วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

คสช.ปิดจ๊อบ 'ดื่มไม่ขับจับยึดรถ'

คสช.ปิดจ๊อบโครงการ "ดื่มไม่ขับจับยึดรถ" ช่วงสงกรานต์ เผยยึดรถได้ทั้งหมด 8,124 คัน ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดมากกว่า 4 แสนคน

พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า วันนี้ครบ 7 วันของระยะเวลาการดำเนินการตามมาตรการ "ดื่มไม่ขับจับยึดรถ"ในเทศกาลสงกรานต์ปี 2560 คสช.ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ที่ได้ร่วมกันทำงานดูแลประชาชนได้เป็นอย่างดี ทั้งด้านการอำนวยการจราจร ดูแลเรื่องความปลอดภัย รวมถึงการบริการประชาชน ซึ่งนับเป็นการทำงานที่ทุ่มเท เพื่อส่งผ่านความห่วงใยของภาครัฐไปยังประชาชนได้อย่างชัดเจน รวมทั้งขอขอบคุณประชาชน โดยเฉพาะผู้ใช้เส้นทางที่ตั้งใจปฏิบัติตามกฏจราจรด้วยตระหนักถึงความปลอดภัย จึงขอให้ได้ดำรงความต่อเนื่องในการปฏิบัติตัวดังกล่าวในทุกโอกาส

สำหรับสถิติในวันที่ 18 เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการดำเนินการวันสุดท้าย มีดังนี้ รถจักรยานยนต์ พบการกระทำความผิด 42,710 ครั้ง เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องยึดรถไว้ 500 คัน และส่งผู้กระทำผิดดำเนินคดี 29,203 คน สำหรับรถโดยสารสาธารณะและรถยนต์ส่วนบุคคล พบการกระทำความผิด 32,816 ครั้ง เจ้าหน้าที่ได้ยึดใบอนุญาตขับขี่ไว้ 481ใบ ยึดรถยนต์ 116 คัน ส่งผู้กระทำความผิดดำเนินคดี 18,298 คน

ทั้งนี้ ตลอด 7 วัน ของเทศกาลสงกรานต์ที่เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามมาตรการ "ดื่มไม่ขับจับยึดรถ" ระหว่าง 12 – 18 เมษายน นั้น สรุปสถิติที่เกิดขึ้นในภาพรวมดังนี้ กระทำความผิดในส่วนรถจักรยานยนต์ 430,867 ครั้ง รถโดยสารสาธารณะ/รถยนต์ 354,100 ครั้ง เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องยึดรถที่ฝ่าฝืนมาตรการ ดื่มไม่ขับไว้แล้ว 8,128 คัน (แยกเป็นจักรยานยนต์ 6,177คัน และรถยนต์ 1,951คัน ) และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด รถจักรยานยนต์ 279,351 คน รถโดยสารสาธารณะ/ รถยนต์ส่วนบุคล 198,927 คน

สำหรับรถที่ควบคุมไว้นั้น เจ้าหน้าที่ได้ดูแลและจัดหาสถานที่เก็บรักษาไว้อย่างเหมาะสม โดยผู้เป็นเจ้าของรถสามารถติดต่อขอรับคืนได้ตามเวลาที่กำหนดทั้งนี้การดูแลประชาชนและสร้างความปลอดภัยในการสัญจรในช่วงวันหยุดต่อเนื่องและเทศกาลสำคัญตามมาตรการ"ดื่มไม่ขับจับยึดรถ"ที่ คสช.ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 58โดยตลอด 3ปีที่ผ่านมา ประชาชนให้การตอบรับและสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพราะเห็นถึงประโยชน์และผลสัมฤทธิ์ที่ได้รับในด้านความปลอดภัย ทั้งนี้คสช.จะยังคงสานต่อการดูแลประชาชนตามมาตรการดังกล่าว เพื่อสร้างความปลอดภัยสาธารณะให้เกิดขึ้นในสังคมไทยต่อไป