต่างๆ ทั้งสื่อมวลชน กลุ่มผู้หญิง และต่อไปจะมีการรับความเห็นจากกลุ่มทนายความหรือผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม เป็นต้น โดยในช่วงระยะเวลาภายใน 2 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 4 ก.ค. ซึ่ง ครม.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจมาทำหน้าที่นั้นก็จะรับฟังความคิดเห็นไปเรื่อยๆ จนได้ข้อมูลครบถ้วน จากนั้นก็ร่างเป็นกฎหมาย เมื่อยกร่างกฎหมายเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะนำไปรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆอีกครั้ง ว่าตรงตามความต้องการของแต่ละฝ่ายหรือไม่
“ผมเชื่อว่าคงจะมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการปฎิรูปตำรวจ โดยเหตุผล 3 ประการ คือ 1.มีการบัญญัติเรื่องการปฏิรูปตำรวจไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่เคยมีฉบับใดกำหนดมาก่อน 2.ประชาชนมีความกระตือรือร้นในการแสดงออก และส่งความคิดเห็นเรื่องการปฏิรูปตำรวจ ตามช่องทางต่างๆ และ3.ตำรวจเองมีความคิดว่าต้องการให้เกิดการปฏิรูป เมื่อมีการปฎิรูปแล้วทั้งตัวตำรวจและองค์กรตำรวจเองรู้สึกมีเกียรติ ดังนั้นจึงเชื่อว่าการปฏิรูปตำรวจครั้งนี้จะสำเร็จและไม่ใช่เป็นเพียงพิธีกรรมเหมือนอย่างที่คิดกันแน่นอน” นายมานิจ ระบุ
เมื่อถามว่าคิดว่าการทำงานครั้งนี้เป็นงานยากหรือไม่เพราะมีระยะเวลาดำเนินการเพียง 9 เดือน นายมานิจ กล่าวว่า ก็เป็นงานที่หิน แต่เป็นงานที่มีผู้ศึกษาไว้แล้วจำนวนมาก โดยคณะอนุกรรมการฝ่ายศึกษาในคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจได้ศึกษาทั้งในส่วนของสภาปฏิรูปประเทศ (สปท.) และในรูปแบบการศึกษาเป็นวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ กว่า 2,000 เรื่อง นอกจากนี้ยังได้มีการศึกษารูปแบบการบริหารงานตำรวจในต่างประเทศ แต่ในส่วนนี้จะนำข้อมูลมาใช้ทั้งหมดไม่ได้ เพราะบริบทและความรู้สึกนึกคิดแตกต่างจากประเทศไทย จึงต้องนำมาปรับใช้ให้เกิดความเหมาะสมที่สุด




